
ระบบรหัสชื่อและเสียงดาบชี้ทางวิญญาณของชาวชนชาติพันธุ์จิ่งโป
ระบบรหัสชื่อและเสียงดาบชี้ทางวิญญาณของชาวชนชาติพันธุ์จิ่งโป คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา บทความโดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมเล่าถึงวัฒนธรรมของชาวจิ่งโป ผ่านงานเทศกาลมูเหนา ซงเกอ และการเต้นรำตามท่าทางของนกเงือก ก็มีเสียงสะท้อนกลับจากคนที่มีความรู้เรื่องราวของชาวจิ่งโป ด้วยท่านเป็นคนไทยที่ไปทำมาหากินที่นั่น เนื่องจากท่านเป็นสะใภ้ของชาวจิ่งโป ก็พูดง่ายๆ ท่านมีสามีเป็นชาวจิ่งโปนั่นแหละครับ ท่านบอกว่าชอบบทความมากๆ และขอบคุณผมมา อีกทั้งยังเล่าเรื่องราวการตั้งชื่อของชนชาติพันธุ์กลุ่มนี้ว่ามีเอกลักษณ์พิเศษมาก อีกทั้งพิธีการต่างสำคัญต่างๆ หลายเรื่อง ผมจึงขออนุญาตนำเรื่องราวที่ท่านบอกเล่ามา นำมาเล่าต่อในบทความนี้ต่อครับ
หากเรามองลึกลงไปภายใต้ร่มเงาของงานเทศกาลและการเริงรำ สังคมของชาวชนชาติพันธุ์จิ่งโปตามคำบอกเล่ามา เขายังมีโครงสร้างการจัดระเบียบความสัมพันธ์ของมนุษย์ ที่แยบคายและน่าทึ่งอย่างยิ่ง สังคมโบราณของพวกเขา ไม่มีการใช้นามสกุลเหมือนเช่นโลกสมัยใหม่ แต่เลือกที่จะใช้ “ระบบคำนำหน้าบอกลำดับการเกิด” ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือนรหัสพันธุกรรมทางวัฒนธรรม ที่ทำให้ทุกคนในสังคมรู้ตำแหน่ง ลำดับศักดิ์ชั้น และหน้าที่ของตนเองในทันทีที่ได้ยินชื่อของกันและกัน
ในระบบการตั้งชื่อนี้ จะมีการแบ่งแยกชายและหญิงอย่างชัดเจน ด้วยคำนำหน้าชื่อของแต่ละปัจเจกบุคคล หากเป็นครอบครัวที่มีลูกชาย ลูกชายคนโตจะได้รับคำนำหน้าว่า “กำ” (Gam) เช่น กำจา ลูกชายคนที่สองคือ “นอง” (Nawng) คนที่สามคือ “ละ” (La) คนที่สี่คือ “ตู” (Tu) และคนที่ห้าคือ “คา” (Kha) ในขณะที่ฝ่ายลูกสาว ลูกสาวคนโตจะมีชื่อขึ้นต้นด้วย “คอ” (Kaw) ลูกสาวคนที่สองคือ “นอ” (Naw) เช่น นอแจ คนที่สามคือ “ลู” (Lu) คนที่สี่คือ “ฮลอย” (Roi) และคนที่ห้าคือ “ควง” (Ja/Kai) ดังนั้น เมื่อคนนอกครอบครัวเขาได้เห็นชื่อหรือคำนำหน้าชื่อ ก็จะทราบทันที่ว่าเขาอยู่ในอันดับที่เท่าไหร่ของครอบครัว
ความอัศจรรย์ของระบบนี้ น่าจะเป็นการสร้างพันธะทางสังคมที่แนบแน่น ตัวอย่างเช่น หากชายชาวจิ่งโปชื่อ “กำจา” เดินทางข้ามภูเขา ไปพบกับคนแปลกหน้าในอีกหมู่บ้านหนึ่ง แล้วพบว่าชายคนนั้นมีชื่อขึ้นต้นด้วย “กำ” เหมือนกัน ทั้งสองจะรู้ได้ทันทีในวินาทีนั้นว่า ต่างฝ่ายต่างเป็น “ลูกชายคนโต” ของครอบครัว พวกเขาจะนับถือกันเป็นพี่ใหญ่ตามลำดับศักดิ์ และพร้อมที่จะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กัน ราวกับว่าเป็นคนในตระกูลเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องไต่ถามถึงอายุ ฐานะ หรือความเป็นมาให้มากความครับ
