thansettakij
thansettakij
แขนขวาสักทรงองค์นารายณ์

แขนขวาสักทรงองค์นารายณ์

“แขนขวาสักทรงองค์นารายณ์” มุกคลาสสิกเหนือกาลเวลา เปิดตำนานแสนตรีเพชรกล้าในขุนช้างขุนแผน คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

KEY

POINTS

  • แสนตรีเพชรกล้า เป็นนักรบฝ่ายล้านนาในวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน มีเอกลักษณ์ด้านการสักยันต์และลงอักขระตามร่างกาย จนกลายเป็นที่มาของวลี “แขนขวาสักทรงองค์นารายณ์” ซึ่งต่อมาถูกนำไปใช้เป็นมุกตลกคลาสสิก
  • ชนวนเหตุของสงครามอยุธยากับเชียงใหม่ เกิดจากกรณีพระเจ้าเชียงใหม่ต้องการนางสร้อยทอง ราชธิดาแห่งล้านช้าง จนนำไปสู่ความขัดแย้งและการเผชิญหน้าระหว่างอาณาจักร โดยฝ่ายอยุธยาส่งขุนแผนและพลายงามนำกองกำลังนักโทษ 35 คนขึ้นไปทำศึก
  • บัตรบุหรี่โบราณเป็นหลักฐานทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ โดยบัตรจากบุหรี่ยี่ห้อ Eagle Bird ของ American Tobacco Company มีภาพนักรบล้านนา ล้านช้าง และไทย สะท้อนการนำเสนอภาพลักษณ์ของผู้คนและอาณาจักรในอดีตผ่านงานศิลปะและสื่อสะสมยุคต้นรัตนโกสินทร์ตอนปลาย

“แขนขวาสักทรงองค์นารายณ์แขนซ้ายสักชาติราชสีห์เท้าขวาหมึกสักพยัคฆีเท้าซ้ายสักหมีมีกำลังพระอุระสักพระโมคลาภควันปิดตาสักเบื้องหลังที่สีข้างลงอักขระนะจังงังหน้าผากฝังเหล็กกล้า

เพชรตาแมว”

คํ่านี้ดูวีดีโอเทปตลกในยุคปี90s ของคณะโน้ตเชิญยิ้ม ซึ่งท่านเล่นกลอนเสภาขึงขังดังข้างบนนี้แล้วหักมุขตอนจบให้ต้องตะลึงตึ่งโป๊ะขำขันเฮฮา มุข (มาจากคำว่ามุขปาฐะ) แขนขวาสักทรงองค์นารายณ์นี้เป็นมุขร่ายตลกที่บรรดาผู้ศิลปินตลกในยุคต่อมาๆ ยังนำมาใช้เล่นเรียกเสียงฮากันได้ทุกที่ทุกเวลาเรียกกันว่าเป็นมุกคลาสสิกเหนือกาลเวลาเล่นที่ไหนฮาที่นั่น ว่าแต่ว่าแล้วใครกันที่เป็นต้นฉบับการมีแขนขวาสักรงค์องค์นารายณ์ แขนซ้ายสักชาดราชสีห์…?

ในที่นี้ก็จะต้องระลึกถึงขุนทัพฝ่ายล้านนาที่ชื่อว่าแสนตรีเพชรกล้าเข้าแล้วซี เพราะกลอนบรรยายสรรพคุณนี้ปรากฏแต่โบราณมาในเสภาขุนช้างขุนแผน เป็นแสนตรีเพชร (กล้า) ผู้ปรากฏตัวอยู่ตามท้องเรื่องของเสภาขุนช้างขุนแผนอันเป็นวรรณกรรมคลาสสิกของไทย โดยที่ว่าเรื่องเสภาขุนช้างขุนแผนนี้เขียนเป็นคำกลอนมีหลายสำนวนครูบาอาจารย์ฝ่ายบันเทิงต่างๆได้เล่นเพลงขับเสภานี้กันถ้วนหน้า

