
ดงอู่ผึ้ง
ดงอู่ผึ้ง จากป่าผึ้งสู่ศิลปะเทียนพรรษา งามคู่แผ่นดินอุบลฯ คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ
KEY
POINTS
- เทียนพรรษาเป็นศิลปะที่ผูกพันกับประเพณีเข้าพรรษา มีจุดกำเนิดจากการถวายเทียนให้พระสงฆ์ใช้ศึกษาพระธรรมในช่วงจำพรรษา ก่อนจะพัฒนาเป็นงานพุทธศิลป์เพื่อการบูชาและสืบทอดวัฒนธรรม
- จังหวัดอุบลราชธานีมีชื่อเสียงด้านการทำเทียนพรรษา เนื่องจากเดิมเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่มีแหล่งขี้ผึ้งจากดงอู่ผึ้ง จึงเกิดภูมิปัญญาการสร้างเทียนและพัฒนาจนเป็นประเพณีและงานศิลปะอันโดดเด่น
- ศิลปะเทียนพรรษาของอุบลราชธานีพัฒนาเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ เทียนโบราณมัดรวมติดลาย เทียนติดพิมพ์ และเทียนแกะสลัก โดยแต่ละชุมชนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นจนเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด
จังหวะนี้เข้าสู่เขตเทศกาลงานเข้าพรรษาซึ่งก็เป็นเรื่องที่ว่าในส่วนของวัฒนธรรมประเพณีเปี่ยมจารีตนี้เขาก็จะต้องมีงานศิลปะที่เกี่ยวเนื่องด้วยประเพณีเทศกาลอันเป็นงานที่งามงดจับใจจับตาเหมาะสำหรับท่านผู้เสพศิลปะเป็นสุนทรียอาหารอย่างคุณผู้อ่านฐานเศรษฐกิจ
อันว่าในกระบวนการเรื่องเข้าพรรษานั้นศิลปะของสำคัญก็จะต้องมีเรื่องเทียน ทั้งเทียนพรรษา เทียนปาฏิโมกข์ เพราะเป็นความนับถือกันว่าเมื่อเข้าเขตการเข้าพรรษาพระพุทธเจ้าห้ามภิกษุออกไปค้างอ้างแรมนอกอารามเป็นเวลาสามเดือน
ส่วนเหตุผลที่มานั้นก็ต้องขออนุญาตท้าวความ (เพราะคอลัมนี้ในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจเมื่อกองบรรณาธิการท่านใส่เข้าไปในแพลตฟอร์มของโซเชียลมีเดียต่างๆเป็นมัลติมีเดียแล้วคุณผู้อ่านยุคใหม่วัยรุ่นติดตามและมีคำถาม ถึงเรื่องที่มาของตำนานต่างๆ) ก็ครูอาจารย์และตำรับตำราเก่าๆระบุเอาไว้ว่าด้วยเหตุที่ เมื่อครั้งพระพุทธองค์ยังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ชาวบ้านร้านตลาดร้องเรียนว่า พระภิกษุเดินทางในฤดูฝนเป็นฤดูที่ข้าวกล้ากำลังเติบโตผลิก้านบานกิ่ง ไปเหยียบย่ำเอาได้รับความเสียหายเกษตรกรก็ร้องไห้เสียใจเสียทรัพย์พากันมาฟ้องพระพุทธองค์ๆท่านก็ทรงพระเมตตาบัญญัติ เรื่องเขตการเข้าพรรษาเอาไว้ไม่ให้ภิกษุเดินทางไปไหน
