
สะเทือนโรงกลั่น...ถอดสูตร“ต้นทุนทิพย์”ใครได้-ใครเสีย?
สะเทือนโรงกลั่น...ถอดสูตร“ต้นทุนทิพย์”ใครได้-ใครเสีย? : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย... เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- กระทรวงพลังงานปรับโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่ โดยยกเลิกการคำนวณ "ต้นทุนทิพย์" ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายสมมติในการนำเข้าจากสิงคโปร์ที่ใช้มานาน 22 ปี
- การเปลี่ยนแปลงสูตรส่งผลให้ราคาหน้าโรงกลั่นลดลง และคาดว่าจะกระทบต่อกำไรของหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี ราว 8-17% ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลง
- ประชาชนอาจยังไม่ได้รับประโยชน์จากราคาขายปลีกที่ลดลงทันที เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่น เช่น ภาษี กองทุนน้ำมัน และภาระหนี้จากการอุดหนุนราคาในอดีต
*** หลังจากกระทรวงพลังงานประกาศปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยเปลี่ยนสูตรคำนวณราคาหน้าโรงกลั่น ที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ใช้มาตั้งแต่ปี 2547 หรือยาวนานถึง 22 ปี ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ส่งผลให้ราคาน้ำมันทุกชนิดต้องคำนวณตามหลักเกณฑ์ใหม่ โดยถอดค่าใช้จ่ายสมมุติ หรือ ที่เรียกกันว่า “ต้นทุนทิพย์” ออกจากสูตร ทั้งค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่งจากสิงคโปร์ พร้อมปรับลดเกณฑ์การสำรองน้ำมันเหลือ 2 ใน 3 เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณสำรองจริง
ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาไทยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ แล้วบวกค่าใช้จ่ายเสมือนว่า ต้องขนส่งทางเรือมายังประเทศไทย ทั้งที่น้ำมันส่วนใหญ่กลั่นขึ้นภายในประเทศ การปรับสูตรใหม่ จึงทำให้ราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันทุกประเภทลดลงทันที
แม้ตัวเลขที่ลดลงอาจเพียงไม่กี่สตางค์ต่อลิตร แต่เมื่อคำนวณจากปริมาณการใช้น้ำมันรวมทั้งประเทศ เงินที่ว่านี้จึงมีมูลค่ามหาศาล
คำถามคือ... ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ใครกันแน่คือผู้ได้รับประโยชน์จากสูตรราคาเดิม และใคร คือ ผู้แบกรับภาระต้นทุนที่แฝงอยู่ในระบบ?
เจ๊เมาธ์มองว่า การอ้างอิงราคาตลาดโลกไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเป็นกลไกสะท้อนต้นทุนและการแข่งขัน แต่เมื่อมีค่าใช้จ่ายบางรายการที่คำนวณจากสมมุติฐานซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง การทบทวนสูตรราคาก็เป็นเรื่องสมควร โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนต้องเผชิญกับค่าครองชีพสูงและราคาพลังงานผันผวน
เมื่อภาครัฐเปลี่ยนกติกาที่ใช้มานาน ตลาดหุ้นย่อมตอบรับด้วยความกังวล โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี ทั้ง TOP, BCP, SPRC, IRPC และ PTTGC ซึ่งมีโครงสร้างธุรกิจแตกต่างกัน และได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน
โดยมีบทวิเคราะห์ที่ประเมินว่า หากบังคับใช้สูตรราคาใหม่อย่างเต็มรูปแบบ อาจกระทบกำไรของหุ้นกลุ่มดังกล่าวราว 8–17% แต่แม้ตัวเลขนี้เป็นเพียงประมาณการ โดยผลกระทบจะขึ้นอยู่กับปริมาณขายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง แต่ก็สร้างแรงสะเทือนต่อราคาหุ้นในกลุ่มนี้ไม่น้อย
สำหรับ บริษัท ไทยออยล์ (TOP) และ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) นักลงทุนต้องติดตามผลกระทบต่อธุรกิจโรงกลั่นอย่างใกล้ชิด เพราะผลประกอบการมีความเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปและส่วนต่างการกลั่นค่อนข้างมาก