จนเมื่อสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นที่แพร่หลายต่อมา จนราวเมื่อสมัยรัชกาลที่5 หน่วยงานชื่อหอพระสมุดได้ทำการรวบรวมแล้วชำระเป็นฉบับใหญ่มาตรฐานชื่อว่าฉบับหอพระสมุด(แห่งชาติ) โดยแสนตรีเพชรกล้านี้นั้นปรากฏตัวสักทรง (ต้นฉบับว่ารงค์ คือ รงควัตถุ คือสี_สักสี) อยู่ทั่วไปไม่ว่าจะในสำนวนไหนเพราะว่า ท่านเป็นนักรบเมืองเหนือเป็นคู่ต่อกรของขุนแผนและลูกชายคือพลายงามในการรบที่เชียงใหม่ โดยคำว่าแสน นี้ก็เป็นยศอย่างหนึ่งของล้านนา ที่มีทั้งแสน ทั้งหมื่น ทั้งท้าว และพญา ในยุคนั้น

ซึ่งในสายตาของฝ่ายอยุธยา(ภาคกลาง_กลางแบบว่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง) เวลามองออกไปถึงพวกล้านนาล้านช้างมักตีความว่าเป็นชนเผ่าอีกพวกเรียกกันว่าพวกลาวเป็นอาณาจักรต่างหากแยกออกจากฝ่ายอยุธยาของเขา ซึ่งระหว่างอาณาจักรนั้นก็มีเมืองเล็กเมืองน้อยตั้งอยู่เป็นการทั่วไป

ณ บัดนี้ก็จะจะได้กล่าวถึงตัวละครฝ่ายเมืองเหนือซึ่งมาแสดงตัวอยู่ในบัตรบุหรี่สวยงามกำลังเปิดประมูลกันในตลาดประมูลออนไลน์ต่างประเทศ บัตรบุหรี่ในที่นี้ก็คือคำว่าซิกาแรตการ์ดหมายความว่าในอดีตสมัยราวๆรัชกาลที่ห้าที่หกที่เจ็ดผู้ผลิตบุหรี่ แถมการ์ดขนาดเท่าไพ่เท่ากับซองบุหรี่ใส่มาในซองด้วย นัยยะว่าสูบบุหรี่เสร็จแล้วก็จะได้รับของแถมอันนี้เป็นคอลเลคชั่นไว้สะสมถ้าว่ามีอันไหนซ้ำได้มาก็จะได้หาทางแลกเปลี่ยนกับผู้ที่เขายังไม่มีหรือซื้อขายกันเอามาเล่นเกมเขี่ยไพ่ทายกองอะไรกันก็ว่ากันไป

รูปสวยเหล่านี้ไม่ทราบว่าศิลปินท่านใดวาดขึ้นแต่อยู่ในซองบุหรี่ยี่ห้อ อีเกิ้ล เบิร์ด ของอเมริกัน โทแบคโก้ สวยงามน่ารักนักหนา มีรูปของ Lanna warrior และ Lan Xang warrior หรือนักรบล้านนานักรบล้านช้างประกอบเทียบกับนักรบฝ่ายไทย (ศูนย์) กลางดูสวยงามสดใสน่าจะลุกขึ้นมาโลดแล่น จริงจังกันที งานอาร์ตอันนี้ทำให้เเล เห็นทัศนคติของคนในยุคนั้นว่าตีความและมองเห็นชาวลาวล้านนาชาวลาว ล้านช้างแตกต่างอย่างไร โดยที่ว่าข้างในนิทานหรือในวรรณคดีก็กล่าวถึงว่ากรุงศรีอยุธยามีจักรพรรดิชื่อพระพันวษา (พันวสา) ส่วนอาณาจักรล้านนามีพระเจ้าเชียงใหม่เชียงอินทร์ อาณาจักรช้างก็มีพระเจ้าล้านช้าง

อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าเชียงใหม่ซึ่งอายุจะ 60 ปีเข้าแล้วท่านมีความคิดอยากจะได้ลูกสาวคนเล็กของเจ้าล้านช้างมาเสริมคอลเลคชั่น เป็นเมียซึ่งในอดีตนั้นวันว่างว่างของกษัตริย์ก็จะต้องทำการกรีฑาเป็นการออกกำลังรบศึกกันเรื่อยไป ไปทำสงครามก็นิยมกวาดต้อนผู้คนยึดครองดินแดนกวาดเอาทรัพยากรมาอันนี้ก็ถือว่าเป็นกีฬาของกษัตริย์ในยุคเก่าก่อน พระเจ้าเชียงใหม่ก็อ้างเหตุนี้ว่าอยากจะได้เด็กสาวคนนี้ถ้าว่าไม่ให้ก็จะได้มีเรื่องกัน

ฝ่ายพระเจ้าล้านช้างเมื่อเห็นทูตของฝ่ายล้านนาแต่งขบวนสวยงามมีพระราชสาส์นต่างๆพร้อมทั้งบริวารมาครบ แต่มาขอลูกสาว! ก็ให้เกิดความฉุนเฉียวว่าคนแก่เฒ่าแล้วเมียก็มีตั้งเยอะยังจะมาอะไรกัน พระเจ้าล้านช้างขัดเคืองนักจะยกกองทัพไปฟาดฟันจัดการเสียให้ถึงที่แต่บรรดาเสนาอำมาตย์ของฝ่ายล้านช้าง ขึงขังว่าไม่ใช่ว่ากลัวว่าหรืออะไรแต่ทัดทานไว้ว่าเชียงใหม่นั้นไม่เท่าไหร่หรอกฝ่ายล้านช้างจะยกไปเหยียบย่ำให้ย่อยยับลงเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ยาก _นี่แหนะ

แต่ที่จะทำให้ถูกต้องตามประเพณีคือมีหนังสือไปบอกกล่าวว่าไม่ให้! ข้าวของอะไรเอามาฝากต้นไม้ทองต้นไม้เงินก็คืนเขาไป ใช้วิธีทางการทูตในลักษณะอารยชน พระเจ้าล้านช้างฟังแล้วเสนาะหูก็คลายพิโรธ (ลีลาเสนาอำมาตย์ล้านช้างเพ็ดทูลหลบเลี่ยงงานการนี่ไม่เบา)

แขนขวาสักทรงองค์นารายณ์

เสนาอำมาตย์ก็หาทางช่วยคิดวางแผนเป็นกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ว่า เอาเข้าจริงงานนี้ล้านช้างคงไม่รอดหรอก ควรจะต้องหาทางทำตัวเป็นสองฝ่ายฟ้าคือหาประเทศที่มีความเข้มแข็งมาเป็นแบ็คหนุนหลังให้หน่อย ไหนๆก็ต้องเสียลูกสาวอยู่แล้วไม่ว่าด้วยเหตุใด เพราะถ้าไม่ให้ พระเจ้าเชียงใหม่เดี๋ยวเขาก็ต้องยกทัพมาปล้นเอาจนได้ อยู่ดี

สู้เอาลูกสาวไปถวายให้พระพันวษาที่กรุงศรีอยุธยาศรีรามเทพนครไม่ดีกว่าหรือจะได้กองกำลังฝ่ายอยุธยามาช่วยเหลือด้วยเป็นลูกเขยกษัตริย์อยุธยาย่อมดีกว่าเป็นลูกเขยกษัตริย์เชียงใหม่เมืองเล็ก รึมิใช่?

