thansettakij
thansettakij
Microsoft คืนชีพโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 835 MW ป้อนพลังงานให้ AI

Microsoft คืนชีพโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 835 MW ป้อนพลังงานให้ AI

Microsoft คืนชีพโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Three Mile Island 835 MW: เมื่อ AI Data Center ทำให้โรงไฟฟ้าที่ปิดไปแล้วกลับมามีอนาคต โดย ผศ.ดร.ญาณิน สุขใจ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์เครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

International Energy Agency หรือ IEA ประเมินว่าการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 415 TWh ในปี 2024 และอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 945 TWh ภายในปี 2030 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในระยะเวลาเพียงหกปี

ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้กำลังทำให้บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Microsoft, Amazon, Google และ Meta เริ่มหันมาสนใจ Nuclear Power มากขึ้น ทั้งการทำสัญญาซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องอยู่แล้ว การสนับสนุนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) และการนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เคยปิดไปแล้วกลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง

หนึ่งในกรณีที่น่าสนใจที่สุดคือความร่วมมือระหว่าง Microsoft กับ Constellation Energy ในการนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Three Mile Island Unit 1 ในรัฐ Pennsylvania ประเทศสหรัฐอเมริกา กลับมาเดินเครื่องภายใต้ชื่อใหม่ว่า Crane Clean Energy Center ซึ่งมีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 835 MW

โครงการนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงาน เพราะโรงไฟฟ้าที่เคยหยุดเดินเครื่องเนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ กำลังได้รับโอกาสใหม่จากความต้องการไฟฟ้าคาร์บอนต่ำของอุตสาหกรรม AI

Microsoft คืนชีพโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 835 MW ป้อนพลังงานให้ AI

Three Mile Island: จากโรงไฟฟ้าที่หยุดเดินเครื่อง สู่แหล่งพลังงานสำหรับ AI

Three Mile Island เป็นชื่อที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมนิวเคลียร์สหรัฐอเมริกา เพราะเป็นสถานที่เกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ในปี 1979 ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของมาตรฐานความปลอดภัยและการกำกับดูแลโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดเจนคือ โรงไฟฟ้า Three Mile Island ประกอบด้วย Reactor สองหน่วย ได้แก่ Unit 1 และ Unit 2 ซึ่งมีประวัติการดำเนินงานแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

อุบัติเหตุในปี 1979 เกิดขึ้นที่ Unit 2 ซึ่งประสบเหตุการณ์ Core Meltdown บางส่วน และไม่ได้กลับมาเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าอีก

ส่วน Unit 1 เป็น Reactor อีกหน่วยหนึ่งที่ไม่ได้เกิดอุบัติเหตุแบบเดียวกัน โดยกลับมาเดินเครื่องหลังเหตุการณ์ดังกล่าวและดำเนินงานเชิงพาณิชย์ต่อเนื่องอีกหลายสิบปี ก่อนหยุดเดินเครื่องในปี 2019

ดังนั้นโครงการของ Microsoft และ Constellation จึงไม่ใช่การนำ Reactor ที่เคยเกิดอุบัติเหตุหลอมละลายกลับมาใช้งาน แต่เป็นการนำ Unit 1 ซึ่งเคยเดินเครื่องเชิงพาณิชย์กลับมาผลิตไฟฟ้าอีกครั้ง

Three Mile Island Unit 1 เป็น Pressurized Water Reactor หรือ PWR ซึ่งใช้น้ำภายใต้ความดันสูงเป็นสารหล่อเย็นและตัวหน่วงนิวตรอน โดยความร้อนจากปฏิกิริยาฟิชชันถูกส่งผ่านระบบน้ำหล่อเย็นไปยัง Steam Generator เพื่อผลิตไอน้ำสำหรับขับ Turbine Generator

เทคโนโลยีนี้เป็นหนึ่งในรูปแบบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ใช้งานแพร่หลายทั่วโลก และแตกต่างจาก SMR รุ่นใหม่ที่หลายบริษัทกำลังพัฒนา

สาเหตุที่ Unit 1 หยุดเดินเครื่องในปี 2019 ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุนิวเคลียร์ แต่เป็นผลจากสภาพการแข่งขันในตลาดไฟฟ้าและข้อจำกัดด้านเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะการแข่งขันกับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มีต้นทุนต่ำในช่วงเวลานั้น

แต่เพียงไม่กี่ปีต่อมา ความต้องการไฟฟ้าคาร์บอนต่ำจาก AI Data Center กลับทำให้โรงไฟฟ้าแห่งเดิมมีความน่าสนใจทางเศรษฐศาสตร์อีกครั้ง

