
ศิลปะจตุคามรามเทพ
ศิลปะจตุคามรามเทพ : จากงานศิลป์พระบรมธาตุ สู่ตำนาน “จตุคามรามเทพ” แห่งนครศรีธรรมราช คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ
KEY
POINTS
- ที่มาของ “จตุคามรามเทพ” เชื่อมโยงกับเทวรูปและงานศิลปกรรมโบราณภายในพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะท้าวขัตตุคาม - ท้าวรามเทพ รวมถึงแนวคิดเรื่องกษัตริย์นักรบหรือผู้พิทักษ์เมืองในตำนานศรีวิชัย
- บทบาทของ พล.ต.ท. สรรเพชญ ธรรมาธิกุล เป็นจุดสำคัญในการนำชื่อ “จตุคามรามเทพ” เข้าสู่การรับรู้ในยุคใหม่ หลังจากสอบถามและได้รับคำตอบจาก พล.ต.ต. ขุนพันธรักษ์ราชเดช ประกอบกับประสบการณ์เกี่ยวกับร่างทรง ตำนาน และความเชื่อเรื่องการคุ้มครองเมืองนครศรีธรรมราช
- จตุคามรามเทพในความเชื่อร่วมสมัย ถูกผูกเข้ากับแนวคิดการฟื้นฟูและปกป้องเมืองนครฯ โดยเฉพาะการสร้างหลักเมืองและศาลหลักเมืองใหม่ จนต่อมากลายเป็นศูนย์รวมศรัทธาและความเชื่อเรื่องการขอพร บนบาน และการคุ้มครองผู้คนอย่างกว้างขวาง
ยามที่เราๆท่านๆได้แวะเข้าไปที่พระบรมธาตุเมืองนคร (นครศรีธรรมราช) ข้างในนั้น ภาพองค์ประกอบศิลป์ของประติมากรรมสวยงามย่อมปรากฏอยู่แก่สายตาโดยมลังเมลืองอลังการสุนทรียศาสตร์ประกอบไปด้วย “ภาพ” ของบรรดาท่านผู้ปกปักรักษาพระบรมธาตุ ซึ่งประติมากรช่างศิลป์ท่านรังสรรค์ไว้เป็นงานปูนปั้นลอยตัวรายรอบเชิงบันไดขึ้นสู่ลานประทักษิณ ซึ่งเข้าองค์ประกอบอย่างสมมาตรเป็นคู่ๆ ซึ่งเมื่อพลิกดูตามตำรา จะสมกับตามตำนานระบุว่า “เจ้ากากภาษาผูกภาพยนตร์* ด้วยเวทมนต์คาถาเป็นยักษ์ ครุฑ นาค สิงห์ โค ม้าและช้าง”
พิจารณาดูก็ประกอบด้วยยักษ์คู่หนึ่งคือท้าวเวฬุราชและท้าวเวชสุวรรณ ครุฑกางปีกสวยๆ คู่หนึ่ง คือท้าววิรุฬปักษ์และท้าววิรุฬหก นาคคู่คือท้าวทตตรฐมหาราชและท้าวทตตรฐราชที่ยอดบันไดเป็นคู่ของท้าวขัตตุคามและท้าวรามเทพนั่งพิทักษ์อยู่ เป็นเทวรูปปูนปั้นเหมือนกันทั้ง 2 องค์ ประทับนั่งชันเข่าขวาบนฐานบัวแวง มือขวาจับที่เข่าขวา มือซ้ายยันพื้น องค์เทวรูปประดับด้วยเครื่องทรงศิราภรณ์แบบมงกุฎทรงกุณฑล กรองศอ พาหุรัด สังวาลย์ ทับทรวง ทองข้อพระกร และทองข้อพระบาทงามงด มีจารึกบนแผ่นหินชนวนที่ผ้าห้อยหน้าเทวรูปทั้ง 2 องค์ องค์ซ้ายมือ
