thansettakij
thansettakij
ประเทศเข้าขั้นวิกฤติ : เมื่อทุกทางออกคือปัญหา

ประเทศเข้าขั้นวิกฤติ : เมื่อทุกทางออกคือปัญหา

14 ก.ย. 69 | 01:50 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ก.ย. 69 | 01:56 น.

ประเทศเข้าขั้นวิกฤติ : เมื่อทุกทางออกคือปัญหา บทความโดย พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต.

ผู้ใหญ่ที่เคารพรักของผู้เขียนเคยสอนไว้ว่า "เราควรมองว่าทุกปัญหามีทางออก ไม่ใช่ทุกทางออกคือปัญหา" นี่ไม่ใช่เพียงการเล่นคำคล้องจอง แต่เป็นเนื้อหาสาระสำคัญที่สะท้อนถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาวิกฤติรุมล้อม ตั้งแต่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งการเจรจาเงื่อนไขทางการค้ากับสหรัฐฯ การเผชิญหน้ากับกัมพูชา ความไม่สงบในเมียนมา รวมถึงการทุจริตในองค์กรใหญ่ ความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจ ความรุนแรงในครัวเรือน ปัญหาสุขภาพจิต และการใช้อาวุธปืนกับผู้บริสุทธิ์ สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาทำให้เรารับรู้ได้ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหารอบด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

ระเบิดที่ปะทุ

เสียงระเบิดที่ดังขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคตะวันออกและจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นสัญญาณเตือน บ่งชี้ถึงความมั่นคงในสถานการณ์โลกและสังคมที่เปลี่ยนไป การมองความมั่นคงของชาติในรูปแบบเดิมไม่ได้พิสูจน์ว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน และมักกลายเป็นวงจรวนลูปเรื่อยมา

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความสันติสุขคือเป้าหมายของรัฐชาติ ซึ่งหมายถึงอำนาจอธิปไตย การพัฒนาการค้า และการอยู่ดีมีสุขของประชาชน การที่ประชาชนต้องตื่นตระหนก คอยกังวลเรื่องความปลอดภัยของตนเอง ต้องคอยหลบเสียงระเบิด หรือไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความกลัวทำให้คนเรามองทุกอย่างเป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชุมชนคนยิว โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ ภาษีรถยนต์นำเข้าจากจีน นักลงทุนหลากหลายเฉดสีจากจีน เรื่องโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องสี จิ้นผิง ถนนยุบ หรือกรณีพระเสพเมถุน คำถามใหญ่คือ สิ่งเหล่านี้มีอะไรใหม่ หรือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นวงจรเดิมที่เกิดจากการวางแผนที่ผิดพลาด การมองข้ามปัจจัยสำคัญต่างๆ และปัญหาของระบบราชการที่ขาดความน่าเชื่อถือ

คิดให้ดีก่อนจะทำ

กระบวนการคิดเป็นสิ่งสำคัญของการวางแผนและการตัดสินใจ ซึ่งทำให้เราต้องกลับมาทบทวนว่า ผู้บริหารทุกวันนี้มีเวลาคิดเพียงพอหรือไม่ มีเวลาตกผลึกความคิดของตนเองเพียงพอหรือเปล่า หรือต้องคอยตามยอดไลก์และอ่าน Social Monitoring ซึ่งมีอยู่ในโครงการจัดซื้อของทุกหน่วยงานราชการ แต่การกวาดความคิดในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมานั้น ทำเพื่อวัตถุประสงค์ใด และทำเพื่ออะไร? เพราะมันไม่ได้ชี้วัดอะไรเลย หากคุณไม่เข้าใจจิตวิทยาของผู้ตอบสนอง (หรือปริมาณ IO ที่ตนเองซื้อมา) ขาดความสามารถในการมองแยกประเด็นเพื่อนำมาวิเคราะห์หรือแก้ไขปัญหา แต่มักดึงมาเพียงเพื่อโต้ตอบ สร้างวาทกรรมให้โดนใจ หรือโหนกระแสเพื่อให้ตนเองยังอยู่ในกระแสความสนใจและรักษาเก้าอี้ต่อไปได้อีกสักระยะหนึ่ง

การจะเกิดความเข้าใจ การคิด หรือการวางแผนได้นั้น จำเป็นต้องมีความรู้ และความรู้ไม่เคยหยุดนิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่เสมอ ถึงแม้จะเป็นปัญหาเดิมๆ แต่ก็มีเนื้อหาและปัจจัยใหม่ๆ ซ่อนอยู่เสมอ ในสมัย อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ท่านจะแนะนำเรื่องการอ่านอยู่เสมอ การสื่อสารของท่านคือการนำความรู้ใหม่ๆ มาให้ประชาชนที่ไม่เคยมีโอกาสเข้าถึง ให้สามารถเข้าถึงได้ ท่านมักแนะนำหนังสือเล่มใหม่ในรายการ "นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน" พร้อมรายการหนังสือที่ท่านชอบ ผมน่าจะเป็นคนหนึ่งที่ได้รับการปลูกฝังให้อ่านหนังสือจากนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร และยังคงทำเป็นนิสัยมาจนถึงทุกวันนี้

