
จากมาบตาพุดถึง EECiti 38 กิโลเมตร: ถึงเวลาสร้าง “ท่อส่งความเย็น” จาก LNG มูลค่า 4,600-6,100 ล้านบาทต่อปี หรือยัง?
จากมาบตาพุดถึง EECiti 38 กิโลเมตร: ถึงเวลาสร้าง “ท่อส่งความเย็น” จาก LNG มูลค่า 4,600-6,100 ล้านบาทต่อปี หรือยัง? โดย อาจารย์ ดร.เมทังกร เสริมสุข วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)
ทุกวันนี้เมื่อเราพูดถึง LNG หรือ ก๊าซธรรมชาติเหลว คนส่วนใหญ่มักคิดถึงเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้า แต่มีพลังงานอีกส่วนหนึ่งที่ติดมากับ LNG และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อย นั่นคือ “ความเย็น”
LNG ถูกขนส่งมาในสถานะของเหลวที่อุณหภูมิประมาณลบ 160 องศาเซลเซียส เมื่อมาถึงประเทศไทย LNG จะต้องถูกทำให้กลับมาเป็นก๊าซก่อนส่งเข้าสู่ระบบท่อและนำไปใช้ในโรงไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ
ในกระบวนการดังกล่าว LNG จำเป็นต้องรับความร้อนจากภายนอกเพื่อเปลี่ยนสถานะจากของเหลวกลับเป็นก๊าซ นั่นหมายความว่า LNG มีศักยภาพในการรับความร้อน หรือในอีกมุมหนึ่งคือมี “ศักยภาพความเย็น” อยู่เป็นจำนวนมาก
คำถามคือ ทำไมเราจึงไม่ส่งความเย็นนี้ไปยังพื้นที่ที่ต้องการใช้?
คำถามนี้น่าสนใจเป็นพิเศษเมื่อมองแผนที่ของภาคตะวันออก
ฝั่งหนึ่งคือ มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นศูนย์กลาง LNG และพลังงานที่สำคัญของประเทศ ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งคือ EECiti หรือ EEC Capital City ที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งถูกวางให้เป็นเมืองธุรกิจและเมืองอัจฉริยะแห่งใหม่ของ EEC
EECiti มีพื้นที่รวมประมาณ 15,000 ไร่ ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางธุรกิจ การเงิน เทคโนโลยี พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยแนวคิดการพัฒนาของ EEC ระบุถึงเป้าหมายด้านพลังงานสะอาด การจัดการน้ำอย่างพึ่งพาตนเอง และการมุ่งสู่เมืองคาร์บอนต่ำอย่างชัดเจน (EECO)
หากในอนาคตพื้นที่นี้พัฒนาไปสู่เมืองขนาดใหญ่ มี Data Center, AI Infrastructure, อาคารสำนักงาน โรงพยาบาล โรงแรม ศูนย์การค้า และอาคารพาณิชย์จำนวนมาก สิ่งหนึ่งที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ความต้องการ “ความเย็น” มหาศาล
แทนที่จะให้อาคารทุกแห่งสร้าง Chiller ของตัวเองและซื้อไฟฟ้ามาผลิตความเย็นทั้งหมด คำถามที่ควรศึกษาอย่างจริงจังคือ ประเทศไทยสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานส่งความเย็นจากพื้นที่ LNG มาบตาพุดไปยัง EECiti ได้หรือไม่?