จารึกว่า “เท้าขัตตุคาม” องค์ขวามือจารึกชื่อไว้ว่า “เท้ารามเทพ” ตัวอักษรที่จารึกและลักษณะศิลปะของเทวรูปทั้ง 2 มีอายุอยู่ในสมัยอยุธยา (ชาวบ้านทั่วไปสมัยหนึ่งเรียกชื่อท้าวขัตตุคามว่า “พระเสื้อเมือง” เรียกชื่อท้าวรามเทพว่า “พระทรงเมือง”) มีสิงห์ 3 คู่ขนาบเชิงบันได คู่ล่างสีแดงยืนสงบอยู่ คู่กลางสีเหลืองนั่งเผยอปาก คู่บนสิงห์ดำนั่งยกสองขาหน้าอ้าปากกว้างคำราม...สุดยอดบันไดเป็นประตูไม้บานใหญ่แกะสลักจากไม้แผ่นเดียวเป็นรูปลอยตัวเต็มองค์ประดับกระจกสีของพระพรหมที่บานด้านตะวันออกและพระนารายณ์ที่บานด้านตะวันตก ซึ่งนับเป็นงานศิลปกรรมชั้นเยี่ยมของชาติอีกชิ้นหนึ่งที่คาดว่าเก่ากว่าอยุธยาตอนต้น รูปนี้ที่จำหลักบานประตูถือเป็นต้นแบบหัวเสาพระหลักเมืองที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน
แล้วทีนี้คำว่า จตุคามรามเทพมาจากไหน? บุคคลผู้ซึ่งเป็นหลักในการนำชื่อของท่านจตุคามมาปรากฏในวงการบ้านเรานั้นต้องยกให้อดีตผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกุลผู้ซึ่งเพิ่งจะล่วงลับไปปีกลาย ท่านผู้นี้เป็นนักเรียนธรรมศาสตร์ มีฝีไม้ลายมือในการปราบปรามโจรผู้ร้าย และในเมื่อเมืองนครศรีธรรมราชตอนนั้นมีปัญหาด้านอาชญากรรม ทางการบ้านเมืองได้พิจารณาส่งท่านมาเป็นผู้กำกับการตำรวจประจำเมืองดูแลแก้ปัญหา ในจังหวัดนครศรีธรรมราชแห่งนี้ ท่านก็ไว้หนวด แต่หนวดท่านไม่ได้โค้ง ในยุคนั้นมีดาราอเมริกันชื่อว่าแจ็ค พาแล้นซ์ ใบหน้าและทรงของรูปหนวดท่านไปสอดคล้องกับแจ็ค พาแลนซ์เข้า เขาจึงให้ฉายาท่านว่ามือปราบแจ็ค พาแลนซ์
ส่วนเรื่องลักษณะการไว้หนวดของผู้ใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มขุนนางในสมัยก่อนนั้น ก็ไม่ใช่ว่าท่านขุนพันธรักษ์ท่านจะไว้หนวดทรงนี้เฉพาะตัวท่านแต่เพียงผู้เดียวก็หามิได้ มือปราบผู้ใหญ่ในภาคกลางคือพลตำรวจโทประชา บูรณะธนิต ท่านก็ไว้หนวดทรงนี้เช่นกัน ท่านประชาเป็นลูกศิษย์สำคัญของหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอมที่นครปฐมและโรงเรียนตำรวจสมัยก่อนก็ตั้งอยู่ที่ห้วยจระเข้ที่นครปฐมท่านมีประสบการณ์ปราบปรามโจรผู้ร้ายมากมายและมีอิทธิคุณในลักษณะเดียวกันกับท่านขุนพันธรักษ์เรื่องการยิงไม่เข้า