เมื่อสรุปแผนการได้ดังนี้ล้านช้างก็เดินตามเกมส์ ส่งทูตเข้ามาติดต่อที่กรุงศรีศรีอยุธยา ทูตนั้นชื่อว่า เพี้ยะสุวรรณบัตร (โดยคำว่า เพี้ยะนี้ก็เป็นบรรดาศักดิ์ของฝ่ายล้านช้างเขาอารมณ์ลักษณะประมาณว่าเป็นท้าวพญากรมการเมือง บรรพชนฝ่ายนครจำปาสักของผู้เขียนยังมีปรากฏนามท่านหนึ่งชื่อ เพี้ยะศรีสุบาล)

อีทีนี้ก็ขอตัดตอนมาว่าอันนี้คือเรื่องชนวนเหตุระหว่างการรบอยุธยาภาคกลางกับเชียงใหม่จนเกิดเรื่องให้แสนตรีเพชรกล้าผู้สักทรงองค์นารายณ์มาออกโรง ก็เพราะว่าเหตุเพราะว่ามีคดีต้นเค้ามาจากกรณีนางสร้อยทองราชธิดากรุงศรีสัตตนาคนหุตล้านช้างโดนเขาแย่งกันนี่เอง

ส่วนเรื่องราวการปรากฏตัวของ แสนตรีเพชรก็จะมาในจังหวะที่ฝ่ายอยุธยาพระพันวสาให้กองทัพของพระท้ายน้ำ 500 คนขึ้นไปดักรับเอา นางสร้อยทองที่เขตแดนไทยต่อล้านช้าง จังหวะถึงวังสามหมอละแวกย่านอุดรธานีต่อขอนแก่นชัยภูมิแล้ว ภูมิประเทศเป็นซอกเขาทัพพระเจ้าเชียงใหม่ยกมาอุดช่องไว้ กวาดต้อนกองทัพกองพระท้ายน้ำ และทัพล้านช้างที่มีกิงกำกงแม่ทัพ เป็นเชลยศึกเอาไปขังไว้ที่เวียงเชียงใหม่แล้วมีพระราชสาส์น ท้าทายมาถึงพระพันวสาแห่งกรุงศรีอยุธยาว่าให้ขึ้นมาชนช้างทำยุทธหัตถีกันซะเลย แย่งสาวกันอย่างนี้ มีเคือง และถ้าทำเคืองกันอย่างนี้แล้วเขาไม่ขอโทษกัน ถ้าอยุธยาไม่มาจะจับพวกพระท้ายน้ำฆ่าทิ้งในสามเดือนถือเป็นตัวประกันจำนองคดี ข้างสมเด็จพระพันวสาได้รับคำท้าอันนี้แล้วก็พิโรธเดือดดาล กำลังหาทางกวาดต้อนไพร่พลยกทัพขี่ช้างขึ้นไปกะชนกับพระเจ้าเชียงใหม่เขา

ฝ่ายบรรดาเสนาอำมาตย์ (เสนาก็คือทหารอำมาตย์ก็คือพวกข้าราชการมหาดไทย) ก็กราบทูลทัดทานด้วยลึกๆก็เพราะตัวเองก็ไม่อยากจะเดือดร้อนกับอีแค่เรื่องศึกชิงนางต้องวุ่นวายขายขนมละทิ้งความสนุกสำราญในเมืองรอนแรมขึ้นไปทุรกันดารเอาเมืองเชียงใหม่ที่แสนไกลและไม่รู้จะชนะเขารึเปล่าตามประสามนุษย์เงินเดือน พระพันวสาฟังแล้วก็ไต่ถามว่างั้นใครจะไปรบได้บ้างบรรดาเสนาอำมาตย์ในที่เฝ้าก็ก้มหน้าก้มตางึมงำปฏิเสธตามประสาอำมาตยาธิปไตยที่ได้เอาเสียไม่เอา ทำให้ทรงพระพิโรธไปใหญ่ ด่าทอบริภาษเสียเยินยับ แต่เสนามหาอำมาตย์มีวิชาหน้าทน ฟังหูออกหูทำให้ไม่ได้ต้องรู้สึกรู้สาอะไรกะท่านมากนัก _ไม่เครียดๆแต่แล้วก็ต่อมาก็ให้บังเกิดเหตุว่าเจ้าพลายงามซึ่งเป็ลูกของขุนแผนคิดอ่านกราบบังคมทูล อาสาไปสู้ศึก