หากพิจารณาแนวเส้นทางเชิงแนวคิดระหว่างพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุดกับ EECiti ระยะทางอาจอยู่ในระดับประมาณ 38 กิโลเมตร ทั้งนี้ระยะทางจริงต้องขึ้นกับแนวท่อ สิทธิทาง ถนน พื้นที่ชุมชน สภาพภูมิประเทศ และจุดเชื่อมต่อจริง
38 กิโลเมตรอาจฟังดูไกลสำหรับ “ท่อน้ำเย็น”
แต่เมื่อมองประสบการณ์ต่างประเทศ จะพบว่าแนวคิด District Cooling ขนาดใหญ่ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่
ในเดือนพฤศจิกายน 2025 Guinness World Records รับรองระบบ District Cooling ของ Marafeq Qatar ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ว่าเป็นเครือข่าย District Cooling ที่ใหญ่ที่สุดตามสถิติที่บันทึก โดยมีเครือข่ายยาวถึง 123.5 กิโลเมตร (Guinness World Records)
ตัวเลขนี้มีความหมายต่อประเทศไทยอย่างมาก เพราะหากระบบ District Cooling สามารถพัฒนาเครือข่ายรวมระดับ 123.5 กิโลเมตรได้ในประเทศที่มีอากาศร้อนอย่างกาตาร์ แนวคิดโครงข่ายระดับประมาณ 38 กิโลเมตรในภาคตะวันออกของไทย อย่างน้อยก็ควรถูกนำขึ้นมาศึกษาทางวิศวกรรมและเศรษฐศาสตร์อย่างจริงจัง
อีกตัวอย่างที่ใกล้ประเทศไทยมากกว่าคือ Marina Bay ประเทศสิงคโปร์
ปัจจุบันระบบ District Cooling ของ Marina Bay มีเครือข่ายท่อใต้ดินประมาณ 5 กิโลเมตร ให้บริการอาคาร 28 แห่ง และดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2006 โดยไม่มีการหยุดจ่ายความเย็น ระบบส่งน้ำเย็นจากโรงผลิตส่วนกลางไปยังอาคารต่าง ๆ ก่อนนำน้ำที่รับความร้อนแล้วกลับมาทำความเย็นใหม่ (SP Group)
แนวคิดของ District Cooling จึงคล้ายกับระบบไฟฟ้า เราไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าไว้ในทุกอาคาร เพราะมีโรงไฟฟ้าส่วนกลางแล้วส่งไฟผ่าน Grid
ในทำนองเดียวกัน เราไม่จำเป็นต้องมีโรงผลิตความเย็นขนาดใหญ่ในทุกอาคาร หากสามารถสร้าง Cooling Grid เพื่อส่งน้ำเย็นจากแหล่งผลิตส่วนกลางไปยังผู้ใช้หลายรายได้
และนี่อาจเป็นสิ่งที่ EEC มีโอกาสทำแตกต่างจากเมืองอื่น เพราะต้นทางของ Cooling Grid ไม่จำเป็นต้องใช้ Chiller ผลิตความเย็นทั้งหมด แต่สามารถนำ LNG Cold Energy เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งความเย็นได้
ปัจจุบัน PTTLNG มี LNG Terminal สองแห่งในพื้นที่มาบตาพุดและใกล้เคียง โดยมีกำลังรองรับการแปรสภาพ LNG รวมประมาณ 19 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นสถานีมาบตาพุดแห่งที่ 1 จำนวน 11.5 ล้านตันต่อปี และแห่งที่ 2 จำนวน 7.5 ล้านตันต่อปี (PttLng)
ขณะเดียวกันโครงการ LNG Terminal ของ Gulf MTP ที่มาบตาพุดระยะที่ 3 อยู่ระหว่างการพัฒนา โดยโครงการปัจจุบันระบุ Initial Capacity ประมาณ 8 ล้านตันต่อปี และโครงสร้างเดิมรองรับการพัฒนาได้ถึงประมาณ 10.8 ล้านตันต่อปีในอนาคต (Gulf)
หากมองในเชิงศักยภาพสูงสุดของโครงสร้างพื้นฐาน LNG ในพื้นที่มาบตาพุดในอนาคต จึงอาจเข้าใกล้ระดับประมาณ 30 ล้านตัน LNG ต่อปี
ตรงนี้เองที่ตัวเลขเริ่มน่าสนใจ
หากใช้สมมติฐานทางวิศวกรรมอย่างง่ายว่า LNG 1 ตันมีศักยภาพความเย็นที่สามารถนำมาพิจารณาใช้ประโยชน์ได้ประมาณ 250 kWh-thermal
LNG 1 ล้านตันต่อปีจะมีศักยภาพความเย็นเฉลี่ยประมาณ 28.5 MW thermalหรือประมาณ 8,100 Refrigeration Tons - RT ดังนั้น หากพิจารณา LNG ประมาณ 30 ล้านตันต่อปี ศักยภาพความเย็นเชิงทฤษฎีจะอยู่ในระดับประมาณ 850 MW thermal หรือประมาณ 240,000 RT นี่คือ Cooling Capacity ขนาดมหาศาล
และหากประเมินมูลค่าจากค่าไฟฟ้าของ Chiller ที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยขึ้นกับประสิทธิภาพของ Chiller ราคาค่าไฟ ชั่วโมงใช้งานจริง ปริมาณ LNG ที่ผ่านกระบวนการจริง และประสิทธิภาพในการนำความเย็นกลับมาใช้ มูลค่าทางเศรษฐกิจในกรณีศักยภาพสูงอาจอยู่ในระดับประมาณ 4,600-6,100 ล้านบาทต่อปี
คำถามต่อมาคือ เราจะส่งความเย็นระยะทาง 38 กิโลเมตรอย่างไร?