แทรกไว้หน้าบรรทัดนี้ว่าเรื่องเกิดขึ้น 8 ตุลาคม 2495 ท่านได้ถูกคนร้าย ๖ คนรุมปล้น ระหว่างทางกลับจากจังหวัดนครปฐม โดยเอาขอนไม้ขวางถนน ให้รถหยุด เมื่อ ท่านประชา ลงจากรถยนต์ก็ถูกผู้ร้ายระดมยิงเอาอย่างเผาขนในระยะไม่เกิน 4 เมตร กระสุนโดนบริเวณข้อศอกและหัวเข่ารวม 8 นัด เมื่อ พล. ต.ต. ประชา ถูกกระสุนแล้วก็หาเสียขวัญไม่เพราะกระสุนปืนยิงไม่เข้า ท่านจึงยิงสวนต่อสู้กับผู้ร้ายจนกระทั่งผู้ร้ายถูกยิงบาดเจ็บสาหัส ๒ คน และพากันหลบหนีไป และมาจับตัวได้ภายหลัง คนขับรถของท่านประชาถูกยิงด้วยในระยะเดียวกัน กระสุนทะลุร่างกายทั้ง 4 นัด ถึงแก่ความตาย คุณนายของ พล.ต.ต. ประชา นั่งอยู่เบาะหลังรถยนด์ ปรากฎว่ามีรอยกระสุนทะลุตัวถังและเบาะรถยนต์หลายแห่ง ซึ่งคุณนายไม่น่าจะมีชีวิตรอดอยู่ได้แต่คุณนายแจ้งกับตำรวจนิติเวชพิสูจน์หลักฐานต่อมาว่าท่านรอดตายอย่างปฏิหาริย์ เพราะท่านห้อยพระทุ่งเศรษฐีและพระของหลวงพ่อเงินวัดดอนยายหอม
ส่วนท่านที่อยู่ร่วมสมัยและมีรูปร่างลักษณะรวมทั้งทรงของหนวดใกล้เคียงกับท่านขุนพันธรักษ์มากก็คือคุณหลวงศรีนครานุกูลซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลอยู่ในจังหวัดพะเยา แล้วบ้านของท่านก็เป็นเป็นงานสถาปัตยกรรมที่สวยงามทรงคุณค่าทาสีอมชมพูเป็นที่เลื่องลือมาจนทุกวันนี้
กลับมาที่เรื่องของคำว่าจตุคามรามเทพ มาจากไหน? ก็ต้องเรียนว่ามาจากการถามของ พันตำรวจเอก สรรเพชญ ธรรมาธิกุล ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราชในเวลา ขณะนั้นไปถาม พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช / อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 8 ผู้มีอิทธิคุณสูงยิ่งทั้งในทางโลกปกติและในทางโลกลี้ลับที่คู่ขนาน และท่านขุนได้ ตอบให้ ซึ่งที่มามีรายละเอียดที่ค่อนข้างจะซับซ้อน พอสรุปดังนี้
วันหนึ่งที่เมืองนครศรีฯ ซึ่งเปนศูนย์กลางอาณาจักรศรีวิชัยมาแต่เดิม จักรพรรดินีแห่งอาณาจักรนั้นที่ตายสูญกาย แต่ดวงจิตดวงใจท่านไม่สูญก็มาลงทรงที่วัดนางพระยา ณ ที่นั้น ผู้กำกับการตำรวจจังหวัดนครศรีธรรมราช พันตำรวจเอกสรรเพชญของเรา (เวลานั้นยังเป็นกรมตำรวจและ มีหัวหน้าส่วนราชการเป็นอธิบดีเรียกว่าอธิบดีกรมตำรวจ ขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายอัยการก็มีอธิบดีกรมอัยการขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยเช่นกัน