
วิกฤตไฟฟ้า Data Center ไทย: นักลงทุนโตเร็ว แต่สายส่งและหม้อแปลงขยายไม่ทัน ใครควรจ่ายต้นทุน?
เปิดบทเรียนสหรัฐฯ–มาเลเซีย เมื่อ AI Data Center ต้องการไฟฟ้าหลายร้อยเมกะวัตต์ เสนอเปิดทางซื้อไฟตรงจากผู้ผลิต ร่วมทุนสร้างโรงไฟฟ้า หรือผลิตไฟฟ้าใช้เอง เพื่อเร่งการลงทุนโดยไม่ผลักภาระต้นทุนให้ประชาชน โดย อาจารย์ ดร.เมทังกร เสริมสุข (CIIM – KMITL) วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะ Hyperscale Data Center และ Artificial Intelligence หรือ AI Data Center ซึ่งมีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกสนใจเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC
แต่ในขณะที่นักลงทุนสามารถวางแผนก่อสร้าง Data Center ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ระบบไฟฟ้าที่ต้องรองรับโครงการเหล่านี้กลับมีข้อจำกัดสำคัญ ทั้งกำลังผลิตไฟฟ้า ระบบสายส่ง สถานีไฟฟ้า และหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้เวลาในการวางแผน ออกแบบ จัดหาอุปกรณ์ และก่อสร้าง
ปัญหานี้กำลังกลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของการพัฒนา Data Center ทั่วโลก
เพราะการมีโรงไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอในภาพรวมประเทศ ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถส่งไฟฟ้าหลายร้อยเมกะวัตต์ไปยังพื้นที่ตั้ง Data Center ได้ทันที
ตัวอย่างเช่น Data Center ขนาด 200 MW อาจต้องการไฟฟ้าจากระบบมากกว่า 200 MW เมื่อรวมระบบทำความเย็น ระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์สนับสนุนอื่น ๆ
หากโครงข่ายไฟฟ้าในพื้นที่ไม่มีความสามารถรองรับโหลดดังกล่าว ก็อาจจำเป็นต้องลงทุนขยายสายส่ง สถานีไฟฟ้า และหม้อแปลงเพิ่มเติม
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ประเทศไทยมีไฟฟ้าเพียงพอสำหรับ Data Center หรือไม่ แต่คือใครควรลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าเพิ่มเติม และใครควรรับภาระต้นทุนดังกล่าว
หากภาครัฐลงทุนขยายระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับ Data Center ขนาดใหญ่โดยไม่มีหลักเกณฑ์จัดสรรต้นทุนที่เหมาะสม ค่าใช้จ่ายบางส่วนอาจถูกกระจายไปยังผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่นผ่านโครงสร้างค่าไฟฟ้า
ในทางกลับกัน หากปล่อยให้การขยายระบบสายส่งและหม้อแปลงเป็นข้อจำกัดเพียงอย่างเดียว ประเทศไทยก็อาจสูญเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุน AI Data Center ไปยังประเทศคู่แข่ง
ดังนั้น ประเทศไทยควรพิจารณาแนวทางใหม่ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ Data Center สามารถซื้อไฟฟ้าโดยตรงจากผู้ผลิตไฟฟ้า ร่วมทุนสร้างโรงไฟฟ้า หรือพัฒนาโรงไฟฟ้าเป็นของตนเอง ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและไม่สร้างภาระต้นทุนที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กำลังผลิตไฟฟ้าอย่างเดียว แต่อยู่ที่ไฟฟ้าส่งไปไม่ถึง
ระบบไฟฟ้าประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญสามส่วน ได้แก่ การผลิตไฟฟ้า การส่งไฟฟ้า และการจำหน่ายไฟฟ้า
แม้ประเทศไทยจะมีโรงไฟฟ้าหลายประเภท ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และไฟฟ้านำเข้า แต่การจ่ายไฟฟ้าให้ Data Center ขนาดใหญ่ต้องพิจารณาความสามารถของโครงข่ายในพื้นที่ด้วย
ตัวอย่างเช่น หาก Data Center ต้องการไฟฟ้า 260 MW แต่สถานีไฟฟ้าและสายส่งในพื้นที่มีความสามารถรองรับโหลดใหม่ได้เพียง 100 MW ก็จำเป็นต้องเพิ่มความสามารถของระบบอีกประมาณ 160 MW หรือจัดหาแนวทางจ่ายไฟฟ้าอื่นที่เหมาะสม
การขยายระบบดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างสายส่งแรงสูง การติดตั้งหม้อแปลงกำลัง การเพิ่มช่องจ่ายไฟฟ้าในสถานีไฟฟ้า และการปรับปรุงระบบป้องกันและควบคุม
นอกจากนี้ Data Center ยังต้องการความมั่นคงของระบบไฟฟ้าสูงกว่าผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปในหลายกรณี จึงอาจต้องมีระบบจ่ายไฟฟ้าสำรองหรือการเชื่อมต่อหลายวงจร
ข้อจำกัดจึงไม่ใช่เพียงการมีไฟฟ้าพอ แต่ต้องมีไฟฟ้าที่ส่งถึงพื้นที่ได้อย่างมั่นคงและทันตามกำหนดเปิดดำเนินการ
บทเรียนสหรัฐอเมริกา: Data Center โตเร็วกว่าระบบไฟฟ้า
สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก Data Center โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการลงทุน AI Infrastructure จำนวนมาก เช่น Northern Virginia, Texas และบางพื้นที่ในภาคตะวันออกของประเทศ
ความต้องการไฟฟ้าของ Data Center ขนาดใหญ่สามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่การก่อสร้างสายส่งแรงสูงและสถานีไฟฟ้าอาจใช้เวลาหลายปี
อีกปัญหาหนึ่งคือระยะเวลาการจัดหาหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากความต้องการอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
ในบางพื้นที่ การเชื่อมต่อโครงการ Data Center ใหม่จึงต้องรอการปรับปรุงระบบไฟฟ้า หรือมีเงื่อนไขให้ผู้พัฒนาโครงการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยีเริ่มให้ความสำคัญกับการจัดหาพลังงานโดยตรงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำสัญญาซื้อไฟฟ้าระยะยาว การลงทุนร่วมกับผู้ผลิตไฟฟ้า หรือการพัฒนาแหล่งผลิตไฟฟ้าใกล้พื้นที่ Data Center
อย่างไรก็ตาม การทำสัญญาซื้อไฟฟ้ากับโรงไฟฟ้าไม่ได้หมายความว่าจะสามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของระบบสายส่งได้เสมอไป เพราะหากยังต้องใช้โครงข่ายไฟฟ้าสาธารณะ ก็ต้องมีความสามารถรองรับการส่งไฟฟ้าและจ่ายค่าบริการโครงข่ายอย่างเหมาะสม
บทเรียนสำคัญของสหรัฐอเมริกาจึงอยู่ที่การวางแผนโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าให้สอดคล้องกับการเติบโตของ Data Center และการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่รายใหม่ควรรับผิดชอบต้นทุนระบบเพิ่มเติมมากน้อยเพียงใด
มาเลเซีย: เมื่อการเติบโตของ Data Center เริ่มกดดันระบบไฟฟ้าและน้ำ
มาเลเซียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้ลงทุน Hyperscale Data Center โดยเฉพาะพื้นที่รัฐยะโฮร์ ซึ่งมีความได้เปรียบจากการอยู่ใกล้สิงคโปร์
แต่การขยายตัวของ Data Center ขนาดใหญ่จำนวนมากในพื้นที่เดียวกันทำให้ความต้องการไฟฟ้าและน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผู้พัฒนาโครงการจำเป็นต้องประสานงานกับหน่วยงานไฟฟ้าเพื่อประเมินความพร้อมของระบบและระยะเวลาในการเชื่อมต่อ
หากหลายโครงการต้องการไฟฟ้าหลายร้อยเมกะวัตต์พร้อมกัน ระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าที่ออกแบบมารองรับความต้องการเดิมอาจไม่สามารถรองรับโหลดใหม่ได้ทันที
ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่การอนุมัติการลงทุนเท่านั้น แต่รวมถึงการส่งมอบไฟฟ้าและน้ำให้ทันตามกำหนดเปิดดำเนินการของ Data Center
สำหรับประเทศไทย บทเรียนจากมาเลเซียสะท้อนว่า การดึงดูดโครงการ Data Center จำนวนมากโดยไม่มีแผนรองรับด้านสาธารณูปโภค อาจสร้างข้อจำกัดต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะต่อไป
หาก Data Center ขนาด 200 MW เข้ามาลงทุน ประเทศต้องเตรียมไฟฟ้าเท่าไร?