คำตอบไม่ใช่การส่ง LNG อุณหภูมิลบ 160 องศาไปตามท่อ Cooling Grid ถึง EECiti สิ่งที่เหมาะสมกว่าคือการมี ระบบแลกเปลี่ยนความร้อนที่ต้นทาง
LNG ยังคงอยู่ภายในระบบ LNG Terminal ตามมาตรฐานความปลอดภัย จากนั้นใช้ Heat Exchanger ถ่ายทอดความเย็นไปยังวงจรน้ำเย็นหรือสารถ่ายเทความร้อนอีกระบบหนึ่ง น้ำเย็นดังกล่าวจึงถูกส่งผ่านท่อหุ้มฉนวนไปยังพื้นที่ปลายทาง
เมื่อไปถึง EECiti ก็สามารถกระจายต่อไปยัง Data Center อาคารสำนักงาน โรงพยาบาล โรงแรม ศูนย์การค้า หรืออุตสาหกรรมที่ต้องการความเย็น น้ำที่รับความร้อนจากผู้ใช้แล้วจะถูกส่งกลับมายังระบบ เกิดเป็นวงจร Supply → ใช้ความเย็น → Return → ทำความเย็นใหม่
เช่นเดียวกับ District Cooling System ที่ใช้อยู่ในหลายเมืองทั่วโลก แต่หากจะส่งระยะทางถึง 38 กิโลเมตร โครงการนี้ไม่ควรถูกออกแบบเป็นเพียง “ท่อน้ำเย็นเส้นหนึ่ง” ควรถูกมองเป็น Eastern Cooling Grid หรือโครงข่ายความเย็นของภาคตะวันออก
อาจมี Thermal Energy Storage หรือถังเก็บความเย็นขนาดใหญ่ตามจุดยุทธศาสตร์ เพื่อช่วยเก็บความเย็นในช่วงที่ LNG Flow สูง แล้วนำออกมาใช้เมื่อ Demand เพิ่มขึ้น
อาจมี Pumping Station ตามแนวท่อเพื่อรักษาแรงดัน อาจมี Satellite Cooling Plant ที่ปลายทางเพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิและเป็นระบบสำรอง และอาจเชื่อม Data Center หลายแห่งเข้ากับโครงข่ายเดียวกัน
จุดสำคัญที่สุดคือ Reliability
Data Center ไม่สามารถหยุดทำความเย็นเพียงเพราะ LNG Terminal ลด Flow หรือหยุดรับ LNG ชั่วคราว ดังนั้น LNG Cold Energy ไม่ควรเป็น Cooling Source เพียงแหล่งเดียว ระบบที่เหมาะสมควรเป็น Hybrid Cooling Infrastructure
ในช่วงที่ LNG มี Flow สูง ใช้ LNG Cold Energy เป็นแหล่งหลัก เมื่อ LNG Flow ลดลง ใช้ Thermal Storage หาก Storage ไม่เพียงพอ จึงใช้ High-Efficiency Chiller, Dry Cooler หรือระบบสำรองอื่นเข้ามาช่วย
นี่จะทำให้ EECiti ไม่ต้องผูกความมั่นคงของระบบทำความเย็นทั้งหมดไว้กับ LNG เพียงแหล่งเดียว
