thansettakij
thansettakij
การเดินทางของปิแอร์ โอร์ต

การเดินทางของปิแอร์ โอร์ต

การเดินทางของปิแอร์ โอร์ต คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

KEY

POINTS

  • นักกฎหมายชาวเบลเยียม Pierre Orts เดินทางเข้าสู่สยามผ่านความเชื่อมโยงกับ Roland Jacquemyns เพื่อร่วมงานด้านที่ปรึกษากฎหมายในช่วงการปรับปรุงระบบรัฐสมัยรัชกาลที่ 5
  • บริบทสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเกี่ยวข้องกับแรงกดดันจากสนธิสัญญาและการปฏิรูปกฎหมาย โดยมีผู้เชี่ยวชาญชาวยุโรปเข้ามามีบทบาทในราชสำนักและการต่างประเทศ
  • เกิดกรณีพิพาททางกงสุลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เชียงใหม่ ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งกระบวนการอนุญาโตตุลาการและการเดินทางของผู้แทนไปพิจารณาคดีในพื้นที่ภาคเหนือ

เล่าเรื่องเมืองเหนือในอดีตตลอดจนแว่นแคว้นแดนถิ่นต่างๆอันมีเสน่ห์งดงามน่าประทับใจบริการคุณผู้อ่านมาหลายตอนแล้ว เพื่อให้จบสมบูรณ์ก็ขออนุญาตนำ เรื่องราวของปิแอร์ โอร์ต ชาวเบลเยี่ยม

ผู้ซึ่งทำการบันทึกการเดินทางขึ้นเหนือเอาไว้อย่างละเอียดละออในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 (ซึ่งผู้คนเทิดทูนพระองค์ท่านด้วยสมัญญานบน้อมหลังเสด็จสวรรคต ว่าสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง) มานำเสนอสักครั้ง

ปิแอร์ โอร์ต ผู้นี้เป็นนักกฎหมายหนุ่มชาวเบลเยียม เกิดในตระกูลของนักกฎหมายผู้ดีของประเทศนั้น แล้วก็สืบสายวิชานักกฏหมายมาตามสายตระกูล ร่ำเรียนการปริญญาทางกฎหมายมาโดยตลอด ตัวเขาเองมีความฝันที่จะได้ทำงานในทางราชการฝ่ายนิติการหรือการเป็นผู้พิพากษาอะไรๆในสายวิชาชีพนี้ ในราชอาณาจักรเบลเยียมแต่เกิดประสบเหตุว่าครั้งนั้นขั้วอำนาจเกิดการเปลี่ยนแปลงพรรคการเมืองที่ไม่อำนวยประโยชน์ให้เกิดได้เป็นใหญ่ทำให้ปิแอร์ โอร์ตหมดโอกาสเข้าทำงานในวงราชการในประเทศของตน

ตัวเขาเองก็คล้ายกับชายหนุ่มร่วมยุคสมัยของฝ่ายยุโรปทั่วไปที่อยากจะออกไปใช้ชีวิตเชิงผจญภัยในดินแดนที่ห่างไกลซึ่งพวกฝรั่งเป็นเจ้าอาณานิคมในเวลานั้นปกครองอยู่ ยามนั้นที่คองโกในแอฟริกา ทางเบลเยียมเข้าครอบครองผนวกเป็นอาณาจักรส่วนหนึ่งของตัวปิแอร์ โอร์ต ก็มุ่งหน้าสมัครเข้าเป็นข้าราชการที่จะไปทำงานในดินแดนไกลพ้นในสังกัดของประเทศตนแห่งนี้แต่ปรากฏเหตุอีกว่า เขาไม่สามารถผ่านการทดสอบร่างกายที่จะไปทำงานในที่กันดารและห่างไกลตามเจตนาปรารถนาได้ แต่คงด้วยโชคชะตาดลบันดาลให้เขาได้พบกับเจ้าพระยาอภัยราชาหรือที่เราคุ้นเคยกันว่าโรลังค์ ยัคมินส์