สมมติ AI Data Center มี IT Load 200 MW และมีค่า Power Usage Effectiveness หรือ PUE เท่ากับ 1.30
จะมีความต้องการกำลังไฟฟ้ารวมประมาณ 260 MW
หากเดินเครื่องเต็มกำลังตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 365 วัน จะใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 2,277.6 GWh ต่อปี หรือประมาณ 2.28 TWh
หากมี Data Center ขนาดเดียวกัน 10 แห่ง จะมีความต้องการกำลังไฟฟ้ารวมตามสมมติฐานประมาณ 2,600 MW และใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 22.8 TWh ต่อปี
ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า Data Center ไม่ใช่ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป แต่เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สามารถส่งผลต่อการวางแผนระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้าได้
อย่างไรก็ตาม ความต้องการกำลังไฟฟ้าที่ต้องจองจากระบบจริงอาจแตกต่างจากค่าเฉลี่ยหรือโหลดเต็มกำลังตามสมมติฐาน ขึ้นอยู่กับแผนขยายโครงการ รูปแบบการเดินเครื่อง และข้อกำหนดด้านความมั่นคงของระบบ
ดังนั้นการประเมินผลกระทบของ Data Center ควรใช้ทั้ง Peak Demand, Energy Consumption และแผนเพิ่มโหลดตามระยะเวลาที่กำหนด
บทเรียนล่าสุดจากสหรัฐฯ: เร่งต่อไฟให้ Data Center แต่ต้องคุ้มครองผู้ใช้ไฟฟ้าเดิม
ปัญหานี้มีความสำคัญถึงระดับนโยบายพลังงานของสหรัฐอเมริกา
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2026 Federal Energy Regulatory Commission หรือ FERC ได้สั่งให้ผู้บริหารระบบไฟฟ้าระดับภูมิภาค 6 แห่งชี้แจงหรือปรับปรุงหลักเกณฑ์การเชื่อมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ รวมถึง Data Center
เป้าหมายสำคัญคือการเร่งกระบวนการเชื่อมต่อไฟฟ้า พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้ต้นทุนจากผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่รายใหม่ถูกผลักไปยังผู้ใช้ไฟฟ้ารายเดิมอย่างไม่เหมาะสม
แนวทางที่สหรัฐอเมริกากำลังพิจารณารวมถึงการกำหนดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่รับผิดชอบต้นทุนปรับปรุงโครงข่ายที่เกิดจากโครงการของตน การวางหลักประกันทางการเงินเพื่อป้องกันโครงการยกเลิกกลางทาง และการกำหนดกฎเกณฑ์สำหรับ Data Center ที่ตั้งอยู่ร่วมกับโรงไฟฟ้า
บทเรียนดังกล่าวสะท้อนหลักการสำคัญว่า การเร่งลงทุน Data Center กับการคุ้มครองประชาชนไม่ใช่เป้าหมายที่ขัดแย้งกัน หากรัฐออกแบบกฎเกณฑ์จัดสรรต้นทุนอย่างเหมาะสม
แนวทางที่ 1: เปิดให้ Data Center ซื้อไฟฟ้าตรงจากผู้ผลิตผ่าน Direct PPA
แนวทางแรกคือการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ Data Center ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงกับผู้ผลิตไฟฟ้า หรือ Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA)
ตัวอย่างเช่น Data Center อาจทำสัญญาซื้อไฟฟ้าระยะยาวกับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม หรือโรงไฟฟ้าประเภทอื่นที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย
หากต้องใช้โครงข่ายไฟฟ้าของภาครัฐในการส่งไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าไปยัง Data Center ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าบริการใช้ระบบสายส่งหรือสายจำหน่าย หรือ Wheeling Charge ภายใต้หลักเกณฑ์ Third-Party Access (TPA)
ประโยชน์ของ Direct PPA คือทำให้ผู้ประกอบการ Data Center สามารถวางแผนต้นทุนไฟฟ้าในระยะยาว และเลือกแหล่งพลังงานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของลูกค้าได้