Microsoft ทำสัญญาซื้อไฟฟ้า 20 ปี เพื่อคืนชีพโรงไฟฟ้า 835 MW

ในเดือนกันยายน 2024 Microsoft และ Constellation Energy ประกาศข้อตกลงซื้อไฟฟ้าระยะเวลา 20 ปี เพื่อสนับสนุนการกลับมาเดินเครื่องของ Three Mile Island Unit 1 ภายใต้ชื่อ Crane Clean Energy Center

ข้อตกลงดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะการนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่หยุดเดินเครื่องไปแล้วกลับมาใช้งานจำเป็นต้องลงทุนปรับปรุงระบบจำนวนมาก ทั้งอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้า ระบบควบคุม ระบบความปลอดภัย และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

การมีผู้ซื้อไฟฟ้ารายใหญ่ที่พร้อมทำสัญญาระยะยาวจึงช่วยให้ผู้พัฒนาโครงการสามารถประเมินรายได้ในอนาคต และสร้างความมั่นใจในการตัดสินใจลงทุนได้มากขึ้น

Microsoft ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของ Reactor เอง แต่ใช้รูปแบบ Power Purchase Agreement หรือ PPA เพื่อจัดหาไฟฟ้าคาร์บอนต่ำในระยะยาว

นี่คือการเปลี่ยนแปลงสำคัญจากรูปแบบเดิมที่บริษัทเทคโนโลยีซื้อไฟฟ้าจากระบบ Grid ตามปกติ ไปสู่การมีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ตั้งแต่ก่อนกลับมาเดินเครื่อง

กำลังผลิตประมาณ 835 MW ของ Crane Clean Energy Center มีขนาดที่น่าสนใจมาก หากเปรียบเทียบกับความต้องการไฟฟ้าของ AI Data Center

สมมติว่า AI Data Center แห่งหนึ่งมี IT Load 200 MW และค่า Power Usage Effectiveness หรือ PUE เท่ากับ 1.30 จะมีความต้องการไฟฟ้ารวมประมาณ 260 MW

ดังนั้นกำลังผลิต 835 MW จึงมีขนาดเทียบเท่าความต้องการไฟฟ้าของ AI Data Center ลักษณะดังกล่าวประมาณ 3 แห่ง หากพิจารณาเฉพาะกำลังไฟฟ้าตามพิกัดโดยยังไม่หักการสูญเสียหรือเผื่อกำลังสำรอง

หากโรงไฟฟ้าสามารถเดินเครื่องด้วย Capacity Factor สมมติ 90% จะผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 6.58 TWh ต่อปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงปริมาณพลังงานขนาดใหญ่ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพียงหน่วยเดียวสามารถผลิตได้

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการคำนวณเชิงสมมติ ไม่ใช่การรับประกันกำลังผลิตหรือปริมาณไฟฟ้าที่จะส่งมอบจริง เพราะยังต้องพิจารณาการหยุดซ่อมบำรุง การเปลี่ยนเชื้อเพลิง และเงื่อนไขของระบบไฟฟ้า

จากเป้าหมายปี 2028 สู่ปี 2027: ทำไม Constellation จึงเร่งการกลับมาเดินเครื่อง?

เมื่อโครงการได้รับการประกาศในปี 2024 Constellation ตั้งเป้าหมายเริ่มเดินเครื่องในปี 2028 แต่ต่อมาในปี 2026 บริษัทได้ปรับเป้าหมายให้เร็วขึ้นเป็นปี 2027

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนความคืบหน้าของการเตรียมความพร้อมโครงการ รวมถึงกระบวนการด้านใบอนุญาตและการดำเนินงานทางวิศวกรรม โดยในเดือนสิงหาคม 2026 มีการรายงานความคืบหน้าที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตของโรงไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม การกลับมาเดินเครื่องในปี 2027 ยังเป็นเป้าหมายของโครงการ ไม่ใช่การยืนยันว่าโรงไฟฟ้าได้รับอนุญาตครบทุกขั้นตอนหรือสามารถผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้ว

การนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่หยุดเดินเครื่องไปหลายปีกลับมาใช้งานแตกต่างจากการ Restart โรงไฟฟ้าทั่วไป เพราะต้องตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์สำคัญอย่างละเอียด ตั้งแต่ Reactor Vessel, Steam Generator, Turbine Generator, Electrical System, Instrumentation and Control ไปจนถึงระบบความปลอดภัย

นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาความพร้อมของบุคลากร การฝึกอบรม การตรวจสอบด้าน Nuclear Safety และการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ U.S. Nuclear Regulatory Commission หรือ NRC

แม้โครงการจะใช้ Reactor ที่เคยเดินเครื่องมาก่อน แต่การหยุดดำเนินงานเป็นเวลาหลายปีทำให้ต้องประเมินสภาพอุปกรณ์และความพร้อมของระบบอย่างรอบด้านก่อนเริ่มผลิตไฟฟ้าอีกครั้ง

ดังนั้นความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินลงทุนหรือความต้องการไฟฟ้าของ Microsoft เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการพิสูจน์ว่าโรงไฟฟ้าสามารถกลับมาเดินเครื่องได้อย่างปลอดภัยตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล

ทำไม Nuclear Power จึงกลับมาน่าสนใจสำหรับ AI Data Center?

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ Microsoft หันมาสนใจ Nuclear Power คือความต้องการไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

Data Center โดยเฉพาะ AI Data Center มีลักษณะการใช้ไฟฟ้าแตกต่างจากอาคารสำนักงานหรือโรงงานบางประเภท เพราะระบบ Server, GPU, Network และ Cooling Infrastructure จำเป็นต้องทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อ AI Model มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีการประมวลผลมากขึ้น ความต้องการไฟฟ้าของ Data Center ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะ AI Training Cluster ที่อาจใช้ GPU จำนวนหลายหมื่นหรือหลายแสนตัว

ในขณะที่ Solar และ Wind มีข้อได้เปรียบด้านการปล่อยคาร์บอนต่ำและต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่แข่งขันได้ในหลายพื้นที่ แต่กำลังผลิตไฟฟ้าจะแปรผันตามแสงแดดและความเร็วลม ทำให้การรองรับความต้องการไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องมีระบบกักเก็บพลังงานหรือแหล่งผลิตไฟฟ้าอื่นเข้ามาสนับสนุน

Nuclear Power มีจุดเด่นจากความสามารถในการผลิตไฟฟ้าต่อเนื่องเป็นเวลานานและมี Capacity Factor สูง จึงสามารถช่วยเสริมพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าได้

อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ได้รับประกันว่าไฟฟ้าจะไม่ดับ เพราะยังมีการหยุดเดินเครื่องเพื่อเปลี่ยนเชื้อเพลิง การซ่อมบำรุง และความเสี่ยงจากเหตุขัดข้อง

ดังนั้นการมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นแหล่งพลังงานไม่ได้ทำให้ Data Center สามารถยกเลิกระบบ UPS, Battery Energy Storage หรือ Emergency Backup Power ได้ แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกในการจัดหาไฟฟ้าคาร์บอนต่ำในระดับระบบไฟฟ้า

สิ่งที่ Microsoft กำลังดำเนินการจึงไม่ใช่การนำ Reactor ไปติดตั้งภายใน Data Center แต่เป็นการใช้สัญญาซื้อไฟฟ้าระยะยาวเพื่อสนับสนุนแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สามารถรองรับความต้องการพลังงานในอนาคต

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เดิมกับ SMR: ทางเลือกที่แตกต่างกัน

ปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกกำลังให้ความสนใจทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่มีอยู่แล้ว และ Small Modular Reactor หรือ SMR ซึ่งเป็นเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กที่ออกแบบให้สามารถผลิตและติดตั้งในลักษณะ Modular ได้

แต่สองแนวทางนี้มีความแตกต่างกันอย่างสำคัญ

การนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เดิมกลับมาเดินเครื่อง เช่น Crane Clean Energy Center มีข้อได้เปรียบจากการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว ทั้งพื้นที่ ระบบเชื่อมต่อไฟฟ้า และอุปกรณ์บางส่วนที่สามารถนำกลับมาใช้งานได้หลังผ่านการตรวจสอบและปรับปรุง

ขณะที่การพัฒนา SMR ใหม่มีข้อได้เปรียบที่คาดหวังด้านการผลิตอุปกรณ์ในโรงงาน การขยายกำลังผลิตเป็นโมดูล และการออกแบบระบบความปลอดภัยรุ่นใหม่ แต่ยังต้องเผชิญความท้าทายด้าน Licensing, Fuel Supply Chain, Construction Cost และ Commercial Operating Experience

สำหรับ Microsoft การสนับสนุน Crane Clean Energy Center จึงเป็นแนวทางที่ใช้เทคโนโลยีซึ่งมีประสบการณ์เดินเครื่องจริง แทนที่จะต้องรอการพัฒนา Reactor รุ่นใหม่ทั้งหมด

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม Nuclear Renaissance ที่เกิดขึ้นจาก AI จึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ SMR แต่ยังรวมถึงการยืดอายุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เดิม การเพิ่มกำลังผลิต และการนำโรงไฟฟ้าที่หยุดเดินเครื่องกลับมาใช้งานด้วย

Nuclear Power Purchase Agreement: เมื่อบริษัทเทคโนโลยีกลายเป็นผู้ขับเคลื่อนการลงทุนโรงไฟฟ้า

ข้อตกลงระหว่าง Microsoft และ Constellation ยังสะท้อนรูปแบบธุรกิจที่สำคัญ คือการใช้ Power Purchase Agreement หรือ PPA ระยะยาวเพื่อสนับสนุนการลงทุนโรงไฟฟ้า

ในอดีต การลงทุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มักพึ่งพารัฐบาลหรือบริษัทสาธารณูปโภคเป็นหลัก เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูง มีระยะเวลาก่อสร้างยาว และต้องรับความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ

แต่เมื่อบริษัทเทคโนโลยีมีความต้องการไฟฟ้าขนาดใหญ่และสามารถทำสัญญาระยะยาวได้ ผู้พัฒนาโรงไฟฟ้าจึงมีโอกาสประเมินรายได้ในอนาคตได้ชัดเจนขึ้น

ในกรณี Crane Clean Energy Center สัญญาซื้อไฟฟ้า 20 ปีของ Microsoft ช่วยสนับสนุนความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ของการลงทุนปรับปรุงโรงไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม การมีสัญญาระยะยาวไม่ได้หมายความว่าโครงการจะคุ้มค่าโดยอัตโนมัติ เพราะยังต้องพิจารณาต้นทุนการปรับปรุงโรงไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่อง ค่าเชื้อเพลิง ต้นทุนทางการเงิน และความเสี่ยงด้านการอนุญาต

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือบริษัทเทคโนโลยีกำลังมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดว่าโครงสร้างพื้นฐานพลังงานประเภทใดจะได้รับการลงทุน

จากเดิมที่ Data Center เป็นเพียงผู้ซื้อไฟฟ้า ปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทในการสร้างความต้องการระยะยาวให้กับโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่

ถ้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 835 MW กลับมาเดินเครื่อง จะมีมูลค่าพลังงานเท่าไร?

เพื่อให้เห็นภาพทางเศรษฐศาสตร์ สามารถประเมินมูลค่าพลังงานไฟฟ้าในเชิงสมมติได้จากกำลังผลิตของ Crane Clean Energy Center

หากโรงไฟฟ้ามีกำลังผลิต 835 MW และเดินเครื่องด้วย Capacity Factor 90% จะผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 6.58 TWh ต่อปี

หากสมมติราคาขายไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 70–100 USD/MWh มูลค่าการขายไฟฟ้ารวมจะอยู่ที่ประมาณ 461–658 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ตัวเลขนี้เป็นเพียงการคำนวณเพื่อแสดงขนาดทางเศรษฐศาสตร์ของโรงไฟฟ้า ไม่ใช่ราคาซื้อขายไฟฟ้าจริงในสัญญา Microsoft–Constellation ซึ่งไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดราคาทั้งหมดต่อสาธารณะ

นอกจากนี้ มูลค่าการขายไฟฟ้ายังไม่ใช่กำไรของโรงไฟฟ้า เพราะต้องหักต้นทุนเชื้อเพลิง การเดินเครื่อง การบำรุงรักษา เงินลงทุนปรับปรุงโรงไฟฟ้า และต้นทุนทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม การประเมินดังกล่าวสะท้อนว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 835 MW สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการผลิตไฟฟ้าได้ในระดับหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี หากมีความพร้อมในการเดินเครื่องและมีผู้รับซื้อไฟฟ้าระยะยาว

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ความต้องการไฟฟ้าจาก AI Data Center สามารถเปลี่ยนการประเมินความคุ้มค่าของโรงไฟฟ้าที่เคยหยุดเดินเครื่องไปแล้วได้อย่างมีนัยสำคัญ

บทเรียนสำหรับประเทศไทย: AI Data Center อาจเปลี่ยนวิธีวางแผนระบบไฟฟ้า

กรณี Microsoft และ Crane Clean Energy Center มีความน่าสนใจต่อประเทศไทย เพราะการขยายตัวของ AI Data Center กำลังสร้างความต้องการไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

