thansettakij
thansettakij
ความปลอดภัย-โครงสร้างการเงิน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กของไทย ต้องมาก่อนตัวเลขกำลังการผลิต

ความปลอดภัย-โครงสร้างการเงิน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กของไทย ต้องมาก่อนตัวเลขกำลังการผลิต

04 พ.ย. 69 | 04:42 น.
อัปเดตล่าสุด :04 พ.ย. 69 | 04:50 น.

ความปลอดภัย-โครงสร้างการเงิน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กของไทย ต้องมาก่อนตัวเลขกำลังการผลิต : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,250

KEY

POINTS

  • การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก โดยการเสริมสร้างหน่วยงานกำกับดูแลให้มีประสิทธิภาพและเป็นอิสระ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและประชาชน
  • ต้องมีโครงสร้างทางการเงินที่ชัดเจน โดยภาครัฐต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นก่อน และมีการจัดสรรความเสี่ยงระหว่างรัฐ ผู้พัฒนา และนักลงทุนอย่างเหมาะสม เนื่องจากโครงการมีต้นทุนเริ่มต้นที่สูง
  • ความสำเร็จของโครงการนำร่อง ไม่ได้วัดที่กำลังการผลิตไฟฟ้า แต่เป็นการวางรากฐานด้านความปลอดภัยและวินัยทางการเงิน ซึ่งหากทำได้ดีจะช่วยลดต้นทุนของโรงไฟฟ้าแห่งต่อไปในอนาคต

การที่ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP 2026 บรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) ไว้ โดยเริ่มจากโครงการนำร่อง 300 เมกะวัตต์ ในปี 2580 และวางกรอบศักยภาพรวมราว 9,000 เมกะวัตต์ นับเป็นสัญญาณชัดว่า ไทยเอาจริงกับไฟฟ้าคาร์บอนตํ่าที่จ่ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่เวทีอบรมเชิงปฏิบัติการ IAEA–สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 2 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้เตือนสติว่า ตัวเลขเมกะวัตต์เป็นเพียงปลายทาง ส่วนสิ่งที่ตัดสินความสำเร็จคือรากฐานที่ต้องวางตั้งแต่วันนี้

รากฐานแรก คือ ความปลอดภัย เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ย้ำว่าความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ และระบบกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ และ เป็นอิสระ คือ เงื่อนไขของความเชื่อมั่น ทั้งของประชาชนและนักลงทุน

ข้อนี้ไม่ใช่วาทกรรม เพราะในโลกการเงิน ผู้ให้กู้จะไม่ปล่อยเงินก้อนใหญ่ให้โครงการที่ใบอนุญาตไม่แน่นอน หรือหน่วยงานกำกับดูแลถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นอิสระ การลงทุนเสริมขีดความสามารถของ ปส. ทั้งการออกใบอนุญาต การประเมินความปลอดภัย และการตรวจสอบ จึงเป็นต้นทุนที่รัฐต้องจ่ายก่อน ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เลื่อนออกไปได้

รากฐานที่สอง คือ โครงสร้างการเงิน IAEA แยกให้เห็นว่า มีเงินสองก้อน ก้อนแรกคือ Funding ระดับประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่รัฐในการสร้างสถาบันอย่าง NEPIO และ โครงสร้างพื้นฐาน ก้อนที่สองคือ Financing ของแต่ละโรงไฟฟ้า ซึ่งเจ้าของโครงการต้องจัดหาและชำระคืนจากรายได้ขายไฟ หากรัฐไม่ชัดเจนเรื่องก้อนแรก ก้อนที่สองก็เกิดยาก

บทเรียนจากอาเซียนยิ่งชัดขึ้นไปอีก ผลการศึกษาภายใต้การเป็นประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์ พบว่า ความเสี่ยงด้านการก่อสร้าง คือตัวแปรสำคัญที่สุด และนิวเคลียร์จะคุ้มทุนได้ด้วยสัญญารายได้ระยะยาว ไม่ใช่ราคาตลาดระยะสั้น ขณะที่ OECD ประเมินต้นทุนโรงไฟฟ้าหน่วยแรกไว้ถึง 7,000-12,000 ล้านดอลลาร์ต่อโครงการ เล็กจึงไม่ได้แปลว่าถูก

ฐานเศรษฐกิจ เห็นว่า ไทยต้องตอบคำถามสามข้อให้ได้ก่อนเดินหน้า 

ข้อแรก ใครแบกความเสี่ยงอะไร ระหว่างรัฐ กฟผ. ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และ นักลงทุน 

ข้อสอง จะใช้เครื่องมืออย่างการร่วมทุนรัฐ-เอกชน ธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี และหน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออกอย่างไร โดยไม่ผลักภาระที่ไม่สมเหตุสมผลไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า 

ข้อสาม รัฐจะผูกพันกับนโยบายนี้ได้ยาวแค่ไหน เพราะศูนย์พลังงานอาเซียนเตือนว่า นิวเคลียร์ต้องอยู่ในแผนระยะยาวแบบมีข้อผูกพัน ไม่ใช่ทางเลือกที่หยิบมาทบทวนใหม่ทุก 2-3 ปี

กฟผ. พูดไว้ถูกต้องว่า แม้เทคโนโลยีจะพิสูจน์แล้วในต่างประเทศ โรงไฟฟ้า SMR หน่วยแรก ก็ยังเป็น “โรงแรก” ของไทย โครงการนำร่องจึงไม่ใช่แค่โรงไฟฟ้า แต่เป็นการลงทุนสร้างขีดความสามารถของประเทศ หากทำโรงแรกได้อย่างปลอดภัย โปร่งใส และ มีวินัยทางการเงิน ต้นทุนของโรงถัดไปจึงจะลดลงได้จริงตามหลัก FOAK สู่ NOAK

เส้นทางนี้ยาวกว่าทศวรรษ สิ่งที่สังคมต้องการจากรัฐตอนนี้ จึงไม่ใช่คำสัญญาเรื่องกำลังการผลิตไฟฟ้า แต่คือ หน่วยงานกำกับดูแลที่เข้มแข็ง กติกาการเงินที่ชัดเจน และการสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,250 วันที่ 5 -7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569