ในยุคหลังกรมตำรวจจึงค่อยเปลี่ยนสถานภาพเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วเลิกขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยกรมอัยการเปลี่ยนสถานะเป็นสำนักงานอัยการสูงสุดเลิกขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยเช่นกัน) มารอทำกฐินอยู่ แม่ย่านี้ก็ชี้ว่า ‘เขารอมึงมาเปนพันปี’ แล้วระบุว่าต้องการจะให้ผู้กำกับตำรวจทำหลักเมืองนครฯขึ้นมาใหม่ ด้วยว่าดินแดนแถบนี้มีอาถรรพณ์ ต้องคำสาป ส่งผลให้เป็นเมืองไม่สงบวุ่นวายมีแต่โจรผู้ร้ายหากินไม่ขึ้น ซึ่งอ้ายคนสาปนี้มีวิธีพิศดารพันลึก ทำการผูกเงื่อนสับล็อกไว้มิให้เมืองนครกลับแข็งกล้าขึ้นมาอีกได้ นัยว่าเปนการเมืองระหว่างประเทศมาแต่ยุคโบราณ
ผกก.ตำรวจท่านนี้ ก็ปฏิเสธ ผู้กำกับของเราเองเป็นนักเรียนธรรมศาสตร์ มีปริญญา ไม่เชื่อเรื่องต่างๆเหล่านี้ที่ดูลึกลับและหาคำตอบได้ยากแต่ก็เกิดเหตุน่าแปลกใจขึ้นกับท่านหลายประการ จากคำพูดของคนทรงเจ้าที่มีวิญญาณของเจ้าผู้หญิง อยู่ข้างในตน จนต่อมาอีกวาระแล้วผู้ที่มาลงทรงเปลี่ยนไป
ผกก.ได้ทำการพิสูจน์โดยใช้ธูปกำมือหนึ่งจุดไฟแดงฉานจี้เข้าตามร่างกายของร่างทรง ร่างทรงก็ไม่รู้สึกอะไร มีแต่คนจี้ได้กลิ่นเนื้อไหม้ลอยขึ้นมาซึ่งวิธีนี้พวกตำรวจยุคเก่านิยมใช้จับโกหกคนทรง 55 ถ้าใครไม่มีตบะเดชะเจอธูปไฟเข้ากำนึงก็ต้องสะดุ้งโหยง ต่อมาหลานชายของแม่ย่าซึ่งเปนดวงจิตอีกดวงก็มาลงทรง แนะนำตัวว่าชื่อพญาชิงชัย เปนแม่ทัพของอาณาจักรแถบนี้แต่เดิมมา ขอให้ผกก.สร้างหลักเมืองอีก ผกก. ก็ปฏิเสธอีก เพราะมีหน้าที่มากำกับการปราบปรามโจรผู้ร้ายจะให้มาทำงานสถาปัตยกรรมวิศวกรรมก่อสร้างอะไรกัน สโคปออฟ Work หรือจ๊อบ เดสคริปชั่น มันไม่ใช่ภาระหน้าที่เคพีไอในฐานะผู้กำกับก็มีอยู่ล้นมือ ยังจะต้องมาทำอะไรนอกเรื่องนอกภารกิจหรือ ดูจะตรงกับภาษาทั่วไปว่าธุระไม่ใช่
ฝ่ายร่างทรงก็ชักจะเดือดร้อน เพราะวิญญาณเวียนมาลงถี่ ถัดจากรอบนี้ จังหวะพอถึงลำดับสักรอบที่สามที่สี่ ดวงจิตของบุตรชายแม่ย่าซึ่งเปนคุณพ่อของพญาชิงชัยก็ลงทรง ท่านบ่นว่าเชิงด่าทอ ผกก. ซะเสียหาย จากนั้นจึงสำแดงปาฏิหาริย์ในเรื่องที่ผกก. รู้อยู่คนเดียวและบอกแนวแก้ปัญหาคดีเหตุการณ์ต่างๆอันน่าพิศวงได้ ผกก. ก็ว่านี่ไม่ธรรมดา ท่านเป็นใครกันแน่ วิญญาณ บุตรพระแม่ย่านี้ก็สั่งให้หาอุปกรณ์มาให้ วาดรูปตัวตามคำบอกลงกระดาษขาว สั่งว่าให้เอาไปให้ไอ้หนวดยาวดู จะรู้เอง