ในห้วงเวลาฤดูกาลประมาณนี้ เพราะ พรรษา = วัสสา แปลว่า ฤดูฝน อีทีนี้เมื่อภิกษุท่านไม่เดินทางก็กลางค่ำกลางคืนผู้บริหารอารามอย่างที่เรียกว่าสมภารท่านก็กำหนดการใช้เวลาประจำการมาทำให้เกิดประโยชน์คือศึกษาเล่าเรียนเขียนอ่านกันเสีย ในเวลานั้นแสงไฟสำหรับการอ่านหนังสือมีน้อย ประทีปโคมไฟหรือ ไต้ หรือคบไฟน้ำมันก็ใช้ในกิจการปกติของวัด
ครั้นว่าพระจะมานั่งทำเทียนเพิ่มไว้ดูหนังสือก็ ประสกสีกาบอกไม่เป็นไร เขาอยากจะทำให้_ถวายไว้ใช้ ซึ่งอาจจะเป็นพุทธบูชา สังฆบูชา แล้วก็เผลอเผลอได้ธรรมบูชาไปด้วย เพราะท่านจุดให้แสงสว่าง อ่านพระสัทธรรมอ่านพระไตรปิฎก! ส่วนท่านที่ว่าสมัยนี้ใช้หลอดไฟฟ้ากันหมดแล้วก็ต้องแย้งว่าไม่จริง บางวัดในหนองคายซึ่งเคร่งพระธรรมวินัยกันมากๆยังไม่ยอมให้ไฟฟ้าเข้าวัดอยู่ เช่นวัดของท่านอาจารย์หลวงปู่ วัดดานวิเวก เป็นต้น
ทวนในกรณีที่ว่าวัดโดยมากมีไฟฟ้ากันหมดแล้วไม่ได้ใช้หรอก เทียน ก็เป็นความจริงดังนั้น แต่เป็นความจริงอยู่เพียงส่วนแรกเรื่องของการใช้ไฟฟ้าให้แสง แต่เทียนนั้นเป็นอุปกรณ์เสริมหรือที่ใช้กันว่า คอมพลิเมนตารี่ คือใช้ เป็นเครื่องบูชา แล้วจะจุดหรือจะไม่จุด ก็แล้วแต่ แต่เป็นเครื่องบูชาที่มีอรรถประโยชน์ มากกว่าการตั้งไว้แล้วก็เสื่อมไปอย่างเช่นดอกไม้ที่รอวันเหี่ยว เทียนนั้นถ้าจำเป็นจะต้องจุดใช้เมื่อไหร่ไฟดับขึ้นมาก็ทำหน้าที่ของมันได้ในการให้ความสว่าง หรือจะเอาเปลวมันลน มันเผา อะไรๆ เครื่องไม้เครื่องมือก็มีประโยชน์ เทียนพรรษา มีขนาดใหญ่กว่าเทียนทั่วไป จุดไว้ก็นานกว่าจะมอดแล้วก็ใช้ได้หลายครั้งซึ่งจังหวะนี้ก็ยังมีเรื่องเกี่ยวข้องของขี้ผึ้งที่นำมาทำเทียนนี้อีก ซึ่งคงจะขออนุญาตกล่าวถึงในลำดับต่อๆไป
แทรกไว้ ณ บรรทัดนี้ในประเด็นของคำว่าสมภาร สมภารไม่ได้แปลว่าเจ้าอาวาสแต่แปลว่าผู้รับภาระ ถ้าใส่สระ อะ ก็คือ สมภาระ ตรงกับคำว่า สัมภาระ ที่มีไม้หันอากาศสมภารคือผู้ที่จะต้องแบกจะต้องหาม สัมภาระ ต้องดูแลต้องรักษาต้องบำรุงไม่ให้เสื่อมสภาพหรือถ้าเสื่อมแล้วก็ต้องดูแลแก้ไข เหนื่อยหนักหนาจะต้องคอยรักษาสมบัติ ทั้งคน ทั้งของ ทั้งธรรม ไว้ไม่ให้สูญไปไหนเพื่อประโยชน์เกื้อกูลทุกฝ่าย ตรงกับภาษาสมัยใหม่ว่า_เดอะแบก เวลาคณะสงฆ์ไทยได้รับสัญญาบัตรประกอบพัดยศที่พระเจ้าอยู่หัวโปรดพระราชทานถวายจะมีถ้อยคำที่ ลึกซึ้งกินใจบันทึกอยู่ในสัญญาบัตรนั้นตอนท้ายว่า…ขอพระคุณจงรับธุระพระศาสนาเป็นภาระสั่งสอนช่วยระงับอธิกรณ์แล อนุเคราะห์ภิกษุสามเณรในอารามตามสมควร ฯ:-