โดยจะขอเบิกตัวพ่อซึ่งคือขุนแผนซึ่งต้องราชทัณฑ์ถูกจองจำอยู่ในคุกมาเป็นเวลายาวนานให้ออกไปเป็นกุนซือให้เพราะรอบที่แล้วขุนแผนตีทะลุขึ้นถึงเมืองเถิน เมืองระแหงทะลุเมืองเชียงทองไปได้ถึงลำปางทางลำปางก็ยอมอ่อนน้อมแล้วเข้าทางจอมทอง ทะลุไปเชียงใหม่จนได้ถือเป็นผู้ชำนาญทางและมีประสบการณ์รับมือกับวิทยาการของพวกล้านนา สมเด็จพระพันวสาได้ฟังแล้วก็ทรงตบเข่าฉาด ว่าเออกูก็ลืมนึกถึงขุนแผนไปได้อย่างไรนี่ (ทั้งที่ทรงราช โองการสั่งให้จำคุกไว้เอง) จากนั้นก็ทรงอนุมัติแผนการขั้นต้น เบิกขุนแผนออกมาจากคุก ขุนแผนเข้าเฝ้ากราบทูลว่าไม่ได้ต้องการกองทัพไพร่พลอะไรมากมายขอใช้แค่คนคุกที่เคยติดคุกอยู่ด้วยกัน 35 คน เป็นกองกำลังในลักษณะการรบแบบกองโจรไปรบเชียงใหม่แต่เพียงเท่านั้น

โดยมีความหวังว่าเมื่อขึ้นถึงเวียงแล้วสามารถปลดล็อคคืนกองทัพของพระท้ายน้ำ 500 กองทัพของฝ่ายล้านช้างอีก 200 กว่าที่ถูกขังอยู่ในเมืองเชียงใหม่ให้มาร่วมรวมกำลังตรงนั้นก็น่าจะพอที่จะลักไก่ยึดเมืองจับพระเจ้าเชียงใหม่ได้ พระพันวสาท่านก็ว่าโอเค

ทีนี้ท่านผู้สันทัดกรณีก็วิเคราะห์ว่าขุนแผนเองนั้นมีเชื้อมอญพ่อของขุนแผนคือขุนไกรทำงานลักษณะเฝ้าหน้าด่านกาญจนบุรีนั้นทำหน้าที่ในเชิงเสือหมอบแมวเซาคอยเป็นนายด่านระวังฟังข่าวเข้าลักษณะอาทมาต ซึ่งเป็นกรมรบพิเศษชนิดหนึ่งของสมัยโบราณ มีสัญลักษณ์คือดาบสองมือแต่หน้าที่แล้วหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านว่าลักษณะคล้ายซีไอเอคือถนัดในทางการทำงานลับมากกว่าการยกทัพเข้าประจำประจันบาญขุนแผนเองก็สังกัดอาทมาตดังนั้นวิทยาการในการต่อสู้รบทัพจับศึกจึงเป็นลักษณะกองโจรที่ตนเองถนัด

ฝ่ายโจรที่แสบแสบถูกขังอยู่กับขุนแผนมีหลายรายพฤติกรรมต่างชั่วร้ายกันไปทั้งสิ้นเรียกว่ามีวิชาโจรกันเต็มตัวหนึ่งในนั้นยังมีโจรที่เคยบุกปล้นบ้านคุณพ่อขุนช้างอยู่ด้วยซึ่งโจรผู้นี้มีชื่อว่า จัน สามพันตึง (หรือจันทศร) ซึ่งแกจะมีความสำคัญในคดีแสนตรีเพชรกล้าต่อไป