ผกก. ตรึกตรองดูว่าใครกันมีหนวดยาว ก็นึกถึงปูชนียบุคคลประจำเมือง จึงหาทางทำนัดหมายท่าน และ ถือภาพไปหา พล.ต.ต ขุนพันธรักษ์ราชเดช ผู้ขมังเวทย์ และมีหนวดยาว ท่านขุนพันธ์เห็นรูปแล้วร้อง ว่า“_นี่จตุคามรามเทพ”
ก็เป็นอันสรุปได้ว่า ท่านเป็นเทวดาที่เคยเป็นกษัตริย์นักรบโบราณครองจักรวรรดิอย่างจูเลียสซีซ่าร์มาก่อน พอดีว่าร่ำเรียนศาสตร์วิชาและฝึกฝนบำเพ็ญทางจิตตามวิธีวิถี ก่อนมีพุทธศาสนามาเป็นหลัก จนกลายเป็นผู้สำเร็จ แม้ว่าไม่หลุดพ้นไปนิพพาน ก็เป็นผู้สำเร็จ อันผู้สำเร็จเหล่านี้ เขาท่องไปในจักรวาฬ -สมันตาจักวาเฬสุ จะเชื่อมภพเชื่อมชาติก็ผ่านร่างทรงเอา
ดร.ทางฟิสิกส์บางท่านว่า อันได้ผู้ที่วิชชาทิพย์ หูทิพย์ ตาทิพย์นั้น วิทยาการสมัยใหม่ทำได้ไล่ทันหมดแล้ว ก็คือ แอพพลิเคชั่น อย่าง zoom คือ ig มีดีเอ็ม มีreels ไว้ติดต่อกัน เรียกดูย้อนหลังจากแดนไกลได้ ไม่มีไรน่าสงสัย เพียงแต่ว่า zoom กับ ig มันส่องทิพย์ข้ามภพชาติยังไม่ได้ _สาธุ
ผู้ท่านผู้กำกับผู้ซึ่งมีความสนใจใฝ่รู้และทำการศึกษาในเรื่องศาสตร์ต่างๆทั้งโหราศาสตร์ดาราศาสตร์อยู่ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วท่านก็พยายามค้นคว้าทั้งในเรื่องเอกสารประวัติสิทธิ์ ประวัติศาสตร์และในเรื่องทางจิตท่านก็ได้สรุปเขียนไว้ว่า จตุคามรามเทพนั้น คือ ปฐมกษัตริย์ ผู้สถาปนาจักรวรรรดิ์ศรีวิชัย ในยุคพุทธศตวรรษที่ 8 มีฤทธาอานุภาพปราบสุวรรณทวีป ประดิษฐานพระพุทธเจดีย์ไว้ที่หาดทรายแก้วขึ้นชื่อลือนามหลายฉายาว่า ราชันดำ ท้าวดำ พญาขอมดำ พังพระกาฬ
ทางศาสนามีการยกย่องว่าเสมอด้วยพระเจ้าอโศกมหาราช ในประเทศอินเดีย ถวายนามว่า พระเจ้าสิริธรรมราชา โดยจตุคามรามเทพที่ว่านี้ ตามชื่อก็เปนคนสองคนอีก คนพี่คือจตุคาม คนน้องคือรามเทพ เป็นฝาแฝดกัน ลักษณะทำนองเดียวกันกับจักรพรรดินีในยุคหลังเช่นพระนางจามเทวีซึ่งท่านมีพระโอรสฝาแฝดคือท้าวอนันตยศกับท้าวมหันตยศ รูปสองพี่น้องนี้ช่างจำหลักรูปจำลองไว้ที่บานประตูขึ้นวิหารม้า ดังรูป เปนกษัตริย์คู่ทำนองพระนเรศกับพระเอกาทศรถ คนพี่เด่นเรื่องเดชะอำนาจ คนน้องเก่งวิทยาการ องค์พี่มักเรียกองค์น้องอย่างลำลองว่าตาโหร ซึ่งผู้ที่มีลำดับศักดิ์ต่ำกว่าในโลกลี้ลับเรียกกันว่า ขุนโหร