การอ่านเป็นพฤติกรรมที่เราต้องตัดสิ่งรบกวนรอบข้าง มุ่งสมาธิไปที่หนังสือตรงหน้า เกิดกระบวนการคิด การถอดรหัสอักษร และการปรับความคิดให้ตรงกับความรู้ที่อยู่ตรงหน้า หากเราลงมือทำโดยไม่อ่านหรือแสวงหาความรู้ ความคิดของเราก็จะอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่เราคุ้นเคยหรือสิ่งที่เราไม่รู้ แม้กระทั่งอดีตนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ยังเคยแนะนำให้ประชาชนอ่านหนังสือเรื่อง Animal Farm ซึ่งแสดงให้เห็นว่าท่านเองก็ให้ความสำคัญกับการอ่านเช่นกัน

หลังจากมีกระบวนการคิดที่ดีและมีความคิดที่ดีแล้ว จะอย่างไรต่อ? ผมได้ย้ำอยู่เสมอว่า สิ่งสำคัญคือต้องรู้และเข้าใจหน้าที่ของตนเองให้ดี เช่น รัฐมนตรี ไม่ใช่สายตรวจ และไม่ใช่แม่ค้าออนไลน์ แต่รัฐมนตรีคือเสนาบดี (ผู้เป็นใหญ่ ตามนิยามของราชบัณฑิตยสภา) ในกระทรวงนั้นๆ มีศักดิ์ศรีจากการได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในเรื่องต่างๆ สมาชิสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เป็น ผู้แทนราษฎร ผู้แทนกลุ่มคน เป็นนิติบัญญัติ มีหน้าที่บัญญัติกฎหมาย ไม่ใช่ตำรวจ ทนาย หรือ เทศบาล 

เพราะฉะนั้น การบังคับบัญชาและการบริหารราชการแผ่นดินจึงเป็นหน้าที่หลักของรัฐมนตรี ต้องวางนโยบาย กำกับดูแลงานบริหาร งานบุคคล สร้างความเป็นผู้นำองค์กร เข้าใจและพัฒนางานของตนเองและผู้ใต้บังคับบัญชา การเลือกสรรข้าราชการที่ดีและมีคุณภาพมาดำรงตำแหน่งสำคัญ การวางตัวและการนำองค์กรอย่างเป็นระบบ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านกระบวนการ ความรู้ และการประเมินผล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงตัวตำแหน่ง ภาระหน้าที่ และคุณค่าของตำแหน่งนั้น การกระทำที่ด้อยค่าจากความไม่รู้ย่อมลดทอนสง่าราศีของตำแหน่งหน้าที่นั้นไปโดยปริยาย เพราะต้องไม่ลืมว่า "ตำแหน่ง" คือหมวกที่สวมใส่เพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ตัวตำแหน่งนั้นดำรงอยู่ยาวนานกว่าคนที่สวมมันไว้ เมื่อเข้ามารับหน้าที่แล้ว ก็ต้องดูแลให้ดีและสมศักดิ์ศรีของตำแหน่งนั้นๆ

วางแผนให้เป็นระบบ คิดถึงความยั่งยืน และทุกปัญหามีทางออก

หากยึดหลักการคิดให้ดี เพิ่มพูนความรู้ และใช้ความรู้เพื่อนำมาวางแผนสร้างระบบให้ทันต่อปัญหาและยุคสมัย ก็จะเข้าใจว่า เหตุใดสิงคโปร์จึงเป็นประเทศที่จ่ายค่าตอบแทนรัฐมนตรีสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก เพราะปริมาณงานและความรู้ความสามารถที่จำเป็นต้องใช้ในตำแหน่งนั้นอยู่ในระดับที่สูงมาก การจะหาคนที่มีคุณภาพได้ จะหวังเพียงความเสียสละอย่างเดียวคงไม่ถูกต้อง แต่ต้องหามืออาชีพที่ไม่ไดัเพ่งเล็งแค่อำนาจ แต่มองถึงภาระหน้าที่ความรับผิดชอบด้วย

จากประสบการณ์ที่ผมได้ทำงานร่วมกับรัฐมนตรีมาทั้งสิ้น 6 กระทรวง รวมถึงงานในปัจจุบัน หน้าที่หลักของงานคือ "การอ่าน" เพราะเอกสารที่นำเสนอพร้อมเอกสารแนบในการประชุม ครม. ที่ต้องอ่านทุกสัปดาห์ ไม่รวมถึงเอกสารภายในกระทรวง มีปริมาณมากเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะอ่านได้ครบทุกหน้า นั่นแปลว่า รัฐมนตรี ผู้บริหาร และคณะกรรมการทุกคน ต้องพึ่งพาการนำเสนอและการสรุปของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่เองก็อาจไม่มีเวลาอ่านแม้กระทั่งบทสรุปด้วยซ้ำ หากต้องแบ่งเวลาไปสร้างกระแส โหนข่าว หรือตอบโต้กระแสความรู้สึกของสังคม ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่คนเหล่านั้นจะทำงานหลักของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากผู้วางแผนไม่รู้ลึกในสิ่งที่นำเสนอ แผนนั้นก็อาจไม่ใช่แผนที่สมบูรณ์ ดังที่เห็นได้จากปัญหาการบริหารจัดการภาษีรถยนต์ EV การบริหารราคาสินค้าเกษตร หรือการจัดระเบียบโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ การไม่มีเวลานั่งคิดวิเคราะห์ แต่ถูกกดดันให้ตอบสนองต่อปัญหาเฉพาะหน้าอยู่เสมอ โดยเฉพาะการหยิบเอกสารขึ้นมาเสนอหน้าห้องประชุมเพื่อตัดสินใจในขณะนั้น ย่อมไม่ช่วยแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ซ้ำร้ายยังสร้างปัญหาใหม่ในอนาคต ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ที่ทำให้ "ทุกทางออกกลายเป็นปัญหา"