EECiti อาจไม่จำเป็นต้องมี “ท่อเดียว อุณหภูมิเดียว” สำหรับทุกคน
ระบบอาจถูกออกแบบเป็นหลายระดับ ความเย็นอุณหภูมิต่ำสำหรับอาคาร โรงพยาบาล หรือกระบวนการอุตสาหกรรมบางประเภท ขณะที่ Data Center ใช้วงจรน้ำอุ่นกว่าและรับความเย็นเฉพาะระดับที่จำเป็น
หลักคิดคือ อย่าใช้ความเย็นคุณภาพสูงเกินความจำเป็น LNG ที่ลบ 160°C มี Exergy หรือคุณภาพของพลังงานสูงมาก หากนำไปลดอุณหภูมิน้ำเพียงไม่กี่องศาโดยตรงทั้งหมดอาจไม่ใช่การใช้ทรัพยากรที่ดีที่สุด
ระบบที่มีประสิทธิภาพจึงควรใช้ความเย็นแบบ “ขั้นบันได” ความเย็นระดับสูงสามารถนำไปผลิตไฟฟ้าหรือใช้ในกระบวนการ Cryogenic ก่อน จากนั้นจึงใช้กับ Data Center ต่อด้วย District Cooling Cold Storage และระบบปรับอากาศ ก่อนที่ LNG จะกลายเป็นก๊าซและถูกส่งเข้าสู่ระบบพลังงานตามปกติ
นี่คือแนวคิด Exergy Cascade หรือพูดง่าย ๆ ว่า ใช้ความเย็นแต่ละระดับให้เหมาะกับงาน ก่อนปล่อยพลังงานนั้นทิ้งไป
หากประเทศไทยสามารถทำได้ สิ่งที่เกิดขึ้นจะใหญ่กว่าการสร้าง District Cooling System เพราะเรากำลังเปลี่ยน LNG Terminal จากสถานีรับก๊าซ ให้กลายเป็น Energy Hub ที่ผลิตได้ทั้งก๊าซ ไฟฟ้า และความเย็น และเปลี่ยน EECiti จากเมืองที่ซื้อไฟฟ้ามาผลิตความเย็นเองทั้งหมด ให้กลายเป็นเมืองที่รับพลังงานความเย็นผ่านโครงสร้างพื้นฐานส่วนกลาง
แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายของ EECiti ซึ่งวางแนวทางให้เมืองใช้พลังงานสะอาด มีระบบจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ โดยพื้นที่ EECiti อยู่ที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และมีแผนลงทุนรวมประมาณ 1.34 ล้านล้านบาท (EECO)
ดังนั้น หากประเทศไทยกำลังจะลงทุนสร้างเมืองใหม่ระดับล้านล้านบาท คำถามสำคัญคือ เราจะสร้างระบบพลังงานแบบเมืองในศตวรรษที่ 20 หรือจะออกแบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับศตวรรษที่ 21 ตั้งแต่วันแรก?