ประเทศไทยมีความคืบหน้าในเรื่องนี้แล้ว โดยมีกรอบนำร่อง Direct PPA สำหรับ Data Center ไม่เกิน 2,000 MW และในเดือนกรกฎาคม 2026 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้เห็นชอบแนวทางขยายมาตรการและพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center โดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม Direct PPA ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหาสายส่ง เพราะการซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่อยู่ห่างไกลยังต้องใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าเดิม
ดังนั้น Direct PPA ควรดำเนินการควบคู่กับการจัดสรรต้นทุนระบบสายส่งและการเพิ่มกำลังรองรับของโครงข่ายอย่างเหมาะสม
แนวทางที่ 2: เปิดให้ Data Center ร่วมทุนกับผู้ผลิตไฟฟ้าสร้างโรงไฟฟ้าใหม่
อีกแนวทางหนึ่งคือการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ Data Center ร่วมลงทุนกับบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้า หรือ Independent Power Producer (IPP) เพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าที่มีวัตถุประสงค์รองรับความต้องการของ Data Center โดยเฉพาะ
ตัวอย่างเช่น Data Center ขนาดใหญ่สามารถทำสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อร่วมพัฒนาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน หรือระบบผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสาน
ข้อดีคือผู้ลงทุน Data Center สามารถวางแผนการจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับระยะเวลาการเปิดดำเนินการของโครงการ
ขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้าก็มีลูกค้ารองรับการลงทุนระยะยาว ลดความเสี่ยงด้านรายได้ของโรงไฟฟ้า
หากออกแบบโครงสร้างการลงทุนอย่างเหมาะสม ภาครัฐอาจไม่จำเป็นต้องรับภาระการลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมดเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าของ Data Center
แต่ต้องมีข้อกำหนดสำคัญคือ ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบต้นทุนที่เกิดจากโครงการของตน ทั้งค่าโรงไฟฟ้า ค่าเชื่อมต่อระบบ และต้นทุนสำรองกำลังผลิตตามที่ใช้บริการจริง
ไม่ควรให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่นรับภาระต้นทุนจากการลงทุนเฉพาะโครงการโดยไม่มีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์รองรับ
แนวทางที่ 3: ให้ Data Center เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าเอง
แนวทางที่สามคือการเปิดให้ผู้ประกอบการ Data Center ลงทุนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือ Self-Generation
โรงไฟฟ้าดังกล่าวอาจตั้งอยู่ภายในพื้นที่ Data Center หรือพื้นที่ใกล้เคียง และจ่ายไฟฟ้าให้กับ Data Center โดยตรงภายใต้รูปแบบ Behind-the-Meter หรือ Private Wire ตามเงื่อนไขที่กฎหมายอนุญาต
ข้อดีสำคัญคือสามารถลดการพึ่งพากำลังส่งไฟฟ้าจากระบบสาธารณะบางส่วน และอาจลดระยะเวลารอการขยายสายส่งในกรณีที่มีพื้นที่และแหล่งเชื้อเพลิงเหมาะสม
ตัวอย่างเช่น AI Data Center ที่มีความต้องการไฟฟ้ารวม 260 MW อาจพิจารณาพัฒนาโรงไฟฟ้าใกล้พื้นที่โครงการ เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับ Data Center โดยตรง
อย่างไรก็ตาม การเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าไม่ได้หมายความว่าจะสามารถตัดการเชื่อมต่อจากระบบไฟฟ้าสาธารณะได้ทันที
เพราะ Data Center ยังต้องการความมั่นคงของระบบไฟฟ้าสูง และอาจจำเป็นต้องใช้ระบบไฟฟ้าสาธารณะเป็นแหล่งจ่ายสำรอง