อันว่าคุณพ่อของขุนช้างนั้นมีฐานะเข้าขั้นเศรษฐี เป็นที่หมายตาของเหล่าโจร ทว่าเป็นที่รู้กันทั่วแต่ท่านเป็นคนเล่นของมีวิชาคงกระพันชาตรีคุ้มตัวโจรปล้นบ้านแล้วฆ่าท่านไม่สำเร็จ เอาของมาทุบท่านท่านก็มีวิชาชาตรีทำให้ของที่มาทุบนั้นผ่อนหนักเป็นเบาก็ไม่ตายสักทีเมื่อไม่ตายอย่างงี้โจรก็ไม่ชอบใจเพราะเดี๋ยวจะต้องถูกพยานตามตัวมารับโทษจนได้จึงได้คิดแผนการเอาว่าพวกหนังเหนียวนั้นแพ้อยู่อย่างเดียวคือการสวนทวาร คือทวารหนักนั้นเป็นที่เปิดอยู่ตลอดเวลาเอาหลาวแทงเข้าทางทวารหนักให้ทะลุถึงเครื่องในก็ตายไม่จำเป็นต้องแทงทะลุปากด้วยซ้ำ ผู้คิดกรรมวิธีแทงสวนทวารนี้ก็คือขุนโจรจัน คนนี้ ซึ่งไม่ได้คิดแต่เพียงอย่างเดียวลงมือทำด้วยจนพ่อขุนช้างจบชีวิตหนังเหนียว_ตายจริง

แวะพักบรรทัดนี้เพื่อคำนึงถึงว่าขุนช้างก็รู้ว่าไอ้โจรแสบที่ฆ่าพ่อด้วยวิธีทรมานมันก็ถูกขังอยู่ในคุกเงินทองเราก็มีมากมายแทนที่จะจ้างใครเข้าไปสับหัว สวนก้นคืนบ้างให้สมแค้นก็ไม่ยักกะทำ_แปลก (โจรนี้ชื่อจันสามพันตึง คำว่าสามพันตึงเป็นชื่อหัวว่าน ที่มีฤทธิ์ทางคงกระพัน)

เอาล่ะ กลับมาที่กองกำลังรบนอกแบบของขุนแผน และ พลายงาม ก็พากันมุ่งหน้าขึ้นเหนือ โดยผ่านทางเมืองพิจิตรแล้วแวะหาสาวสวยเพื่อชื่นชมตามบ้านอันเปนวิสัยปกติทั่วไปของชายเจ้าสำราญบ้านนี้

ทีนี้ว่าทีมกองโจร 35 นี้ตัวเด็ดๆมี เช่น อ้ายมีบ้านยี่ล้น เมียชื่ออีผลปล้นตาเขียว วีรกรรมคือ …แทงถูกอีชังกำลังเยี่ยว ปากเบี้ยวล้มหงายน้ำลายฟด (เล่นง่ายทำคนไร้ทางสู้)อ้ายปานบ้านชีหน เมียชื่ออีสนปล้นบางปลากด วีรกรรมคือ…ผูกคอตาจ่ายกับยายรด เอาไฟจดจุดขนหล่นร่วงไป (วิตถาร) อ้ายจันสามพันตึง เมียชื่ออีอึ่งบ้านเหมืองใหม่ พวกปล้นขุนศรีวิไชย (พ่อขุนช้าง) เอาไม้เสียบก้นแกจนตาย อ้ายทองอยู่ช่องขวาก ผัวอีมากฆ่าลาวชื่อท้าวเสน วีรกรรม ขึ้นย่องเบาเอาบาตรผ้าพาดเณรทุบตาเถนแล้วซ้ำปล้ำหลวงชี อ้ายบัวหัวกะโหลก โทษปล้นชีโคกที่ปากเกร็ดแล้วตีอ้ายดูกจมูกเฟ็ด ฟันตาสายขายเป็ดบ้านตึกแดง อ้ายอินเสือเหลืองเมืองชัยนาท เมียชื่ออีปาดบ้านขนายเที่ยวปล้นฆ่าคนสักร้อยปลาย ลักควายแทงกินสิ้นเป็นเบือ อ้ายกุ้งคุ้งตะเภา ฟันผัวแย่งอีเม้าเอาเป็นเมีย อ้ายกร่างอยู่บางเหี้ย หาเมียมิได้ไล่ตีเรือ อ้ายเภาผัวอีพานบ้านนาเกลือ เอายาเบื่อหลวงโชฎึกเก็บตึกเตียน