ในอดีตเมืองถูกสร้างพร้อมระบบไฟฟ้า ต่อมามีน้ำประปา โทรคมนาคม อินเทอร์เน็ต และ Fiber แต่สำหรับเมืองในเขตร้อน “ความเย็น” อาจกลายเป็น Utility อีกประเภทหนึ่ง แทนที่จะซื้อเพียง Electricity เมืองอาจซื้อ Cooling ผ่านท่อได้เช่นเดียวกัน และหากแหล่งความเย็นนั้นมาจากพลังงานที่มีอยู่แล้วใน LNG ก็ยิ่งน่าสนใจในเชิงเศรษฐกิจ
แน่นอนว่าแนวคิด มาบตาพุด-EECiti Cooling Grid ระยะประมาณ 38 กิโลเมตร ยังต้องตอบคำถามอีกจำนวนมาก ทั้ง CAPEX ของท่อ ขนาดท่อ Pumping Power, Thermal Loss, Right of Way, Reliability, LNG Throughput จริง, Demand Profile ของ EECiti, ราคาขายความเย็น และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
จึงไม่ควรเริ่มด้วยการถามว่า “สร้างเลยหรือไม่?” แต่ควรเริ่มจาก Pre-Feasibility Study เพื่อหาคำตอบว่าเส้นทางใดเหมาะสม ขนาดระบบเท่าไรจึงคุ้มค่า ควรสร้างทีเดียว 38 กิโลเมตรหรือแบ่งเป็นช่วง และลูกค้าหลักควรเป็น Data Center เมืองใหม่ หรืออุตสาหกรรมประเภทใด
อาจเริ่มจาก Demonstration Project ระยะสั้นใกล้ LNG Terminal ก่อน เพื่อพิสูจน์ระบบ Heat Exchanger, Thermal Storage และการจ่าย Cooling ให้ Data Center
เมื่อพิสูจน์ได้แล้วจึงค่อยขยายออกเป็น Cooling Corridor และในระยะยาวจึงพัฒนาเป็น Eastern Cooling Grid เชื่อม LNG Terminal, Data Center, Industrial Estate และ EECiti เข้าด้วยกัน
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ ระยะทาง 38 กิโลเมตรอาจดูยาวเมื่อเรามองมันเป็น “ท่อน้ำเย็น”
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเครือข่าย District Cooling ระดับ 123.5 กิโลเมตรที่ได้รับการบันทึกในกาตาร์ ก็ทำให้เห็นว่าในทางวิศวกรรม ระยะทางระดับหลายสิบกิโลเมตรไม่ควรถูกปฏิเสธเพียงเพราะรู้สึกว่าไกล (Guinness World Records)
คำถามที่ถูกต้องจึงไม่ใช่ “38 กิโลเมตรไกลเกินไปหรือไม่?” แต่คือ “ความเย็นที่ปลายทางมีมูลค่ามากพอที่จะจ่ายค่าท่อ 38 กิโลเมตรหรือไม่?”
หากศักยภาพความเย็นของ LNG ในพื้นที่มาบตาพุดในอนาคตมีมูลค่าระดับหลายพันล้านบาทต่อปี ขณะที่ EEC กำลังต้องการ Data Center และ AI Infrastructure ขนาดใหญ่ โจทย์นี้ก็ควรถูกนำมาวิเคราะห์อย่างจริงจัง
เพราะประเทศไทยอาจกำลังมีทรัพยากรที่ประเทศเขตร้อนอื่นไม่มี เราไม่มีอากาศเย็นแบบไอซ์แลนด์ ไม่มีฤดูหนาวยาวแบบประเทศนอร์ดิก แต่เรามี LNG Infrastructure ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่เศรษฐกิจแห่งอนาคต ดังนั้นแทนที่จะพยายามแข่งขันกับประเทศหนาวด้วยอากาศ
ประเทศไทยอาจสร้าง “ความเย็นของตัวเอง” จากพลังงานที่เดินทางมากับ LNG อยู่แล้ว และหากวันหนึ่งมีท่อส่งน้ำเย็นจากมาบตาพุดไปยัง EECiti จริง มันอาจไม่ได้เป็นเพียงท่อส่งน้ำเย็นระยะทาง 38 กิโลเมตร
แต่มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของโครงสร้างพื้นฐานชนิดใหม่ของประเทศไทย จาก Power Grid ที่ส่งไฟฟ้า ไปสู่ Cooling Grid ที่ส่งความเย็น และจาก LNG Terminal ที่รับก๊าซ ไปสู่ Energy & Cooling Hub ที่เชื่อม LNG + Electricity + Data Center + AI + Smart City เข้าด้วยกัน
ในโลกที่ AI กำลังทำให้ความต้องการไฟฟ้าและความเย็นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บางทีทรัพยากรพลังงานที่มีค่าที่สุดของประเทศไทย อาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด
แต่อาจเป็นพลังงานที่เรามีอยู่แล้ว
เพียงแต่วันนี้ เรายังไม่ได้สร้าง “ท่อ” เพื่อนำมันไปใช้ให้เกิดมูลค่าสูงที่สุด