หาก Data Center ต้องการให้ระบบไฟฟ้าสาธารณะสำรองกำลังไฟฟ้าเต็มจำนวน ก็ต้องรับผิดชอบค่าบริการสำรองกำลังไฟฟ้าอย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ การสร้างโรงไฟฟ้าเองยังต้องพิจารณาใบอนุญาต การจัดหาเชื้อเพลิง มลพิษอากาศ เสียง การใช้น้ำ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ แม้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง แต่ยังมีต้นทุนเชื้อเพลิงและการปล่อยคาร์บอน ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับเป้าหมายพลังงานสะอาดของผู้ประกอบการบางราย
ดังนั้นการผลิตไฟฟ้าใช้เองควรเป็นทางเลือกที่ผ่านการประเมินด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่มาตรการที่เหมาะสมกับ Data Center ทุกแห่ง
แนวทางที่ 4: Data Center ต้องรับผิดชอบต้นทุนสายส่งและหม้อแปลงที่เกิดจากโครงการของตน
ประเด็นที่สำคัญที่สุดในการกำหนดนโยบายคือการจัดสรรต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า
หาก Data Center ต้องการไฟฟ้าเพิ่ม 260 MW และจำเป็นต้องก่อสร้างสถานีไฟฟ้าหรือสายส่งใหม่เพื่อรองรับโครงการโดยเฉพาะ ควรมีกลไกกำหนดให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบต้นทุนที่เกิดขึ้นจากความต้องการดังกล่าวอย่างเหมาะสม
ตัวอย่างเช่น หากการเชื่อมต่อ Data Center ต้องลงทุนสายส่งและหม้อแปลงเพิ่มเติม 3,000 ล้านบาท อาจกำหนดให้ผู้ประกอบการจ่ายเงินลงทุนล่วงหน้า หรือทำสัญญารับผิดชอบค่าใช้จ่ายผ่านอัตราค่าบริการระยะยาว
ตัวเลข 3,000 ล้านบาทเป็นเพียงสมมติฐานเพื่ออธิบายหลักการ ไม่ใช่ต้นทุนจริงของโครงการใด
หาก Data Center ต้องการกำลังไฟฟ้าสำรองจากระบบสาธารณะ ก็ควรจ่ายค่าบริการที่สะท้อนต้นทุนการสำรองกำลังผลิตและโครงข่าย
นอกจากนี้ควรกำหนดหลักประกันทางการเงินและเงื่อนไข Minimum Take-or-Pay หรือ Minimum Demand Commitment เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ภาครัฐลงทุนขยายระบบไปแล้ว แต่โครงการ Data Center ไม่เกิดขึ้นจริงหรือใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าที่จองไว้มาก
อย่างไรก็ตาม หากโครงสร้างพื้นฐานใหม่สร้างประโยชน์ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าหลายกลุ่ม ก็ไม่จำเป็นต้องผลักต้นทุนทั้งหมดให้ Data Center เพียงรายเดียว
หลักการที่เหมาะสมคือให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบต้นทุนส่วนที่เกิดจากโครงการของตน ขณะที่ต้นทุนส่วนที่สร้างประโยชน์ร่วมควรจัดสรรตามหลักเกณฑ์ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
แนวทางที่ 5: จัดทำอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับ Data Center ขนาดใหญ่
Data Center มีลักษณะการใช้ไฟฟ้าแตกต่างจากผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป เพราะอาจมีความต้องการกำลังไฟฟ้าสูงและเดินเครื่องต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
จึงควรพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าที่สะท้อนต้นทุนของผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทนี้โดยเฉพาะ
อัตราดังกล่าวอาจประกอบด้วยค่าไฟฟ้าตามพลังงานที่ใช้จริง ค่าความต้องการกำลังไฟฟ้า ค่าบริการระบบสายส่งและจำหน่าย ค่าบริการสำรองกำลังผลิต และต้นทุนระบบที่เกิดจากการเชื่อมต่อโครงการ
หลักการสำคัญคือ Data Center ต้องไม่จ่ายต่ำกว่าต้นทุนบริการที่ตนก่อให้เกิด จนทำให้ประชาชนต้องรับภาระส่วนต่างโดยไม่เหมาะสม
แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรกำหนดอัตราที่สูงเกินต้นทุนอย่างไม่มีเหตุผล เพราะอาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน
ตัวอย่าง: หาก Data Center ผลิตไฟฟ้าเอง 260 MW จะลดภาระรัฐได้เท่าไร?