อันนี้ก็ชี้ให้เห็นว่าในเรื่องกิจการงานพระศาสนานั้นมีภาระมากมันไม่ใช่เรื่องแค่ตัวเองดูแลตัวเองแต่มันเกี่ยวพันไปถึงวงจรรอบตัวและผู้คนอีกหลายประเภท หลายประการผู้คนทั้งหลายชอบพูดคำว่าธุระไม่ใช่ พูดเสร็จแล้วก็ทำอะไรอะไรลุกหนีไป แต่สมภารใช้คำนี้ไม่ได้เพราะว่ารับธุระทั้งหมด
ดังนี้แล้วเวลาพระสงฆ์เข้ามาในวังในเวียง ท่านกล่าวถวายพระธรรมเทศนาต่างๆเวลาท่านจะใช้คำเรียกพระเจ้าอยู่หัวคำสรรพนามที่ใช้นั้น ใช้ว่า_สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าหรือบางคราวว่า พระราชสมภารพระองค์ ก็ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าแผ่นดินท่านจะทรงเป็นพระสงฆ์ด้วยแต่อย่างใด เพราะคำว่า สมภารคือคำๆนี้นี่เอง ที่ว่ามหาบพิตรซึ่งเป็นพระเจ้าอยู่หัวของแผ่นดินนั้นเป็นผู้รับภาระทุกอย่าง เป็นสมภารเจ้าคือรับสมภารยิ่งกว่าผู้อื่น
กลับมาที่เรื่องเทียนพรรษาว่าอีทีนี้ก็ต้องเกิดงานศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องเทียนพรรษาเข้ามาซึ่งคงไม่จบแค่เทียนพรรษาแต่จะมีเทียนปาติโมกข์มา เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งมักใช้เป็นเทียนขาวขี้ผึ้งแล้วก็จุดจริงในเวลาสวดปาติโมกข์ซึ่ง เป็นกิจกรรมสำคัญภายในของพระสงฆ์ท่านในการใช้ทบทวนศีลที่ท่านถือ 227 ข้อในวันที่กำหนดไว้ต่างๆ
ผู้ที่สามารถทำเทียนให้สวยมีความงดงามมีหลายที่แต่ทางท่านที่ทำแล้วมีชื่อเสียงเป็นเรื่องเป็นราวต้องยกให้เมืองอุบลราชธานีเมืองอุบลราชธานีมีเหตุอะไรจึงทำเทียนได้ดีทำเทียนได้ยิ่งใหญ่ อลังการ? ก็ต้องตอบไปว่าเดิมที่อุบลราชธานีนี้ชื่อว่า “อุบลราชธานีศรีวาลัยประเทศ” โดยคำว่าศรีวาลัยนี้ ก็จะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องป่า_ วนาลัย
ทีนี้จะป่าอะไรเล่าที่จะมาเข้าในสถานการณ์ขณะนี้ ก็ต้องเรียนว่า จุดที่ตั้งของเมืองอุบลราชธานี ศรีวาลัยประเทศ ในยุคดั้งเดิมนั้นเป็นที่อุดมไปด้วยไม้ใหญ่และเป็นป่าสมบูรณ์ เรียกตรงนั้นว่า_ดงอู่ผึ้ง คำว่าอู่ ในทีนี้ก็ตรงกับคำว่าอู่ข้าวอู่น้ำหมายความว่าเป็นแหล่งที่ผลิตข้าวแล้วก็เป็นแหล่งที่ผลิตน้ำดงอู่ผึ้งก็เป็นดงป่า อันเป็นแหล่งผลิตผึ้ง ซึ่งผึ้งนั่นเองมีความสำคัญนอกเหนือจากเรื่องของการให้น้ำหวานแล้วยังมีความสามารถในการให้ไขผึ้ง ขี้ผึ้งซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของการนำมาทำเทียนพรรษา
ดงอู่ผึ้ง อยู่แถวบริเวณวัดสุปัฏนารามเดิมทีมีไม้ใหญ่ขึ้นสมบูรณ์เป็นดงและดรรชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ในทางธรรมชาติวิทยาผึ้งก็เป็นส่วนประกอบหนึ่งในการชี้นั้น แม้ว่าระยะหลังมาการขยายตัวของเมืองเข้ากินพื้นที่ป่ากลางเมืองมากเกิน ผึ้งก็ย้ายถิ่นแต่ไม่ได้ไปไหนไกลมากนักไปอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูจองนายยอย เกิดเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ของสายผึ้งขึ้นมาที่นั่นในยุคหลังมานี้
ภูจองนายอยนี้ องค์การป่าไม้เขตร้อนของโลก ITTO ยกย่องว่า เป็นป่าอุทยานที่สมบูรณ์ที่สุดผืนสุดท้ายในเทือกเขาแดนอีสานใต้พนมดงรัก คำว่าภูจองมาจากเป็นภูเขาที่มีต้นจองอยู่เยอะ ต้นจองคืออะไร? ต้นจองนี้ถ้าพูดให้ง่ายก็คือต้นพุงทะลาย หรือที่เรียกกันว่าต้นสำรอง ซึ่งเป็นที่โด่งดังในจังหวัดจันทบุรีที่มี OTOP การผลิตน้ำสำรอง ลูกของมันลักษณะคล้ายกับอินทผลัมเม็ดโตเท่านิ้วโป้งยักษ์เมื่อแช่น้ำแล้วไฟเบอร์ในลูกจะพองออกลอกเปลือกทิ้งไปจะได้ของกินลักษณะคล้ายรังนกนางแอ่นตุ๋นเมื่อผสมความหวานเล็กน้อยรับประทานแล้วก็ชื่นใจได้ไฟเบอร์
10 กว่าปีก่อนนี้ไปเล่นกอล์ฟที่สนามสอยดาวชายแดนจันทบุรีต่อเนื่องกับเขตเขมรเป็นสนามที่สวยงามแล้วก็เปี่ยมธรรมชาติอย่างยิ่ง แคดดี้มีอายุแล้วรูปทรงอย่างคนสมัยนี้เรียกกันว่าป้าแนะนำว่าเธอทำน้ำสำรองมาขาย นายควรจะช่วยอุดหนุนเพราะกินแล้วลดความอ้วนได้ กินทุกวันพุงจะทะลายหายไปในหนึ่งเดือนเรียกกันว่าน้ำพุงทะลาย
พร้อมกันนั้นผู้เสนอขายก็เปิดพุงให้ดูว่ากางเกงที่เธอใส่นั้นหลวมโครกต้องใช้เข็มขัดรัดเพราะว่าเธอรับประทานน้ำพุงทะลายที่เธอต้มเป็นประจำทุกวัน และได้บรรจุขวดหิ้วมาขายให้กับลูกค้าสนามกอล์ฟด้วย ก็เลยชื่นชมกับแนวทางการนำเสนอขายของเธอ แต่ก็ไม่ได้เล่าให้ฟังหรอกว่าที่จริงแล้ว อีกตำราหนึ่งฝ่ายจีน ใช้คำศัพท์ภาษาจีนเรียกต้นสำรองนี้ว่าฟุงต้าไฮ่ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไรแต่ต้าน่าจะแปลว่าใหญ่ ไห่/ไฮ่อาจจะแปลว่าทะเลก็ได้แต่ฟังเขาออกเสียงมาอย่างนี้คนไทยได้ยินแล้วเชื่อมโยงกับสรรพคุณว่าพุงทะลาย 55 หรืออาจจะเป็นเรื่องกลับกันก็ได้ที่ฝ่ายจีนมาได้ยินคนไทยเรียกพุงทะลายตัวเองก็ไปออกเสียงให้เป็น ฟุงต้าไฮ่ ก็เป็นน้ำที่ให้ความสดชื่นดีแต่อย่าใส่น้ำตาลมากนักเดี๋ยวพุงจะไม่ทะลาย แถมเบาหวานกำเริบได้อีก