การจะมองว่า "ทุกปัญหามีทางออก" ได้นั้น ต้องสะท้อนกลับไปยังคุณสมบัติของผู้นำที่มีความรู้ มีความคิดอย่างเป็นระบบ รู้จักหน้าที่ของตนในการเลือกบุคลากรมาช่วยคิดวิเคราะห์ อ่าน และสรุปข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันตนเองก็ต้องสามารถอ่านวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ให้สมกับเป็นผู้นำองค์กร มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และดูแลตำแหน่งนั้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ให้ดีที่สุด

ภาวะผู้นำ และอนาคตของประเทศ

สุดท้ายจะเห็นว่า ผู้เขียนไม่ได้ระบุวิธีแก้ปัญหาเป็นข้อๆ ไว้ในบทความนี้ เพราะปัญหาหลักนั้นอยู่ที่ "ผู้นำ" หากทุกปัญหาจะมีทางออกได้ ย่อมขึ้นอยู่กับผู้นำที่มี mindset เปิดกว้าง (คิด) รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบของตน มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ มีการบริหารจัดการเวลาที่ดี (อ่าน) เลิกตอบโต้เฉพาะหน้า แต่หันมารับฟังข้อมูลอย่างเป็นระบบ เข้าใจทุกข้อมูลและนำไปใช้เพื่อสร้างระบบการบริหารที่ดี (ฟัง) ซึ่งสวนทางกับระบบการศึกษาของไทยในปัจจุบันที่เน้นการท่องจำจากการติวเพื่อให้ได้คะแนนสูงๆ มากกว่าการพัฒนาทักษะในการ คิด อ่าน และฟัง อย่างเป็นระบบ ซึ่งต่างจากการสรุป (Brief) เอกสารอย่างรวบรัดก่อนเข้าประชุมอย่างสิ้นเชิง

ผู้เขียนอยากย้ำในที่นี้ว่า ผู้นำไม่ได้หมายถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ "ภาวะผู้นำ" เป็นคุณลักษณะและคุณภาพของคนที่ต้องมีในสังคมทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้นำชุมชน ผู้นำหมู่บ้าน ผู้นำจังหวัด ผู้นำหน่วยงาน หรือผู้นำครอบครัว การสร้างภาวะผู้นำไม่ได้จำกัดอยู่แค่บุคลิกส่วนบุคคล แต่เป็นพื้นฐานความเข้าใจของทุกคนที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในทุกรูปแบบ คุณลักษณะของผู้นำที่ดีตามทฤษฎีผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership) ของสถาบันพอยท์แมน (Pointman Leadership Institute) มี 8 คุณลักษณะ ดังนี้:

  1. Integrity (ความยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง)
  2. Courage (ความกล้าหาญ)
  3. Discipline (ความมีวินัย)
  4. Conviction (ความยึดมั่นในอุดมการณ์)
  5. Diligence (ความหมั่นเพียรในหน้าที่)
  6. Humility (ความถ่อมตน)
  7. Optimism (การมองโลกในแง่ดี)
  8. Loyalty (ความจงรักภักดี)

พื้นฐานเหล่านี้คือความคาดหวังที่สังคมมีต่อผู้นำ ซึ่งสังคมก็คือผู้นำในตนเอง หมายความว่า ผู้นำที่ดีจะสร้างและเลือกผู้นำที่ดีขึ้นมานำ เพราะเข้าใจถึงคุณลักษณะของการเป็นผู้นำที่ดี เช่นเดียวกับแนวคิดของ อเล็กซิส เดอ ทอคเกอวิลล์ (Alexis de Tocqueville) ที่ว่า ประชาชนควรมีความรู้ที่ดีเพื่อที่จะเลือกผู้นำที่ดีของตนเองได้ ซึ่งหากนำมามองในบริบทของประเทศไทย ประชาชนย่อมสามารถเลือกผู้แทนและผู้นำที่มีคุณลักษณะที่ดีได้ ขณะเดียวกันผู้นำก็สามารถพัฒนาตนเองให้มีคุณลักษณะที่ดีเพื่อส่งเสริมผู้นำรุ่นต่อไป และสิ่งนี้เองที่จะทำให้เห็นว่า ในประเทศไทย "ทุกปัญหามีทางออกเสมอ"