การเดินทางของปิแอร์ โอร์ต: เบื้องหลังการทูตและกฎหมายสยามยุคปฏิรูป

ผู้ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีชาวเบลเยียมที่เข้ามารับราชการในราชสำนักไทย โดยเฉพาะในด้านการดูแลข้อกฎหมาย ให้พร้อมรับมือ ในการต่อสู้แก้ไขปัญหาโครงสร้างทางกฎหมายของประเทศไทยสยามให้มีความเป็นสากลสามารถรับมือกับการอันตรายจากเจ้าอาณานิคมประเทศต่างๆที่จะอาศัยข้ออ้างในทางกฎบัตรกฎหมายเข้ายึดครองประเทศไทยในทางนิตินัยก่อนที่จะเป็นทางพฤตินัยตามติดต่อมา ท่านเจ้าพระยาอภัยราชาผู้นี้เหมือนกับเป็นโชคอย่างหนึ่งของประเทศสยามในเวลานั้นคือท่านเป็นผู้ที่มีความรู้มากและมีประสพการณ์งานบริหาร เคยว่าราชการถึงขั้นเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยในเบลเยียม

จังหวะนั้นเมื่อถึงคราวสนธิสัญญาต่างๆบีบรัดเข้ามาจากอำนาจปืนไฟและเรือรบของฝรั่งนานาประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริหาที่ปรึกษากฎหมาย ความรู้ชำนาญเป็นสากลรู้เท่าทันเข้ามาช่วยราชสำนักในการบริหารราชการแผ่นดินสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพซึ่งมีสถานะเป็นพระอนุชาและว่าการในราชการมหาดไทยต่างพระเนตรพระกรรณนั้นได้เดินทางออกไปในสถานที่ห่างไกเพื่อที่จะข้ามไปในยุโรป ขากลับก็ได้บังเอิญว่าคืนหนึ่งระหว่างที่ท่านพักอยู่ในอียิปต์คือกรุงไคโรนั้นได้พบกับ เจ้าพระยาอภัยราชาซึ่งในเวลานั้นท่านหมดวาระจากการเป็นรัฐมนตรีแล้วก็อยู่ในสถานะที่ว่าตกที่นั่งลำบาก เนื่องจากมีปัญหาในทางครอบครัวและมีคดีแพ่งเป็นการภายในเกี่ยวกับน้องชายของท่านและท่านต้องเข้ารับภาระหนี้สินบางอย่างแทนน้องชายในฐานะผู้ค้ำประกัน จนอาจกล่าวได้ว่าหมดตัวและจะดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมเดิมของเบลเยียมได้อย่างน่าอึดอัดใจจึงได้ออกมายังกรุงไคโรเพราะทราบข่าวว่ามีความต้องการจะได้บุคคลผู้มีมีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์เป็นที่ปรึกษาให้กับประเทศอียิปต์

สมเด็จกรมพระยาดำรงได้พบกับท่านแล้วเรื่องบังเอิญก็เหมือนไม่บังเอิญคือท่านเป็นผู้ที่มีความตรงสเป็คเหมาะสมคือเป็นผู้ใหญ่ในราชการฝ่ายยุโรปและมีจริยธรรมและมีจิตวิญญาณ ที่สูงส่งพอที่จะรักษาความเป็นธรรมในทางวิชาชีพได้มากจึงได้เชิญชวนกึ่งชักจูงท่านให้เข้ามารับราชการในราชสำนักสยาม

นับแต่นั้นก่อนหน้านี้ขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายฝรั่งมีอยู่ โดยทำงานกับสมเด็จกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการซึ่งท่านว่าการในกิจการต่างประเทศ ต่างก็เริ่มชราภาพลงแล้วก็กราบบังคมลา_ทูลกลับบ้าน การเสริมกำลังเข้ามาของเจ้าพระยาอภัยราชาจึงมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้สยามพ้นจากสถานการณ์ปากเหยี่ยวปากกามาได้ หลายตอน หลายคราว ปิแอร์ โอร์ตเป็นผู้ช่วยโดยตรงของเจ้าพระยาอภัยราชาซึ่งท่านได้คัดเลือกจากกรุงบรัสเซลล์แล้วก็เข้ามารับราชการอยู่ในฐานะผู้ช่วยโดยตรงของท่านในสยาม