ในกรณีของ TOP ซึ่งมีกำลังการกลั่นขนาดใหญ่ และมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ขณะที่ SPRC เน้นธุรกิจโรงกลั่นและจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปเป็นหลัก แม้ SPRC จะมีธุรกิจค้าปลีกน้ำมันภายใต้แบรนด์ Caltex เข้ามาช่วยเสริม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถชดเชยแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสูตรราคาได้ทั้งหมด
ดังนั้น หากมาตรการใหม่ทำให้ราคาขายผลิตภัณฑ์ที่โรงกลั่นได้รับลดลงจริง ผลกระทบต่อทั้ง TOP และ SPRC จะขึ้นอยู่กับปริมาณการขายที่เกี่ยวข้อง สัญญาซื้อขาย และ ความสามารถในการบริหารต้นทุน ไม่ใช่ดูเพียงขนาดกำลังการกลั่น หรือ การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในวันเดียว
ด้าน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) มีธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและธุรกิจพลังงานอื่น ๆ ช่วยกระจายความเสี่ยง แต่การมีธุรกิจหลายส่วน ก็ไม่ได้รับประกันว่า กำไรจะไม่ถูกกระทบ หากราคาผลิตภัณฑ์จากโรงกลั่นลดลงในขณะที่ต้นทุนยังทรงตัว
ส่วน บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) มีทั้งโรงกลั่นและปิโตรเคมี ผลประกอบการ จึงต้องพิจารณาร่วมกับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและต้นทุนวัตถุดิบด้วย
ขณะที่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) มีธุรกิจปิโตรเคมีเป็นองค์ประกอบสำคัญ ทำให้ผลกระทบจากสูตรราคาน้ำมันต้องประเมินจากโครงสร้างรายได้และกำไรของแต่ละธุรกิจ ไม่ใช่สรุปว่าบริษัทจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเพียงเพราะมีธุรกิจหลากหลาย
ที่น่าสนใจคือ PTTGC กลับเป็นหุ้นที่ปรับลงแรงที่สุด ในบรรดาหุ้นทั้งห้าราย สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดอาจกำลังประเมินทั้งความเสี่ยงเชิงนโยบายและปัจจัยพื้นฐานอื่นไปพร้อมกัน การปรับตัวลงของราคาหุ้น จึงยังไม่ใช่หลักฐานว่ากำไรของบริษัทจะลดลงตามสัดส่วนเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม... อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า “ต้นทุนทิพย์” ที่หายไปจะส่งถึงมือประชาชนในทันที เพราะตัวเลขนี้เป็นเพียงการประเมินส่วนลดราคาหน้าโรงกลั่น ส่วนราคาขายปลีกจริง ณ สถานีบริการยังขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ภาษี เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และ ค่าการตลาด
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้นำเงินออกมาอุ้มราคาน้ำมันไว้มหาศาล ทั้งการดึงผลประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่นเกือบ 3.2 หมื่นล้านบาท และเงินจากกองทุนน้ำมันฯ อีกราว 6.5 หมื่นล้านบาท รวมเป็นภาระเกือบๆ 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะต้องมีการชดเชยคืนในอนาคตเช่นกัน
เรื่องนี้...หากมองในมุมของประชาชน การรื้อโครงสร้างราคาพลังงานที่ใช้มานานจะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ต่อเมื่อผลลัพธ์นั้นตรวจสอบได้และมีโครงสร้างต้นทุนที่เปิดเผยอย่างโปร่งใส
ส่วนในมุมของนักลงทุน สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือ ผลกระทบจริงในงบการเงิน ตลอดจนทิศทางค่าการกลั่นในตลาดโลก เพราะนี่คือ ความเสี่ยงเชิงนโยบาย (Policy Risk) ที่บีบให้นักลงทุนต้องกลับมาประเมินมูลค่าหุ้นกันใหม่
เจ๊เมาธ์บอกได้เลยว่า การถอด “ต้นทุนทิพย์” ออกจากสูตรราคา อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไทย
แต่สำหรับตลาดหุ้น...ในวันที่รัฐเปลี่ยนกติกา ผู้ชนะและผู้แพ้ไม่ได้ตัดสินกันแค่คำประกาศ แต่ต้องวัดกันที่ตัวเลขจริงในบัญชี ทั้งรายได้และกำไรสุทธิของแต่ละบริษัท นั่นต่างหากถึงจะเป็นของจริงเจ้าค่ะ!
คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย... เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์