สมมติ Data Center มี IT Load 200 MW และ PUE 1.30 ทำให้มีความต้องการกำลังไฟฟ้ารวม 260 MW
หากผู้ประกอบการสามารถจัดหาไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าของตนเองได้ครบ 260 MW อย่างต่อเนื่อง จะลดปริมาณไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากระบบสาธารณะในช่วงเวลาที่โรงไฟฟ้าดังกล่าวเดินเครื่องได้เต็มกำลัง
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะลดความต้องการกำลังสำรองของระบบสาธารณะลง 260 MW โดยอัตโนมัติ
เพราะหาก Data Center ยังต้องการไฟฟ้าสำรองเต็มกำลังเมื่อโรงไฟฟ้าของตนหยุดเดินเครื่อง ระบบไฟฟ้าสาธารณะก็ยังต้องเตรียมความสามารถรองรับโหลดดังกล่าว
การประเมินผลประโยชน์จึงต้องแยกเป็นสามส่วน ได้แก่ พลังงานไฟฟ้าที่ไม่ต้องซื้อจากระบบสาธารณะ กำลังผลิตสำรองที่ยังต้องจัดเตรียม และการลงทุนระบบสายส่งที่สามารถหลีกเลี่ยงหรือเลื่อนออกไปได้จริง
หากผู้ประกอบการเลือกไม่ใช้ระบบไฟฟ้าสาธารณะเลย ก็ต้องรับผิดชอบความมั่นคงของระบบผลิตไฟฟ้าและระบบสำรองของตนเองทั้งหมด
ดังนั้นการผลิตไฟฟ้าใช้เองจะช่วยลดภาระประชาชนได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับรูปแบบการเชื่อมต่อและต้นทุนที่ยังคงเกิดขึ้นกับระบบไฟฟ้าสาธารณะ
ข้อเสนอเชิงนโยบาย: ให้ Data Center เติบโตได้ แต่ประชาชนต้องไม่จ่ายแทน
ประเทศไทยควรพัฒนานโยบายไฟฟ้าสำหรับ Data Center โดยยึดหลักการว่า ผู้ประกอบการสามารถเลือกวิธีจัดหาพลังงานที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนได้ แต่ต้องรับผิดชอบต้นทุนที่ก่อให้เกิดอย่างเป็นธรรม
ภาครัฐควรเร่งดำเนินการเปิดใช้ Direct PPA และ Third-Party Access ให้มีหลักเกณฑ์ชัดเจน พร้อมกำหนด Wheeling Charge และค่าบริการระบบสำรองที่สะท้อนต้นทุนจริง
ขณะเดียวกันควรเปิดทางให้ผู้ประกอบการร่วมทุนสร้างโรงไฟฟ้าหรือผลิตไฟฟ้าใช้เองภายใต้กฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัย โดยต้องไม่กระทบความมั่นคงของระบบไฟฟ้าสาธารณะ
นอกจากนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ควรร่วมกันจัดทำแผนความพร้อมของโครงข่ายสำหรับพื้นที่ Data Center สำคัญ โดยเฉพาะ EEC
แผนดังกล่าวควรระบุความสามารถรองรับโหลดใหม่ของสถานีไฟฟ้า ระยะเวลาที่ต้องใช้ในการขยายสายส่งและหม้อแปลง และต้นทุนการเชื่อมต่อที่ผู้ลงทุนต้องรับผิดชอบ
อีกประเด็นที่ควรพิจารณาคือการกำหนดให้โครงการ Data Center ขนาดใหญ่แสดงหลักฐานความพร้อมด้านไฟฟ้าก่อนอนุมัติสิทธิประโยชน์หรือเริ่มก่อสร้างในระยะสำคัญ เพื่อป้องกันปัญหาการลงทุนแล้วไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตามกำหนด
ในระยะยาว ควรพัฒนากลไกให้ Data Center สามารถลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Battery Energy Storage System (BESS) และระบบบริหารโหลด เพื่อช่วยลดความต้องการไฟฟ้าสูงสุดและเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบ
แต่ต้องพิจารณาว่า BESS เป็นอุปกรณ์กักเก็บพลังงาน ไม่ใช่แหล่งผลิตพลังงานสุทธิ จึงไม่สามารถทดแทนโรงไฟฟ้าหรือแหล่งจ่ายไฟฟ้าต่อเนื่องได้โดยไม่มีข้อจำกัด
บทสรุป: อย่าให้ Data Center โตบนต้นทุนค่าไฟของประชาชน
AI Data Center เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล แต่การเติบโตของอุตสาหกรรมนี้กำลังสร้างความท้าทายใหม่ต่อระบบไฟฟ้า
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยจะผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอหรือไม่เท่านั้น แต่อยู่ที่ระบบสายส่ง สถานีไฟฟ้า และหม้อแปลงจะสามารถขยายตัวได้ทันกับความต้องการไฟฟ้าของ Data Center หรือไม่
บทเรียนจากสหรัฐอเมริกาและมาเลเซียสะท้อนว่าการเติบโตของ Data Center สามารถเกิดขึ้นเร็วกว่าการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า และอาจทำให้เกิดความล่าช้าในการเชื่อมต่อโครงการ
ประเทศไทยจึงไม่ควรรอให้ปัญหาดังกล่าวกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ก่อนเริ่มปรับนโยบาย
ภาครัฐควรเปิดโอกาสให้ Data Center สามารถซื้อไฟฟ้าตรงจากผู้ผลิต ร่วมทุนสร้างโรงไฟฟ้า หรือผลิตไฟฟ้าใช้เอง โดยมีหลักเกณฑ์การใช้โครงข่ายและการรับผิดชอบต้นทุนที่ชัดเจน
ขณะเดียวกัน การขยายสายส่งและหม้อแปลงเพื่อรองรับ Data Center ควรมีระบบจัดสรรต้นทุนที่เป็นธรรม โดยผู้ประกอบการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนที่เกิดจากโครงการของตน และไม่ผลักภาระไปยังประชาชนโดยไม่จำเป็น
ประเทศไทยควรส่งเสริมให้ Data Center เติบโตได้ตามศักยภาพ แต่ไม่ควรให้ประชาชนต้องรับภาระต้นทุนโรงไฟฟ้า สายส่ง หม้อแปลง และกำลังสำรองที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับการลงทุนเฉพาะกลุ่มโดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรม
เพราะความสำเร็จของนโยบาย Data Center ไม่ได้วัดเพียงจำนวนเม็ดเงินลงทุนที่เข้ามา แต่ต้องวัดจากความสามารถในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลใหม่ โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน
ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแนวคิดจาก “รัฐจัดหาไฟฟ้าให้ Data Center ทุกโครงการ” ไปสู่ “Data Center ร่วมรับผิดชอบการจัดหาพลังงานและต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ตนต้องใช้”
นี่อาจเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยพัฒนาเป็น Data Center Hub ของอาเซียนได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งภาระต้นทุนไว้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ







