
ศิลปะจตุคามรามเทพ 2 : พยนต์
ศิลปะจตุคามรามเทพ 2 : พยนต์ - ศิลป์แห่งการปกปักรักษา จากพระบรมธาตุสู่จตุคามรามเทพ คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ
KEY
POINTS
- “ภาพยนต์/พยนต์” ในเรื่องนี้ถูกอธิบายว่าเป็นกลไกเชิงความเชื่อเพื่อการคุ้มครอง ไม่ใช่ภาพยนตร์แบบหนัง แต่หมายถึงรูปสลักหรือหุ่นที่ถูกผูกด้วยคาถาและความเชื่อให้ทำหน้าที่ปกปักรักษาสถานที่หรือทรัพย์สินสำคัญ เช่น พระบรมธาตุ รวมถึงสัตว์พยนต์อย่างวัวพยนต์และควายพยนต์
- แนวคิดการพิทักษ์พระบรมธาตุถูกเชื่อมโยงกับตำนานและระบบผู้พิทักษ์หลายชั้น ตั้งแต่เรื่องหุ่นพยนต์ที่ปกป้องพระบรมสารีริกธาตุในตำนาน ไปจนถึงความเชื่อเรื่องกาภาพยนต์ 4 ทิศของพระบรมธาตุเมืองนคร และตำแหน่งพระครูผู้รักษาพระบรมธาตุทั้งสี่ทิศในสมัยรัตนโกสินทร์
- ช่วงท้ายเรื่องเชื่อมความเชื่อเรื่องพยนต์เข้ากับจุดเริ่มต้นของจตุคามรามเทพ โดยเล่าเหตุการณ์ที่ พล.ต.ท./พ.ต.อ. สรรเพชญได้รับภาพจากร่างทรง แล้วนำไปให้ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชดู ซึ่งท่านระบุภาพนั้นทันทีว่าเป็น “จตุคามรามเทพ” ก่อนเริ่มซักถามถึงที่มาของการรู้จักองค์ดังกล่าว ซึ่งจะนำไปสู่เรื่องราวในตอนที่ 3
ขออนุญาตย้อนกลับไปในตอนต้นเรื่องฉบับก่อนที่นำเชิญท่านชมความสวยงามของทางขึ้นลานประทักษิณของพระบรมธาตุเมืองนคร ว่าบรรดาประติมากรรมงานศิลปะแกะสลักภาพนูนสูงต่ำอันงามงดนั้นคำกลอนเก่าแก่มีไว้ว่า ว่า ‘เจ้ากากภาษาผูกภาพยนตร์ *ด้วยเวทมนต์คาถาเป็นยักษ์ ครุฑ นาค สิงห์ โค ม้าและช้าง’
พิจารณาดูก็ประกอบด้วยยักษ์คู่หนึ่ง คือท้าวเวฬุราชและท้าวเวชสุวรรณ ครุฑกางปีกสวยๆ คู่หนึ่ง คือท้าววิรุฬปักษ์และท้าววิรุฬหก นาคคู่คือท้าวทตตรฐมหาราชและท้าวทตตรฐราช ที่ยอดบันไดเป็นคู่ของท้าวขัตตุคามและท้าวรามเทพนั่งพิทักษ์อยู่มีสิงห์ 3 คู่ขนาบเชิงบันได คู่ล่างสีแดงคู่กลางสีเหลือง คู่บนสิงห์ดำ...สุดยอดบันไดเป็นประตูไม้บานใหญ่ แกะสลักจากไม้แผ่นเดียวเป็นรูปลอยตัวเต็มองค์ประดับกระจกสีของพระพรหมที่บานด้านตะวันออกและพระนารายณ์ที่บานด้านตะวันตก..
ทีนี้คำว่า “ภาพยนตร์” ซึ่งสะกด การันตร์ตามต้นฉบับคำกลอน คืออะไร? ในที่นี้ก็มิใช่ว่า movie/ cinema ! พอสะกดตามราชกิจจา แล้ว พาให้รู้สึกไปถึงการดูหนังฟังเพลง !!ขออนุญาตขยับใหม่เป็น ภาพยนต์ ไม่มี ร.เรือ ตามบาลี (ภาพยนตร์ เป็นสันสกฤต) จะทำให้แลเห็นภาพมากขึ้น ว่า ยนต์ อันนี้ ควรจะแสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวโดยมีกลไกและกลไกนั้นเป็นเครื่อง_เครื่องกลซึ่งทำให้ของนั้นๆที่กล่าวถึงขยับได้อย่างว่าเครื่องยนต์ ยกตัวอย่าง เช่น หุ่นยนต์ (robot) อันนี้ต่างจากหุ่นเฉยเฉย (mannequin) ที่เอาไว้โชว์เสื้อผ้า เพราะว่าหุ่นยนต์นั่นขยับได้ แล้วก็มีกลไก หุ่นเฉยๆขยับเองมิได้
ทีนี้ว่าถ้าขยับไปใส่พ.พาน ที่หุ่นยนต์ การณ์ก็จะกลายเป็นหุ่นพยนต์ มันก็จะชัดเจนว่าหุ่นนั้นที่เป็นหุ่นเฉยเฉยขยับไม่ได้เพราะไม่มีกลไกไม่มีเครื่อง แต่สามารถขยับได้ด้วยสิ่งที่เหนือวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องลึกลับอิทธิคุณ เมื่อมีภยันตรายหุ่นถึงจะขยับแต่ไม่ใช่ขยับโดยตัวของมันเองเป็นการขยับจิตวิญญาณของมันออกไปรบราออกไปตีรันฟันแทงปกป้อง_โห
ดังนั้นคำว่าภาพยนตร์ที่พูดถึงตั้งแต่แรกนั้นหมายความในลักษณะนี้ว่าเป็นภาพจะนูนสูงต่ำ ภาพลอยตัวก็แล้วแต่ แต่คือจะเป็นพยนต์ที่ผูกเอาไว้เป็นเครื่องยนต์ทางจิตเป็นเทคโนโลยีทางจิตเอาไว้ใช้ในการปกป้องคุ้มภัยข้าวของที่มีคุณมีค่า
เรื่องพยนต์นี้มีอยู่ทั่วไปใช้ผูกเข้ากับสัตว์ก็จะกลายเป็นสัตว์พยนต์ เช่น วัวพยนต์ ควายพยนต์แม้กระทั่งนกกระยางพยนต์ ก็มีนาทีนี้แวะพักเพื่อคารวะถึง พ่อท่านคล้อยที่วัดภูเขาทอง จังหวัดพัทลุง
ท่านมีวิชาทางพยนต์อยู่มาก แล้วก็ขอลัดเลี้ยวไปถึงสำนักที่ทำวัวเป็นพยนต์ เช่น สำนักวัดดอนยายหอมที่นครปฐม ท่านสมภารเจ้าวัดสืบวิชาทำวัวพยนต์กันมา 4-5 Generations แล้ว เจตนาเพื่อปกป้องนาข้าวในสังคมเกษตรกรรมจากการลักเล็กขโมยน้อยของผู้คนที่นิสัยไม่ดี วิธีการจะปลุกหรือเรียกใช้หุ่นพยนต์ซึ่งเป็นรูปคนก็ตามเป็นรูปสัตว์ก็ตามก็จะมีกลไกทางจิตตามแต่ท่านผู้สร้างคิดทำและบอกไว้
กรณีเช่นว่าเป็นวัวพยนต์ก็จะมีมีการให้หญ้าคามีรหัสคาถากำกับเมื่อให้ หญ้าคาแล้วสมมติเอาว่าวัวได้รับกินก็เอาหญ้าคานั้นหรือเอาน้ำที่รดหญ้าคานั้นไปเทไว้ตามอาณาเขตสถานที่ที่ต้องการให้ภาพยนต์แสดงฤทธิ์คุ้มครอง เป็นการกำหนดอาณาเขตอย่างนี้เป็นต้น
ส่วนในกรณีว่าแล้วเรื่องอะไรจะต้องทำควายพยนต์? ควายพยนต์ในที่นี้ทำกันอยู่หลายที่ท่านอาจารย์จันทร์ ที่วัดทุ่งเฟื้อ อำเภอเชียรใหญ่ท่านก็ทำ แต่ท่านทำเพียงแค่ครึ่งตัวเป็นภาพนูนสูง รูปควายหันข้าง ผู้คนกราบเรียนถามว่าท่านอาจารย์ทำไว้ทำไมแค่ครึ่งตัวเป็นภาพนูนสูงแทนที่จะทำให้เป็นภาพลอยตัวหรือปั้นให้มีสี่ขาครบตัวเหมือนคนอื่น
ท่านตอบด้วยเมตตาว่าถ้าครบตัวกำลังของมันจะแรงเกินไป ครึ่งเดียวพอ ผู้มีปัญญาเมื่อได้ทราบรหัสนี้ก็จะต้องหาเรื่องทำการคิดวิเคราะห์ต่อไปว่า มันแรงอะไร ? จะได้ประเทืองปัญญา แล้วทำไมต้องเป็นวัวทำไมต้องเป็นควายต่างกันอย่างไร?
เรื่องนี้ผู้หลักผู้ใหญ่ก็พูดให้ฟังมานานว่าควายนั้นท่านทำใช้ในทางบุกออกไป ส่วนวัวนั้นใช้ในทางรับมือผู้ที่เข้ามากระทำ เพราะควายมีเขาใหญ่กว่าวัวโง้งกว่าและมีลักษณะบุกตะลุยมากกว่าอันนี้ก็เป็นรายละเอียดทั้งในเชิงจิตศาสตร์และในเชิงงานศิลปะอีกด้วยที่นำมาลงรูปประกอบไว้นี้ก็คือภาพยนต์ควายยนต์หรือควายภาพยนต์ที่เป็นงานศิลปะภาพนูนสูง ของท่านอาจารย์จันทร์วัดทุ่งเฟื้อ (เรื่องของท่านอาจารย์จันทร์ซึ่ง 22 ปีบนเท้าเปล่าไปถึงพุทธคยากลับมาพระบรมธาตุเมืองนครได้เขียนไว้ในคอลัมน์นี้ราวเจ็ดปีแล้ว สามารถค้นหาได้)
ดังนี้แล้วขอรวบหาสรุปเข้าว่าภาพยนต์ที่พูดตั้งแต่ต้นเรื่องนั้นน่ะ น่าจะเป็นของมีอิทธิพลทั้งสิ้นที่เขาทำ ไว้เพื่อปกปักรักษาพระบรมธาตุส่วนจะเป็นภาพนูนสูงเป็นรูปลอยตัวก็ตามก็สามารถสังเกตดูบริเวณบันไดทางขึ้นก็จะทราบซึ้งทั้งเรื่องศิลปะความหมายและเรื่องลึกลับที่ซ่อนอยู่ในนั้น
มานาทีนี้ก็จะต้องขออนุญาตเรียนแลกเปลี่ยนมุมมองกันว่าในความเชื่อถือของเรื่องงานปกปักพระบรมธาตุนี้เหล่าบรรดามนุษยชาติซึ่งมีหลากหลายเชื้อชาติที่เก็บสะสมสมบัติสำคัญของอารยธรรมของตนเอาไว้และกังวลกลัวถึงการถูกโจรกรรมถูกขโมยหรือชิงลักหรือปล้นเอาไปก็จะใช้วิธีและวิทยาการที่ตนเองสั่งสมมาในการออกแบบระบบป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นที่สุสานจิ๋นซี พัน ปีไม่ว่าจะเป็นในวัฒนธรรมสุเมเรี่ยนต่างๆจะต้องมีอย่างน้อยคือกลไกที่วางกับดักเอาไว้ป้องกันผู้โลภบุกรุก เช่นเดินไปเหยียบในตำแหน่งที่วางกับดักไว้แล้วเกิดของแหลมพุ่งเข้าใส่หรือเมื่อวัตถุสำคัญถูกยกออกแล้วสารพิษจะถูกปล่อยออกมาเพื่อกำจัดคนที่เข้าไปขโมย หลักการอันนี้ก็ให้นึกถึงว่าตู้เซฟของธนาคารในอดีตก็เป็นแบบนี้ห้องนิรภัยหรือห้องมั่นคงมีกลไกพิเศษเช่นที่ธนาคารใหญ่เก่าแก่กลางกรุงเทพระบบห้องนิรภัยเมื่อเกิดเหตุแล้วจะปิดลง_ซีล พื้นที่อย่างแน่นหนาแล้วดูดเอาอากาศออก คราวนี้โจรที่เข้าไปก็ต้องตายเพราะไม่มีอากาศให้หายใจส่วนตำรวจจะมาทันหรือเปล่าก็ไม่ต้องทราบ เพราะไม่ใช่ประเด็น 55 ของยังอยู่ครบออกไปไหนไม่ได้เพิ่มเติมคือได้ศพโจร ฝ่ายพิสูจน์หลักฐานก็ทำงานง่ายเพราะว่าของยังอยู่ครบ ส่วนผู้ไว้วางใจฝากของก็สบายใจได้ของไม่หาย
ระบบนิรภัยของห้องมั่นคงที่ดูดออกซิเจนนี้ได้ทราบข้อมูลมาเมื่อ 30 ปีที่แล้วจากข้อมูลที่เป็นจากฝ่ายเจ้าของธนาคารเอง(ก็ไม่รู้ว่าท่านอำหรือเปล่าแต่ก็พูดเป็นทางการระหว่างเยี่ยมชมห้องนิรภัยอันกว้างขวางและเยียบเย็นห้องนั้น) ก็ทำให้นึกถึงว่า ถ้าโจรจะต้องเข้าไปเอาสมบัติให้ตนเองนั้นปลอดภัยและหนีรอดได้ก็คงจะต้องสะพายถังอ็อกซิเจนแบบนักดำน้ำเข้าไปด้วย ซึ่งก็ทำให้คิดต่อไปอีกว่าในวงการนักดำน้ำในอดีตนั้นเวลาเขาวางยาฆ่ากันหรือรู้ว่ามหาเศรษฐีคนไหนชอบดำน้ำแล้วตกเป็นเป้าของการสังหาร เขาก็จะจัดการไอ้เรื่องอากาศในถังอ็อกซิเจนนี่แหละ ให้มันเป็นพิษเหมือนกับว่าไม่มีพิษแต่มีพิษ
กล่าวคืออากาศที่คนเราสูดเข้าไปไม่ใช่ออกซิเจนบริสุทธิ์แต่เป็นออกซิเจนที่เจือด้วยไนโตรเจนและก๊าซเฉื่อย เป็นสัดส่วนอากาศปกติ ตามธรรมชาติอีทีนี้เมื่ออัดก๊าซลงไปในถังแล้วใส่ออกซิเจนให้มากใส่ไนโตรเจนให้น้อยจนเกือบเข้าใกล้ศูนย์ ใครสูดดมเข้าไปด้วยความบริสุทธิ์เกินเหตุนี้เดี๋ยวก็ตายได้เอง ส่วนอากาศที่อยู่คาถังใครไม่รู้ก็เห็นเป็นออกซิเจนตามปกตินี่นา แต่ที่จริงแล้วสัดส่วนมันไม่ใช่
ทีนี้ว่าโจรเข้าไปในห้องนิรภัยธนาคารแล้วระบบดูดออากาศเดิมอกก็อันตรายพอๆกันกับการฉีดออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าไปแทนที่อากาศเดิม55
กลับมาที่เรื่องการทำพยนต์หรือการทำภาพยนต์ ที่มาตั้งแต่บันทึกเก่าแก่สมัยพระไตรปิฎกนู่นเคยมีการเขียนกันไว้และถ่ายทอดมาว่า
เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน พอถวายเพลิงพระบรมศพแล้วมีพระบรมสารีริกธาตุ จนพระอินทร์ ได้เห็นพระเจ้าอชาตศัตรูทำการเก็บพระบรมธาตุแล้วจึง เรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมา พระดำรัสสั่งว่า“พ่อเอ๋ย พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเก็บพระบรมธาตุแล้ว เจ้าจงตั้งกองรักษาการณ์ไว้ที่นั้น”
พระอินทร์ สั่งการวิสสุกรรมเทพบุตร(พระวิษณุ?)มาประกอบหุ่นยนต์ยนต์มี โครงร่าง รูปไม้ (หุ่นพยนต์) ถือพระขรรค์สีแก้วผลึกในห้องพระบรมธาตุ เคลื่อนตัวได้เร็วเสมือนลม วิสสุกรรมเทพบุตรประกอบหุ่นยนต์ยนต์แล้วติดลิ่มสลักไว้อันเดียวเท่านั้น เอาศิลาล้อมไว้โดยรอบ โดยอาการเสมือนเรือนสร้างด้วยอิฐ ข้างบนปิดด้วยสิลาแผ่นเดียว ใส่ฝุ่นแล้วทำพื้นให้เรียบแล้วประดิษฐานสถูปหินไว้บนที่นั้น อันนี้ก็แสดงว่ามีการทำพยนต์กันมาแต่ไหนแต่ไรในการทำในการทำหน้าที่ปกป้องพระบรมธาตุเจตนาคือว่า “แม้พระเถระดำรงอยู่จนตลอดอายุก็ปรินิพพาน แม้พระราชาก็เสด็จไปตามยถากรรม พวกมนุษย์แม้เหล่านั้น ก็ตายกันไป”
มันจะไม่มีใครอยู่ทำงานระยะยาว ! ต่อมาภายหลัง เมื่อครั้งอโศกกุมารเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระธรรมราชา พระนามว่าอโศก ทรงรับพระบรมธาตุเหล่านั้นไว้แล้ว ได้ทรงกระทำให้แพร่หลาย ตำนานว่า “พระเจ้าอโศกมหาราช” เปิดสถูปพระบรมสารีริกธาตุเพื่อเชิญลงมา แต่เจอหุ่นพยนต์ ป้องกันอยู่ ทหารนับแสน ของพระองค์ก็ยังเอาชนะไม่ได้ และไม่สามารถเข้าไปเอาพระบรมสารีริกธาตุออกมาได้ ร้อนถึงพระอินทร์ต้องแปลงกายมาเป็นพราหมณ์หนุ่มเอาศร มายิงทำลายหุ่นพยนต์ จึงคลายมนต์ และนำเอาพระบรมสารีริกธาตุ และมหาสมบัติออกมาได้
กลับมาที่เมืองนครว่ากันว่าในห้องลับ มีพระบรมธาตุลอยอยู่ในเรือสำเภาทองซึ่งมีกลไกที่อารักขาอยู่เป็นยนต์ หรือหุ่นพยนต์ ในรูปแบบที่ต่างๆกัน ท่านว่า …เมื่อมีการก่อสถูปแล้วอัญเชิญพระทันตธาตุไว้ในผอบ (ผะ_อบ) ทองรองรับด้วยเรือสำเภาทองยาวขนาด 1 ศอก ล่องลอยอยู่ในขันทองคำ ภายในบรรจุน้ำพิษพญานาค (อาจเป็นปรอทพิษ/ตะกั่วพิษ มินามาตะ/อิไตอิไต) ก่ออิฐไว้คล้ายเจดีย์ทรงศานจิ แล้วให้ผูกกาภาพยนต์ไว้ทั้ง 4 ทิศ ไม่มีหัวใจใครฆ่าไม่ตายเพื่อพิทักษ์องค์สถูปเจดีย์ไม่ให้ใครมาทำลายได้ กาทั้ง 4 มีปากเป็นปากเหล็กเพื่อจิกตีผู้ที่เข้ามาทำลายศัตรู …(อันเป็นวิชากลคลาสสิก)
ท่านผูกกาสีขาวไว้ทางทิศตะวันออกเรียกว่า กาแก้ว ผูกกาสีเหลืองไว้ทางทิศใต้ เรียกว่า การาม ผูกกาสีแดงไว้ทางทิศตะวันตก เรียกว่า กาชาด (ชาด=แดง) และผูกกาสีดำไว้ทางทิศเหนือ เรียกว่า กาเดิม คอยป้องกันรักษาองค์พระบรมธาตุเจดีย์เมืองนครศรีธรรมราช สรุปกันว่าผู้ที่ผูกกาเป็น ครูบาอาจารย์4 รูป มาจาก
กรุงลังกา เสร็จภารกิจแล้วท่านก็กลับ
ปัจจุบันนี้ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ลงมาในทาง การบริหารคณะสงฆ์นั้นมีพระมหากรุณาโปรดพระราชทานสัญญาบัตรพระครูผู้รักษาพระบรมธาตุเมืองนคร สี่ตำแหน่งได้แก่พระครูกาแก้ว, พระครูกาชาด, พระครูการามและพระครูกาเดิม ท่านทั้งหลายนี้ไม่จำเป็นจะต้องสถิตอยู่ที่วัดพระบรมธาตุท่านอยู่วัดของท่านตามทิศต่างๆ
ส่วนพระปฐมเจดีย์ซึ่งเป็นพระมหาเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สุดมีผู้พิทักษ์สี่ท่านเช่นกันคือพระครูอุตตรการบดี อยู่ทิศเหนือพระครูทักษิณนุกิจ อยู่ทิศใต้พระครูปุริมานุรักษ์ อยู่ทิศตะวันออกพระครูปัจฉิมทิศบริหาร อยู่ทิศตะวันตก หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตกผู้ลือนามเคยเป็นที่ พระครูอุตตรการบดี หลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้วก็เคยเป็นที่สมณศักดิ์นี้เช่นกัน หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอมเคยเป็น ที่พระครูทักษิณนุกิจ หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม เคยเป็นที่พระครูปุริมานุรักษ์ หลวงปู่นาค วัดห้วยจระเข้เคยเป็นที่พระครูปัจฉิมที่บริหาร
บรรทัดนี้ขอกลับมาเรื่องการถอดความระหว่างบรรทัดในปรากฏการณ์ของจตุคามรามเทพ ต่อเนื่องมาจากตอนที่แล้วว่า บรรยากาศของการพบกัน ระหว่างท่านผู้มีส่วนร่วมกันทำชื่อของจตุคามรามเทพให้ปรากฏนั้น
พล.ต.ท.สรรเพชญ เล่าไว้ว่า…จตุคามรามเทพในร่างทรงได้ทำท่านั่งในลักษณะที่เรียกกันว่า “มหาราชลีลา” (นั่งขัดสมาธิก่อน แล้วยกเข่าขวาขึ้นชันเข่า เอาศอกขวาวางไว้บนเข่า) พร้อมทั้งสั่งให้นำกระดาษมาร่างภาพและนำไปให้ ‘ไอ้หนวดยาว’ โดยที่กล่าวต่อไปว่าเมื่อพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชดูแล้วจะรู้เองว่าเป็นใคร และทำไมต้องมาช่วย
ต่อมาเมื่อ พ.ต.อ. สรรเพชญ ในเวลานั้นได้เดินทางไปพบกับ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ตามนัดหมายก็ได้เกิดเรื่องประหลาดขึ้นในลักษณะที่ว่า พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช (ซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่และเป็นนายตำรวจชั้นนายพล) ได้มายืนรออยู่ที่หน้าประตูบ้าน (ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ที่มาขอพบมีชั้นยศต่ำกว่าโดยแบบธรรมเนียมแล้วผู้ใหญ่ไม่มารอผู้น้อยถึงหน้าบ้าน)เหมือนกับรับรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องเผชิญหน้ากับใคร และฉับพลันนั้นท่านมีอาการสั่นเหมือนกับผู้ที่เข้าทรงพร้อมทั้งกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังและมีอำนาจ แบบตวาดว่า “มาหาใคร?”
ผู้กำกับ สรรเพชญประหลาดใจในอากัปกิริยาดังกล่าว และตอบกลับไปด้วยความสงบว่า “ก็มาหาตามที่ได้นัดหมายกันไว้” จากนั้นท่านขุนถามด้วยเสียงทรงอำนาจอีกว่า “มีอะไร ” ผกก.ก็ยื่นกระดาษที่ร่างภาพเอาไว้ยื่นไปให้กับพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ดูและถามว่าคือใคร โดยเมื่อท่านขุน เห็นภาพก็ได้ตอบออกมาทันที่คล้ายกับไม่ต้องคิดพิจารณาเลยว่า“จตุคามรามเทพ” และเมื่อตอบเสร็จก็หยุดอาการสั่นที่คล้ายกับการเข้าทรงเช่นกัน และกลับมามีอาการเป็นปกติ ขุนพันธ์จึงเริ่มซักถาม ว่า ไปรู้จักจตุคามรามเทพได้อย่างไร เพราะแม้แต่ตัวท่านขุนเองนั้นตลอดชีวิตก็ไม่เคยได้พบได้เห็นมาก่อนเคยได้ยินแต่ชื่อ (ต่อตอน 3)