การเดินทางของปิแอร์ โอร์ต: เบื้องหลังการทูตและกฎหมายสยามยุคปฏิรูป

ในเรื่องของเจ้าพระยาอภัยราชานี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงทรงเคยบันทึกไว้ว่า “มองสิเออโรลังยัคมินส์มากินอาหารเย็นด้วยกันกับฉันในค่ำวันนั้น สังเกตดูกิริยาเรียบร้อยอย่างเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ อายุเห็นจะเกือบ ๖๐ ปีแล้ว พอได้สนทนากัน ฉันก็ตระหนักใจว่าทรงคุณ​วิเศษชั้นสูงสมดังลอร์ดเรบอก ฉันจึงถามมองสิเออโรลังยัคมินส์ ว่าตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมายนานาประเทศในประเทศไทยว่างอยู่ ถ้ารัฐบาลให้ท่านเป็นตำแหน่งนั้นจะรับหรือไม่ มองสิเออโรลังยัคมินส์นิ่งอยู่สักประเดี๋ยวตอบว่า

… ถ้ารัฐบาลไทยปรารถนาก็จะยอมไป ฉันบอกว่าจะมีโทรเลขถามรัฐบาลไปในทันที แล้วจึงมีโทรเลขทูลสมเด็จกรมพระยาเทววงศ์ฯ ในค่ำวันนั้น ว่าฉันพบเนติบัณฑิตเบลเยียมอันมีชื่อเสียงในยุโรป และเคยเป็นเสนาบดีในประเทศของตนด้วยคนหนึ่ง ซึ่งอาจจะเอามารับราชการเป็นที่ปรึกษากฎหมายได้ จะต้องพระประสงค์หรือไม่ ขอให้ทรงตอบโดยเร็ว พอรุ่งขึ้นก็ได้รับพระโทรเลขตอบว่าให้ฉันตกลงรับมองสิเออโรลังยัคมินส์ทีเดียว เมื่อตกลงกันแล้วมองสิเออโรลังยัคมินส์ ขอกลับไปจัดการบ้านเรือนและรับครอบครัวที่ประเทศเบลเยียมก่อน แล้วจะตามมาให้ถึงกรุงเทพฯ ภายใน ๓ เดือน ส่วนตัวฉันก็ออกจากเมืองไคโรมาในวันที่ตกลงกันนั้น เลยไปอินเดียและเมืองพม่า กลับมาถึงกรุงเทพฯ ปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๔ ก่อนมองสิเออโรลังยัคมินส์มาถึง ทราบว่าพระเจ้าอับบัส ผู้เป็นเคดิฟครองประเทศอียิปต์ต่อพระเจ้าติวฟิก มีโทรเลขมาถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่ารัฐบาลอียิปต์ใคร่จะตั้งมองสิเออโรลังยัคมินส์เป็นตำแหน่ง​สำคัญในกระทรวงยุติธรรมของประเทศอียิปต์ แต่มองสิเออโรลังยัคมินส์ไม่ยอมรับ อ้างว่าได้สัญญาจะเข้ามารับราชการในประเทศไทยเสียแล้ว ถ้ารัฐบาลไทยไม่เพิกถอนสัญญา ก็จะรับตำแหน่งในอียิปต์ไม่ได้ เคดิฟจึงทูลขอให้โปรดทรงสงเคราะห์ด้วยเพิกถอนสัญญา ปล่อยให้มองสิเออโรลังยัคมินส์รับราชการอยู่ในอียิปต์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชโทรเลขตอบไปว่า ประเทศอียิปต์อยู่ใกล้ยุโรป จะหาคนรับราชการได้ง่ายกว่าประเทศไทยซึ่งอยู่ห่างไกล ขอให้เคดิฟทรงเห็นแก่ประเทศไทยเถิด ทรงตอบเช่นนั้นแล้วก็สิ้นปัญหา..