ทว่าความลึกซึ้งในวิถีชีวิตของชาติพันธุ์นี้ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การจัดระเบียบโลกของผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น หากยังครอบคลุมไปถึงการดูแลวิญญาณในห้วงเวลาแห่งการล่วงลับดับสูญ สำหรับชาวจิ่งโปการถือ “ดาบประจำกาย” ที่เหล่าผู้ชายทุกคนพกติดตัวมาตลอดชีวิต ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อเป็นอาวุธถางป่าหรือถางทางในการทำมาหากิน แต่มันคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในพิธีศพโบราณด้วยครับ ในพิธีดังกล่าว บุตรชายคนโตจะต้องเป็นผู้ถือดาบนำหน้าเสมอ
โบราณ ปลายดาบที่คมกริบจะถูกวาดฟันแหวกไปในอากาศอย่างมีจังหวะ เพื่อตัดพันธนาการจากสิ่งชั่วร้ายที่มองไม่เห็น ถางพงหนามในมิติวิญญาณ และเปิดเส้นทางอันบริสุทธิ์และนำทางให้วิญญาณของผู้ตาย สามารถเดินทางกลับคืนสู่ถิ่นกำเนิดของบรรพบุรุษ บนยอดเขาหิมาลัยได้อย่างปลอดภัย
ในระหว่างพิธีจะมีการนำดาบมาเคาะกระทบกันจนเกิดเสียงดังเป็นระยะแทนเสียงดนตรี เสียงโลหะที่ดังกังวานไปทั่วผืนป่านี้ คือสัญญาณสะท้อนที่ส่งไปบอกเหล่าวิญญาณของบรรพบุรุษ ที่เขาเชื่อว่ากำลังรอคอยอยู่บนยอดเขาสูง เพื่อให้วิญญาณเหล่านั้นได้รับรู้ว่า บัดนี้ลูกหลานของตระกูลได้เดินทางออกจากโลกมนุษย์แล้ว และกำลังจะเดินทางกลับคืนสู่บ้านที่แท้จริงแล้วนั่นเองครับ
เราจะเห็นว่าวัฒนธรรมของชาวชนชาติพันธุ์ของชาวจิ่งโป ตั้งแต่รสชาติของเมนูอาหารต้มไก่มู่กวาในชามร้อน เสียงแผ่นเงินบนชุดชนเผ่าที่กระทบกันยามเต้นรำ ท่าก้าวย่อกระย่องกระแย่งที่เลียนแบบนกป่า และระบบการตั้งชื่อนำหน้า ที่ถักทอความสัมพันธ์ของคนในชนเผ่าพันธุ์นี้ ไปจนถึงเสียงของดาบที่เคาะบอกทางวิญญาณ
ทั้งหมดนี้คือจิ๊กซอว์ทางวัฒนธรรม ที่ประกอบกันขึ้นเป็นตัวตนอันทรงเสน่ห์ของชาวจิ่งโป ชนชาติพันธุ์แห่งม่านหมอกทางตอนเหนือของเมียนมา ชาติพันธุ์ที่แม้แต่โลกภายนอกจะหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปรวดเร็วเพียงใด แต่การใช้ความทรงจำ วิถีชีวิต และจิตวิญญาณอันเข้มแข็งของพวกเขา ก็จะยังคงถูกจดจำ ตรึงแน่น และเล่าขานผ่านกาลเวลาของพวกเขา อย่างไม่มีวันสูญหายไปกับเวลาแห่งการพัฒนาของบ้านเมืองครับ
เรื่องราวของชาวชนชาติพันธุ์จิ่งโป ที่อยู่เหนือสุดของประเทศเมียนมา คงจะต้องขอปิดฉากเพียงเท่านี้ หากเพื่อนๆ หรือแฟนคลับท่านใด อยากจะทราบรายละเอียดของชนชาติพันธุ์เผ่าพันธุ์กลุ่มใหนของประเทศเมียนมา ซึ่งมีอยู่หลากหลายเผ่าพันธุ์ ก็สามารถเขียนมาสอบถามได้นะครับ หากผมรู้หรือไม่รู้ก็จะเสาะหาข้อมูลจากเพื่อนฝูงที่เป็นชาวชนชาติพันธุ์ที่ท่านอยากทราบ มาเล่าสู่กันฟังนะครับ