เมื่อได้รู้จักกันแล้วว่าใครเป็นใคร จนกระทั่งเป็นองค์จตุคามรามเทพมาเข้าทรง ในรอบท้ายๆ และสื่อสารกับท่านจนเข้าใจว่าใครเป็นใคร อะไรเป็นอะไร ทำให้ทราบว่า การปรากฏตัวของท่านจตุคามรามเทพมีวัตถุประสงค์เป้าหมายในการชำระล้างความผิดปกติของเมืองนครศรีธรรมราช ในทางจิตศาสตร์ ซึ่งท่านได้ให้คำอธิบายว่าที่เมืองมีปัญหาอาชญากรรมต่างๆมากมายกฎหมายใช้ไม่ได้ผลผู้คนไม่มีความสุขมันเกี่ยวข้องกับอาถรรพ์ที่เป็นคำสาปเก่าแก่ตกต้องครอบงำเมืองอยู่
ซึ่งท่านมีวิถีและวิธีแก้ไข ประกอบด้วยกระบวนการและกรรมวิธีสำคัญ หลายเรื่องหลายประการที่ดูเหมือนเกี่ยวข้องกันบ้างไม่เกี่ยวข้องกันบ้างแต่ท้ายที่สุดแล้ว ท่านว่าเชื่อมโยงกัน โดยมีงานหนักไปในทางการทำหลักเมืองใหม่ ของเมืองนครซึ่งแต่เดิมทีมีลักษณะเป็นอาณาจักรแวดล้อมด้วยเมืองบริวารทั้ง 12 ทิศมีความโอ่อ่าและเกรียงไกร
อีทีนี้ในทางศิลปะต่างๆแล้วพลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกุล ในอีกแง่มุมหนึ่งท่านก็เป็นศิลปินในตัวเองเป็นผู้มีความสามารถมากสามารถสเก็ตช์ภาพต่างๆ ออกแบบงานศิลปะหลายชนิดได้อย่างงดงามน่าพิศวงเมื่อถึงเวลาสร้างเสาหลักเมืองและศาลหลักเมือง ยอดของหลักเมืองนครศรีธรรมราช พลตำรวจโทสรรเพชญก็เป็นคนทำการคิดวิเคราะห์ออกแบบ โดยใช้ใบหน้าของเทวรูปสำคัญไปประดิษฐานไว้รอบทิศ งดงามมาก
โดยท่านว่าท่านอาศัยอ้างอิง ความงดงามนี้จากประตูทางขึ้นวิหารทรงม้า ที่พระบรมธาตุซึ่งมีภาพนูนสูงจำหลักไม้ที่บานประตูเป็นรูปเทพบุตรสองท่าน ท่านหนึ่งถือคันธนู และที่ใต้คันธนูนั้นมีหมอนรองบ่งบอกให้ทราบถึงความมีลำดับศักดิ์อันสูง อย่างไรก็ดีควรจะแทรกไว้ในที่นี้ว่าคันธนู อันเปนอาวุธใช้ยิงนั้น โบราณเรียกว่าปืน ส่วนรูปเคารพที่เป็นเทพยดาผู้ชายถือคันธนูนั้นท่านเรียกกันว่าทรงปืนเช่น คำว่าพระนารายณ์ทรงปืน ไม่ได้หมายความว่าพระนารายณ์ท่านถือปืน Smith & Wesson บรรจุลูกกระสุนพร้อมยิงกันซะที่ไหน