อุทยานแห่งชาติภูจองนายอยนี้มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ 2-3 เส้นทาง เด่นๆคือ 1.เส้นทางน้ำตกห้วยหลวง เริ่มจากที่ทำการอุทยานฯผ่านป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้งที่สมบูรณ์ ผ่านลานกงเกวียน ลานหินกว้างที่เต็มไปด้วยดอกไม้ป่าหลากสีสัน ผ่านแก่งสามพันปี (มีสนสามพันปีขึ้นอยู่) แก่งกะเลา สุดปลายทางที่น้ำตกห้วยหลวง ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร 2. เส้นทางแก่งศิลาทิพย์ เริ่มจากที่ทำการอุทยานฯผ่านป่าหลากชนิด ทั้งป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง จนสุดทาง จะพบไม้ดอกทั้งยืนต้นและล้มลุกเต็มไปหมดซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตไขผึ้งและน้ำผึ้งของผึ้งทั้งหลาย
อุทยานระบุว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบธรรมชาติสันโดษเหมาะกับการท่องเที่ยวลักษณะแค้มปิ้งผจญภัยเดินป่า ศึกษาพรรณไม้ ดูผีเสื้อและดูนก ส่วน “นายอย” มาจากคำว่า น้ำย้อย ที่แสดงถึง ความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งต้นน้ำลำธาร มีน้ำไหลย้อยลงมาตามเพิงผาที่อยู่ใกล้น้ำตก และมีลำน้ำต่างๆ เช่น ลำโดมน้อย ลำโดมใหญ่ ของศิลปะหลบซ่อนอยู่ก็มีเช่น
นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ: เป็นรูปแกะสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่จมอยู่ใต้ลำห้วยลำโดมใหญ่ ส่วนถ้าไปดูแมลงเช่น ผีเสื้อสวยๆ ท่านให้ไปที่
น้ำตกเกิ้งแม่ฟอง: อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมีความสูงประมาณ 15 เมตร เป็นบริเวณที่มีผีเสื้อมาอาศัยกินดินโป่ง อยู่มากมายหลายชนิด
อุทยานแห่งชาติกูจองนายอย ดงอู่ผึ้ง ยุคนี้ตั้งอยู่ในท้องที่กินเขตอำเภอบุณฑริก อำเภอนาจะหลวย และอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และกัมพูชา ประกอบด้วยภูเขาเล็กๆ สลับซับซ้อนมากมาย เช่นภูจองนายอย ภูจองน้ำซับ ภูจันทร์แดง ภูพลาญสูง ภูพลาญยาว ซึ่งมีสภาพธรรมชาติที่งดงาม มีสภาพป่าสมบูรณ์ และมีสัตว์ป่าชุกชุม มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง
ภายในอุทยานแห่งชาติภูจองนายอยนี้นอกจากยังคงสภาพเป็นป่าทึบและมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่แล้ว ยังมีสภาพภูมิประเทศ และแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ. 2530 นับเป็นอุทยานแห่งชาติที่ 53 ของประเทศส่วนข้อยืนยันเรื่องน้ำย้อยบริเวณที่น่าสนใจคือบริเวณภูจองนายอย พวกหินทรายได้โค้งงอเป็นโครงสร้างโดม (รูปกระทะคว่ำ) ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ บริเวณดังกล่าวจึงมีลักษณะการระบายน้ำของลำธารเป็นแบบรูปรัศมี จะเห็นลำธารแยกออกจากยอดของโดมไปโดยรอบ