“ปิแอร์ โอร์ต ทำงานอยู่กับเจ้าพระยาอภัยราชได้ระยะหนึ่ง ก็ให้ว่าอยู่มาวันหนึ่งเกิดเหตุการรุมทำร้ายรองกงศุลชาวอเมริกัน ซึ่งประจำการอยู่ในเชียงใหม่ โดยทหารกองยามของสยามทำร้ายด้วยเหตุที่ไม่ค่อยแน่ชัดนัก ทางตัวกงสุลผู้มีอำนาจค่อนข้างเต็มในกรุงเทพโกรธเคืองมาก ขอให้สยามตั้งคณะอนุญาโตตุลาการขึ้นพิจารณาชำระความเสียดีๆ โดยหลีกเลี่ยงที่จะใช้ศาลสากลนานาชาติซึ่งมีอยู่แล้วดั้งเดิม (ตั้งขึ้นตามสนธิสัญญาเชียงใหม่ฉบับที่สองปี 2426 จะประกอบไปด้วยผู้พิพากษาคนไทยทั้งหมดทำหน้าที่พิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับคนในบังคับต่างชาติโดยมีกงสุลต่างประเทศเข้าร่วมฟังด้วย)

สมเด็จเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศก็ทรงแปลกใจและไม่เห็นสมเหตุสมผลในการตั้งคณะอนุญาโตตุลาการมาตัดสิน (ซึ่งเป็นระบบที่คิดกันมานานแล้วหมายความว่าคู่พิพาททั้งสองฝ่ายตกลงตั้งตัวแทนของตนฝ่ายละหนึ่งคนเรียกว่าอนุญาโตตุลาการฝ่ายของตนขึ้นมา จากนั้นอนุญาโตตุลาการทั้งสองคนพิจารณาอรรถคดีแล้วจึงตกลงเลือกผู้แทนร่วมกันอีกหนึ่งคนให้คนนี้เป็ผู้ตัดสิน)

ฝ่ายอเมริกาเมื่อเห็นว่าการบีบให้คดีเข้าสู่ระบบตุลาการในลักษณะอนุญาโตตุลาการจะไม่เป็นผลจึงส่งเรือรบลำหนึ่งชื่อเรือเมเวียสเข้ามาจอดอยู่ที่ปากน้ำเจ้าพระยาตามสูตรหมาป่าปะทะลูกแกะ รัฐบาลของไทยก็เลยตกลงให้ใช้ระบบอนุญาโตตุลาการได้ในการนี้เจ้าพระยาอภัยราชาเสนอให้ปิแอร์ โอร์ต ทำหน้าที่อนุญาโตตุลาการฝ่ายไทย ส่วนกงสุลสหรัฐชื่อว่าแบเรทซึ่งเป็น ผู้ตัวตั้งตัวตีคดีนี้ ตั้งตัวเองขึ้นเป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายสหรัฐอเมริกาทั้งสองต้องเดินทางร่วมกันขึ้นไปชำระคดีที่เชียงใหม่