ถัดไปอ้ายมั่นผัวอีจันทิพ อยู่น้ำดิบปล้นตีหลวงชีเภา หาได้แทงแกไม่ดังให้การ นครบาลสอบแก้เป็นแผลเก่า (วีรกรรมตีอย่างเดียวไม่ได้แทง)อ้ายจันผัวอีจานบ้านกะเพรา โทษปล้นจีนเก๊าเผาโรงเจ๊กยิงปืนถึงปังประดังโห่ แล้วเอาสันพร้าโต้ต่อยหัวเด็ก (เก่งกะเด็ก) อ้ายเกิดกระดูกดํา ผัวอีคำด่าง โทษสะดมกรมช้างกับหมอมั่นปล้นละว้าป่าดงคงกระพัน กะหำไขว้ไข่ดันเป็นทองแดง (ของดีคงกะพัน) เก่งๆกันมากันอย่างนี้แล้วจะไม่ให้ แสนตรีเพชรกล้า สักทรงองค์นารายณ์ ฯ ได้อย่างไร!! ก่อนจะเปิดตัวแสนตรีเพชรกล้านี้ ก็จะขอกล่าวถึงการหาทางลักลอบเข้าเมืองเชียงใหม่ไปสังเกตการณ์ ของพ่อลูกขุนแผนและพลายงามกันเสียก่อน

วันนั้นขุนแผนกับพลายงาม ยั้งทัพกองโจรอยู่ชายเมืองเชียงใหม่ แล้ว ก็ออกเดินกัน ๒ คน มุ่งไปทางเวียง ที่กลางทาง พบพ่อลูกชาวเชียงใหม่ ๒ คน กำลังเดินกลับจากไร่จะเข้าเมือง คนพ่อชื่อ ขนานมะโนใหญ่ (ขนาน_ อาจมาจากคำว่าหนาน คือผู้บวชเรียนแล้ว ส่วน มะโนใหญ่ อาจหมายว่ามีมะโนน้อย หรือ มะโนเล็กอีกคนก็ได้) คนลูกชื่อน้อยศรีวิชัย (น้อยคือ คนเคยบวชเณร)

ขุนแผนและพลายงามก็จับฆ่าเสียทั้ง ๒ คน ความประสงค์ก็เห็นจะต้องการเอาเครื่องแต่งตัวและตัดเอาผมมาทำช้อง(วิก/ช่อผม)ใส่หัว เพื่อจะปลอมตัวเป็นคนเชียงใหม่ จะได้เข้าไปในเมืองได้สะดวก เพราะคนเชียงใหม่ในสมัยนั้นยังไว้ผมยาว แต่ขุนแผนและพลายงามซึ่งเป็นคนอยุธยาไว้ผมสั้น ซึ่งเกือบจะเรียกว่าโกนหัวก็ได้ (ขุนแผนเพิ่งออกจากคุกคนโทษมักโดนกร้อนหัว) ถ้าขุนแผนและพลายงามจะเดินเข้าไปในเมืองเชียงใหม่ทั้งที่ไว้ผมอย่างนั้น ก็เห็นจะเดินได้ไม่ไกล พวกคนเชียงใหม่จะเห็นผิดสังเกต และทหารเชียงใหม่จะต้องจับตัวเอาเป็นแน่ ภาพประกอบจากบัตรบุหรี่นี้ทำให้เห็นภาพประกอบจากบัตรบุหรี่นี้ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าขนานมโนใหญ่แต่งตัว ไว้ผมตรงตาม concept ทุกประการ ขุนแผนและพลายงามก็เอาผ้าผ่อนเครื่องแต่งตัวของคนเชียงใหม่ทั้ง ๒ คนนั้นมาแต่งกายของตน และตัดผมจากศพขึ้นมาไว้บนศีรษะ เอาผ้าโพกไว้ให้แลดูเห็นเป็นว่าไว้ผมยาว

(ต่อตอน 2)