อีกบริเวณหนึ่งคือส่วนที่ยื่นไปยังดินแดนกัมพูชาคล้ายๆ กับดิ่งโค้งมนอยู่ตรงพรมแดน หินทราย บริเวณนี้ยกตัวขึ้นเป็นในลักษณะประทุมบัวหงาย มีโกรกธารไหลลงลำธารสายใหญ่ ทั้งทางทิศตะวันออกที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย และทางตะวันตกที่เป็นส่วนของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม ไหลรวมกันเป็นลำโดมใหญ่ จึงไม่ใช่เรื่องของน้ำตกธรรมดาแต่เป็นสภาพทางกายภาพภูมิศาสตร์ที่ทำให้น้ำนั้นย้อย
เทียนพรรษาของทางอุบลราชธานีนั้นแบ่งโดยกว้างได้ ราว 3 ลักษณะทางศิลปะได้แก่ เทียนโบราณมัดรวมติดลาย เทียนติดพิมพ์ และเทียนแกะสลัก ซึ่งเรียงลำดับจากพัฒนาการกำเนิดเทียนของอุบลฯ เทียนประเภทเทียนโบราณมัดรวมติด การทำเทียนพรรษาประเภทนี้จะมีลักษณะการนำเทียนแท่งมามัดติดรวมกันเป็นต้นใหญ่ ซึ่งชุมชนจะช่วยกันมัดติดเทียนให้ขึ้นเป็นต้นและมีการตกแต่งต้นเทียนร่วมกันเทียนประเภทติดพิมพ์
การทำเทียนประบาทติดพิมพ์จะมีพื้นที่ทำงาน มีสามส่วนสำคัญ คือ ส่วนหล่อหลอมเทียน ส่วนแกะพิมพ์ และส่วนติดพิมพ์ขึ้นต้นเทียน คนทำเทียนนี้มักมีชานบ้านข้างหลังเพื่อใช้ในการหล่อหลอมที่เทียนที่ต้องใช้ความร้อนในการต้ม เชื่อมต่อกับเส้นทางขนส่งเพื่อการขนถ่ายวัตถุดิบและเพื่อรับรองในกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุ มีชานกลางบ้านสำหรับเป็นที่แกะพิมพ์ โดยนักท่องเที่ยวสามารถขอทดลองแกะได้และสามารถทดลองแปะติดพิมพ์บนต้นเทียนได้ เทียนแกะสลัก กระบวนการทำงานกระบวนการทำงานก็จะคล้ายกับประเภทที่สองแต่ใช้ของมีคมตกแต่งและแกะสลักลงไปเลย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยในอดีตได้รวบรวมลำดับการท่องเที่ยวตามกระบวนการสร้างเทียน และแนวคิดเที่ยวชมตามชุมชน ไว้ดังนี้
- ชุมชนวัดบูรพาราม โดดเด่นด้านแหล่งวัตถุดิบเพียนพรรษา ดงอู่ผึ้ง
- ชุมชนวัดศรีประดู่ โดดเด่นด้านส่งเสริมการเรียนรู้ ถ่ายทอดภูมิปัญญาและโดดเด่นด้านเทียนติดพิมพ์
- ชุมชนวัดมหาวนาราม โดดเด่นด้านฝีมือและเทคชนะเลิศ 5 สมัยติดต่อกันและโดดเด่นด้านเทียนติดพิมพ์
- ชุมชนวัดโชยมงคล โดดเด่นด้านการร่วมมือกันของช่างกับชาวบ้านในชุมชนและโดดเด่นในด้านเทียนแกะสลัก
- ชุมชนวัดศรีอุบลรัตนาราม โดดเด่นในด้านลวดลายการแกะสลัก เทียนประเภทแกะสลัก
- ชุมชนวัดทำวังหิน โดดเด่นด้านการอนุรักษ์และแกะเทียนประเภทโบราณมัดรวมติดลาย