การเดินทางของปิแอร์ โอร์ต: เบื้องหลังการทูตและกฎหมายสยามยุคปฏิรูป

บันทึกการเดินทางของปิแอร์ โอร์ตนี้ ลำพัง แต่คำบรรยายตัวอักษรก็เปล่งภาพชีวิตงามงดสองฝั่งน้ำอย่างมากมายเสียแล้ว ผู้ที่นำออกสู่สายตาประชาชนในบรรณพิภพต้องยกเครดิตให้ท่านอดีตเอกอัครราชทูตประจำสปป.ลาวคือท่านพิษณุ จันทรวิทัน ผู้ซึ่งอย่างไรก็ดีก่อนหน้าที่จะเป็นเอกอัครราชทูตนั้นท่านเคยประจำการอยู่ในเมืองหลวงของเบลเยียมแล้วก็ได้พบต้นฉบับภาษาเบลเยียมของปิแอร์ โอร์ต เกี่ยวกับบันทึกการเดินทางนี้จึงได้ลงมือแปล หาภาพประกอบแล้วตีพิมพ์ออกเป็นหนังสือที่มีคุณค่ายิ่งทั้งในเชิงประวัติศาสตร์กฎหมายและภูมิรัฐศาสตร์ ชื่อว่า “ล้านนาไทยในแผ่นดิน : บันทึกเรื่องราวและการเดินทางเยี่ยมหัวเมืองเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของผู้ช่วยที่ปรึกษากฏหมายชาวเบลเยียม 3 สิงหาคม 2440 ถึง 5 มกราคม 2441”

ปิแอร์ โอร์ตออกเดินทางจากกรุงเทพโดยใช้เส้นทางทางน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ใช้เรือที่มีลักษณะของภูมิปัญญาไทยผสมกับการค้ำถ่อที่แล่นได้ดีมีประทุน โขนสูงอย่างที่เรียกว่าหางแมงป่อง มุ่งหน้าออกไปทางอ่างทอง จากนั้นจึงเข้าเขตชัยนาท มโนรมย์ แล้วก็นครสวรรค์ ระหว่างทางพบน่าหวาดเสียวและตื่นเต้นมากมายแม้ว่าภาพทิวทัศน์ตลอดลำน้ำและสองข้างทางจะงดงามเหมือนภาพฝัน บางคราวเรือต้องเกยตื้นเพราะจังหวะน้ำลง บางคราวต้องเตรียมตัวสละเรือเพราะพายุพาน้ำเชี่ยวมาปะทะและหลายคราวกระแสน้ำแรงจัดเรือพายขึ้นไปแล้วหลายร้อยเมตรก็โดนกระแสน้ำพัดกลับลงมาต้องพยายามยักแย่ยักยันกันขึ้นไปใหม่ แต่ผ่านมาได้เพราะความสามัคคีของชาวเรือคนไทยที่มุมานะอุตสาหะขยันและรอบคอบ

การเดินทางมักจะแวะพักแรมตอนกลางคืน มีการเปลี่ยนเรือบ้างตามความชำรุดและเส้นทาง ส่วนอาหารนั้นได้จากการยิงนกตกปลาบ้างข้าหลวงของจังหวัดต่างๆนำเสบียงขึ้นมาให้บ้าง ฯลฯ จากนครสวรรค์ที่ปากน้ำโพจะต้องเริ่มปะทะกับซุงที่ไหลลงมาจากธุรกิจค้าไม้ที่ปล่อยล่องลงมาจากทางเมืองเหนือต้องหลบกันให้ดี

จากนครสวรรค์เลาะแม่น้ำปิงขึ้นไปทางกำแพงเพชรจากกำแพงเพชร ผ่านวังเจ้าเข้าเขตระแหงหรือจังหวัดตากซึ่งหมายถึงบริเวณบ้านตากเดี๋ยวนี้ก่อนที่จะมีเขื่อนภูมิพลและตรงผ่านแก่งสร้อย แก่งอีกหลายแห่งมากมายแล้วจึงได้เข้าเขตเถินบุรี (ปัจจุบันคืออำเภอเถินในสังกัดจังหวัดลำปางซึ่งเคยเป็นชุมทางการค้าไปทางพม่า เชื่อมโยงกับมะละแหม่งใช้เวลาเดินเท้า 6 วันไปทางเชียงใหม่ ใช้เวลาน้อยกว่า)