ในอดีต การวางแผนระบบไฟฟ้ามักพิจารณาการเติบโตของความต้องการไฟฟ้าจากภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการเป็นหลัก แต่ AI Data Center กำลังสร้างรูปแบบความต้องการไฟฟ้าที่แตกต่างออกไป

โครงการ Data Center เพียงแห่งเดียวอาจมีความต้องการไฟฟ้าหลายร้อยเมกะวัตต์ และหากมีหลายโครงการเข้ามาลงทุนพร้อมกัน อาจสร้างความต้องการไฟฟ้าระดับ Gigawatt ภายในพื้นที่เดียว

ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้ารวมของประเทศ แต่รวมถึงความสามารถในการส่งไฟฟ้าไปยังพื้นที่ที่มี Data Center กระจุกตัวอยู่ด้วย

ในระยะสั้น ประเทศไทยยังต้องพึ่งการพัฒนาระบบไฟฟ้าที่มีอยู่ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และการขยายโครงข่ายไฟฟ้าให้สอดคล้องกับความต้องการที่เกิดขึ้นจริง

แต่ในระยะยาว หากประเทศไทยต้องการศึกษา Nuclear Power หรือ SMR เพื่อรองรับอุตสาหกรรมดิจิทัล ก็จำเป็นต้องพิจารณาความเหมาะสมทั้งด้านเทคโนโลยี ความปลอดภัย ต้นทุน การจัดหาเชื้อเพลิง การจัดการกากกัมมันตรังสี การพัฒนาบุคลากร และการยอมรับของประชาชน

บทเรียนสำคัญจาก Microsoft ไม่ใช่การเร่งสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตามสหรัฐอเมริกา แต่คือการวางแผนจัดหาพลังงานระยะยาวให้สอดคล้องกับการเติบโตของ AI Data Center และสร้างรูปแบบความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้ากับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ที่มีความชัดเจนด้านการลงทุน

เมื่อ AI ทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เคยปิดไปแล้วกลับมามีอนาคต

กรณี Crane Clean Energy Center สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานโลก

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เคยหยุดเดินเครื่องในปี 2019 เนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ กำลังได้รับโอกาสกลับมาผลิตไฟฟ้าอีกครั้งจากสัญญาซื้อไฟฟ้าระยะเวลา 20 ปีของ Microsoft โดยมีเป้าหมายเริ่มเดินเครื่องในปี 2027

สิ่งที่น่าสนใจคือ AI ไม่ได้เพียงสร้างความต้องการไฟฟ้าใหม่ แต่กำลังเปลี่ยนมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่มีอยู่แล้ว

โรงไฟฟ้าที่เคยไม่สามารถแข่งขันในตลาดไฟฟ้าได้ อาจกลับมามีความน่าสนใจเมื่อมีผู้ซื้อไฟฟ้ารายใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของพลังงานและการลดการปล่อยคาร์บอน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการยังขึ้นอยู่กับการผ่านกระบวนการอนุญาต การปรับปรุงโรงไฟฟ้า และการพิสูจน์ความพร้อมด้านความปลอดภัยก่อนกลับมาเดินเครื่องจริง

สำหรับประเทศไทย สิ่งที่ควรจับตามองจึงไม่ใช่เพียงว่า Microsoft จะใช้ไฟฟ้านิวเคลียร์ได้กี่เมกะวัตต์ แต่คือแนวโน้มที่บริษัทเทคโนโลยีกำลังกลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของโลก

ท้ายที่สุด การแข่งขันด้าน AI อาจไม่ได้ตัดสินกันเพียงว่าประเทศใดมี GPU มากที่สุด หรือสร้าง Data Center ได้ใหญ่ที่สุด แต่จะรวมถึงคำถามว่า ประเทศใดสามารถจัดหาไฟฟ้าที่มั่นคง มีต้นทุนแข่งขันได้ และมีคาร์บอนต่ำ เพื่อรองรับการประมวลผล AI ได้อย่างต่อเนื่อง

และนี่คือเหตุผลที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Three Mile Island Unit 1 ซึ่งเคยหยุดเดินเครื่องไปแล้ว กำลังกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตอุตสาหกรรม AI อีกครั้ง

แหล่งข้อมูลสำหรับประกอบการเผยแพร่: Constellation Energy⁠ สำหรับรายละเอียดโครงการ Crane Clean Energy Center และ U.S. Nuclear Regulatory Commission⁠