ปืนในที่นี้ก็คืออุปกรณ์ที่ใช้ยิงอะไรก็ตามแล้วการกิริยาทำยิงได้พากระสุนออกไปไกลจากตัวได้ก็เรียกว่าปืนแล้วส่วนปืนที่มีกลไกการระเบิดจุดระเบิด ในระยะหลังมาที่เทคโนโลยีทันสมัยขึ้น มันมีไฟท่านจึงเรียกว่าปืนไฟ ส่วนปืนไฟนั้นมีเสียงดังโป้งป้าง ตูมตาม ท่านก็ใช้คำต่อเนื่องมาว่า สีหนาทปืนไฟ (ปืนไฟที่มีเสียงสิงโตคำรามกึกก้อง)
กลับมาที่ภาพเทพบุตรที่จำหลักเป็นภาพนูนสูง อยู่ที่ประตูไม้ทางขึ้นพระวิหารทรงม้านั้นพลตำรวจโทสรรเพชญได้กล่าวถึงว่าครั้งหนึ่งเอกอัครราชทูตเยอรมันเดินทางมานครศรีธรรมราชเพื่อเยี่ยมชมงานศิลปะวัตถุต่างๆ
เมื่อมาถึงบานประตูคู่นี้ท่านทูตกล่าวว่านี่เป็นศิลปะศรีวิชัยชั้นสูงที่สวยงามที่สุดเก่าแก่ที่สุดที่ท่านเคยมา พลตำรวจโทสรรเพชญจึงอ้างอิง ข้อมูลจากท่าน ว่าเห็นตรงกันๆ และในทางจิตศาสตร์นั้น ท่านตำรวจมั่นใจว่าบานประตูข้างหนึ่งจำหลักเป็นรูปท่านท้าวจตุคามอีกข้างหนึ่งจำหลักเป็นรูปท่านรามเทพ โดยที่ทั้งสองท่านเป็นจิตวิญญาณฝาแฝดกันดังกล่าว จึงมักเรียกชื่อกันรวมๆว่าจตุคามรามเทพ ไม่ใช่เทวรูปที่นั่งชันเข่าแล้วมีป้ายเขียนบอกไว้ว่าท้าวขัตุคามท้าวรามเทพ
ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่พูดกันได้ยาก ว่าแท้แล้วคืออย่างไรแน่ เนื่องจากบรรดาเทวดาต่างๆนั้นเวลาพูดกับคนหนึ่งท่านก็อาจจะใช้รูปหน้าใบหนึ่ง ท่านพูดกับอีกคนหนึ่งท่านก็แสดงตัวด้วยรูปลักษณ์อีกอย่างหนึ่งหน้าอีกอย่างหนึ่ง เพราะว่าท่านไม่ค่อยมีตัวตนเหมือนอย่างเรา ที่เป็นมนุษย์มีธาตุขันธ์คงตัวคงตน
ดังนั้นการตีภาพ ตีความย่อมไม่ตรงกันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เขาจึงมีคำกล่าวอยู่แล้ว ว่าเรื่องเดียวกันมองต่างกัน ขึ้นกับมุมมองว่าคนมองเป็นผู้มีความคิดสคูลไหน ย่อมาจากคำว่า school of thought ถ้าเป็นคนไทยก็บอกว่าแล้วแต่ว่าจะฟังสำนวนไหน เรื่องเดียวกันมีหลายสำนวนก็เป็นความสนุกสนานเพลิดเพลินดีที่ความแตกต่างนั้นทำให้เกิดความน่าติดตามและมีความหลากหลาย
ตัดมาที่การปรากฏของท่านจตุคามฯ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันทั่วไปในยุคนั้น ว่าคนมนุษย์ผู้ใดมีปัญหาอะไรๆ ก็มาเข้าพบปรึกษาท่านได้ ซึ่งท่านก็จะลงทรงในร่างทรงที่เป็นมนุษย์แล้วก็ช่วยอธิบายแก้ไขปัญหา จึงเป็นที่มาให้เกิดกระแสการเคารพนับถือกราบไหว้บูชาบนบานกว้างขวางในเวลาต่อมา
(ต่อตอน 2)