จากนั้นเรือถ่อแก่งมุ่งหน้าต่อไปทางเมืองฮอดซึ่งได้เคยเขียนเล่าสู่ท่านฟังไว้ในตอนกรุพระแก้วเมืองฮอด ต่อไปยังจอมทองแล้วจึงเข้าเขตจังหวัดเชียงใหม่ นอกจากเรื่องสภาพทิวทัศน์และการใช้ชีวิตประจำของตนเอง ปิแอร์ โอร์ต ได้บรรยายถึงสภาพความเป็นไปของแต่ละจังหวัด ปัญหาแต่ละเมือง ทั้งเรื่องโรคระบาด ภาษี วัวควาย การทำถนน และการขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก ที่เข้ามาในรูปแบบการให้สังกัดแก่พลเมืองชาวจีนที่ทำการค้าโดยมากขอไปสังกัดในฝ่ายฝรั่งเศสเพราะเวลามีคดีความอะไรเกิดขึ้นไม่ต้องขึ้นศาลไทย ส่วนพวกขมุหรือแรงงานที่ทำงานในอุตสาหกรรมป่าไม้มักจะขึ้นกับอังกฤษโดยมีเจ้านายพื้นเมืองทำหน้าที่เป็นหัวหน้า/ผู้ควบคุมหัวคิวแรงงานอีกที การปล่อยให้มีการประมูลผู้จัดเก็บภาษีที่สร้างปัญหานำเงินส่งเข้ารัฐน้อยเก็บเอาไว้เองมาก

นอกจากนี้ผู้อ่านยังสนุกกับการชิงไหวชิงพริบในทางกฎหมายระหว่างอนุญาโตตุลาการฝ่ายอเมริกันและตัวของปิแอร์ในฐานะอนุญาโตตุลาการฝ่ายสยาม ตัวละครฝ่ายไทยที่มีทั้งเข้มแข็งและไม่เป็นโล้เป็นพาย ซึ่งทำให้เห็นความละเอียดรอบคอบในการทำงานของปิแอร์และการรักษาหลักการความยุติธรรมในจิตใจของเขาอย่างเด็ดเดี่ยว ขนานไปกับการทำให้เห็นลีลาในทางการทูต ลีลาในทางการเมืองของฝ่ายอเมริกันที่ไม่เคยเปลี่ยนไป

การเดินทางของปิแอร์ โอร์ต: เบื้องหลังการทูตและกฎหมายสยามยุคปฏิรูป

เรื่องในทางการศาลต่างๆนั้นมีระบบที่ซ้อนกันไปมาระหว่างอำนาจของเจ้าหลวงประเทศราชกับอำนาจของข้าหลวงซึ่งส่งจากส่วนกลางของสยามขึ้นไป ปิแอร์ โอร์ตสำรวจทัศนคติของผู้คนในชั้นปกครองในพื้นที่มองเห็นว่าไม่ค่อยยอมรับข้าราชการจากส่วนกลางที่มีบรรดาศักดิ์น้อยหรือไม่มีเชื้อสายของเจ้าขุนมูลนาย ทำให้การบริหารงานมีความลักลั่นกัน ผู้พิพากษาไม่มีเงินเดือนประจำการตัดสินทางคดีเมื่อปรับค่าสินไหมจากคำพิพากษาแล้วก็ทำให้นำเงินจากส่วนนั้นมาใช้จ่ายแทนซึ่งแม้ว่าปิแอร์จะไม่ได้เขียนวิเคราะห์ไว้แต่โดยหลักการทั่วไปแล้วก็ถือว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์

แทรกไว้ในที่นี้ว่า คำว่า สุภา ในภาษาทางเหนือ หมายถึงว่า ตุลาการ/ผู้พิพากษา บรรพชนที่เมืองตาก มีชื่อ หลวงพรหมสุภา นามสกุลเช่น สุภารัตน์ สุภาแพ่ง ล้วนมีที่มาจากบรรพชนเกี่ยวข้อง/เคยเป็นผู้ตัดสิน/พิพากษาคดีทั้งนั้น ซึ่งในอดีตการจะรู้ตัวบทกฎหมายให้ถ้วนถี่หรือการมีหนังสือตำราเป็นข้อรวบรวมอ้างอิงนั้นก็ทำยาก เพราะห่างไกลขาดแคลน บรรพชนเหล่านั้นอาศัยความเป็นธรรมในจิตใจส่วนหนึ่งอาศัยความสามารถในศาสตร์วิชาของการเรียนรู้เล่ห์กล ธรรมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ นิมิตรเหตุการณ์ งานโบราณคดี ฯลฯ มาประสมประสานบูรณาการกัน

รายงานบันทึกของปิแอร์นี้มีข้อมูลมาก เนื่องจากตนเองทำงานในสังกัดที่ปรึกษาราชการแผ่นดินทั่วไปของเจ้าพระยาอภัยราชา จึงได้รับคำสั่งว่าระหว่างเดินทางข้าหลวงของจังหวัดหรือเมืองใดมีปัญหาอะไรให้ช่วยข้าหลวงนั้นวิเคราะห์และศึกษาหาทางแก้อีกด้วย ไม่ใช่แต่เดินทางเพื่อไปนั่งเป็นอนุญาโตตุลาการที่เชียงใหม่แต่เพียงถ่ายเดียว ทำให้ทำให้เป็นการเดินทางที่คุ้มค่าและมีสาระประโยชน์มากมาย

นอกจากนี้ระหว่างบรรทัดยังเห็นเกมส์การเมืองระหว่างระบบราชการไทยจากส่วนกลางเองที่ข้าหลวงอาศัยความห่างไกลห่างพระเนตรพระกรรณ ทำการปฏิบัติหน้าที่แบบเช้าชามเย็นชามและวางกลไกหวงอำนาจของตนเองยับยั้งการเติบโตของข้าราชการตัวรองๆของตัวเอง ด้วยการนำคนภายนอกมานั่งอย่างเป็นนอร์มินีขวางไว้เมื่อตัวเองเดินเดินทางไป ต่างจังหวัดเป็นระยะเวลานานซึ่งไม่ได้ระบุว่าเป็นการไปราชการหรือเป็นการท่องเที่ยวส่วนตัว

ปิแอร์ใช้เวลา 22 วันในการเดินทางจากกรุงเทพถึงเชียงใหม่ซึ่งขณะนั้นเป็นมหานครขนาดใหญ่ที่มีชุมชนชาวต่างชาติอยู่กันมากที่สุดรองจากกรุงเทพมหานครและยังปกครองโดยระบอบที่มีเจ้าหลวงคานอำนาจกับข้าหลวงที่ทางกรุงเทพมหานครส่งขึ้นไปในฐานะเจ้าประเทศราช เป็นระยะเวลาเดินทางเท่ากับเดินทางจากกรุงบรัสเซลล์ทางทะเลเข้ามกรุงเทพมหานครพอดี 22 วัน เท่ากัน หลังการพิจารณาชำระหลังการพิจารณาชำระคดีที่เชียงใหม่แล้วกำหนดการของปิแอร์ต้องไปต่อยังเชียงรายโดยอาศัยเข้าทางพะเยาด้วยขบวนช้างซึ่งก็ต้องอดทนและลำบากมากถนนหนทางก็เป็นโคลนช้างเองยังติดหล่มลึกถึงหน้าอก

ข้าหลวงจัดทีมงานเดินทางไปกับปิแอร์มากถึง 150 คน จากพะเยาแล้วก็ขึ้นถึงเวียงเชียงรายมุ่งหน้าต่อไปยังเชียงแสนและเชียงของซึ่งเป็นบริเวณชายแดนแม่น้ำโขงฝรั่งเศสได้นำเรือปืนของตนเองมาวิ่งไปมาแล้วจำนวนหนึ่งลำและหาทางเอาดินแดนฝั่งขวาฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงไปยังไม่พอ ยังต้องคิดเรื่องการโยกย้ายผู้คนหาชาวประชาแถวนั้นเข้าไปอยู่ในสังกัดของตนอีก ในอารมณ์ประมาณว่าเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง (ต่อตอน 2)