thansettakij
thansettakij
นโยบายอุตสาหกรรม ภาษีนำเข้า และความไม่สมดุลโลก

นโยบายอุตสาหกรรม ภาษีนำเข้า และความไม่สมดุลโลก

17 มิ.ย. 69 | 05:37 น.
อัปเดตล่าสุด :17 มิ.ย. 69 | 05:54 น.

นโยบายอุตสาหกรรม ภาษีนำเข้า และความไม่สมดุลโลก : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ผศ.ดร.ดวงดาว มหากิจศิริ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หน้งสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4210

KEY

POINTS

  • ความไม่สมดุลของโลกมีสาเหตุหลักจากความแตกต่างระหว่างการออม และการลงทุนของแต่ละประเทศ ไม่ใช่แค่ผลจากการค้าระหว่างกันโดยตรง
  • นโยบายอุตสาหกรรมและภาษีนำเข้า มักไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาดุลการค้า เนื่องจากไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการออม-การลงทุนที่เป็นต้นตอของปัญหา
  • การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ใช่เครื่องชี้วัดความสำเร็จทางเศรษฐกิจเสมอไป แต่อาจสะท้อนถึงปัญหาการลงทุนในประเทศที่ต่ำเกินไป ดังเช่นกรณีของไทยในอดีต
  • โจทย์สำคัญของไทย คือ การเปลี่ยนเงินออมส่วนเกินให้เป็นการลงทุนที่เพิ่มผลิตภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แทนที่จะมุ่งสร้างการเกินดุล

“ความไม่สมดุลของโลก" (global imbalances) ได้หวนกลับมาและเป็นประเด็นถกเถียงเชิงนโยบายอีกครั้ง ทั้งทางฝั่งของสหรัฐฯ ที่ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเรื้อรัง และทางฝั่งของจีนที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมหาศาล โดยเฉพาะในระยะหลังที่รัฐบาลในหลายประเทศได้หันมาใช้ "นโยบายอุตสาหกรรม (industrial policy)" และ ภาษีนำเข้า (import tariffs)" กันอย่างแพร่หลาย

คำถามสำคัญคือ นโยบายอุตสาหกรรมเหล่านี้ เป็นสาเหตุที่นำไปสู่ความไม่สมดุลที่เพิ่มมากขึ้นใช่หรือไม่ และภาษีนำเข้าจะมีส่วนช่วยในการจัดการ global imbalances ได้อย่างไร

หัวใจของการวิเคราะห์เพื่อตอบคำถามสำคัญนี้ อยู่ที่สมการ “ดุลบัญชีเดินสะพัด (current account)” หรือ ผลต่างระหว่าง "การออม (saving)" กับ "การลงทุน (investment)" โดยประเทศที่เกินดุล คือ ประเทศที่ออมมากกว่าลงทุน และนำเงินที่เหลือไปปล่อยกู้ให้โลก ส่วนประเทศที่ขาดดุล คือ ประเทศที่ลงทุนมากกว่าออมจึงต้องกู้จากต่างประเทศ 

ดังนั้น นโยบายใดๆ ที่จะมีผลในการปรับเปลี่ยนดุลบัญชีเดินสะพัด จะต้องสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการออม หรือ การลงทุนได้ กรอบแนวคิดนี้เองคือ กุญแจสำคัญในการไขคำตอบของคำถามที่ว่า มาตรการภาษีนำเข้าจะช่วยลดการขาดดุลการค้าและแก้ความไม่สมดุลได้จริงหรือไม่

นโยบายอุตสาหกรรมและภาษีนำเข้า มักเปลี่ยนเพียง "องค์ประกอบ" ของการค้า ไม่ใช่ "ส่วนต่าง" ระหว่างการออมกับการลงทุน แต่ในระยะหลัง การที่ทั้งสองเครื่องมือนี้กลับถูกใช้ในขนาดที่ใหญ่ขึ้นมาก ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ต้องกลับมาทบทวนบทสรุปนี้อีกครั้ง 

โดยนโยบายอุตสาหกรรมแบบ "จุลภาค (micro)" หรือ การอุดหนุนเจาะจงรายสาขา นัยต่อดุลขึ้นอยู่กับความสามารถในการยกระดับ "ผลิตภาพรวม" และหากไม่สามารถบรรลุผล นโยบายอุตสาหกรรมจุลภาค จะเป็นเพียงการบิดเบือนการจัดสรรทรัพยากร ฉุดรั้งการเติบโต และ กดรายได้กับการบริโภค นำไปสู่การ "เพิ่ม" การเกินดุล 

ส่วนนโยบายอุตสาหกรรมแบบ "มหภาค (macro)" คือ การผลักดันอุตสาหกรรมในวงกว้าง ที่มักผูกกับการกดการบริโภคในประเทศ ซึ่งเพิ่มการเกินดุลได้ แต่อาจแลกมาซึ่งความกินดีอยู่ดีที่ลดลง จุดที่ย้อนแย้งที่สุดคือ นโยบายที่ "สำเร็จจริง" อาจกลับ "ลด" การเกินดุล

เพราะหากยกระดับผลิตภาพได้อย่างยั่งยืน รายได้และการบริโภคย่อมสูงขึ้น การลงทุนดึงดูดเม็ดเงิน ส่วนต่างออม-ลงทุนจึงแคบลง ดังนั้น นโยบายที่ "ได้ผล" ในการเพิ่มการเกินดุลมักทำผ่านการ "กดการบริโภค" การเกินดุลขนาดใหญ่จึงมิใช่เครื่องบ่งชี้ความสำเร็จ หากแต่เป็น "อาการ" ของการบริโภคที่ถูกกดไว้

                          นโยบายอุตสาหกรรม ภาษีนำเข้า และความไม่สมดุลโลก

คำถามที่ว่า การขึ้นภาษีนำเข้าจะลดการขาดดุลได้จริงหรือไม่ คำตอบคือ ภาษีศุลกากรมีผลต่อการขาดดุล "เพียงเล็กน้อย" และ ตราบใดที่ภาษีนำเข้านั้นไม่มีผลต่อพฤติกรรมการออม–การลงทุนของประเทศ ภาษีนำเข้าจึงเป็นเพียงการโยกการค้าจากคู่ค้าหนึ่งไปอีกคู่ค้าหนึ่ง และทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นเพื่อหักล้างผลที่เกิดขึ้น การใช้ภาษีนำเข้าไปแก้การขาดดุลที่มีต้นตอมาจาก "การออมของชาติที่ต่ำ" เช่น การขาดดุลการคลังก้อนใหญ่ จึงเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ 

กรอบแนวคิดข้างต้นมีความหมายต่อไทยอย่างยิ่งในเวลานี้ เพราะดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเองกำลัง "ลดลงเรื่อย ๆ" จนพลิกเป็นขาดดุล

ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่า เดือนเมษายน 2569 ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลราว 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ มากกว่าสถิติเดิมราว 4.1 พันล้านดอลลาร์ฯ (เมษายน 2556) เกือบสองเท่า ทำให้ดุลสะสมพลิกจากบวกในไตรมาสแรก เป็นติดลบราว 4.4 พันล้านดอลลาร์ฯ และทำให้ไทยกลับเข้าสู่ภาวะ "ขาดดุลแฝด" (twin deficit) เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี

ในช่วงหลายปีก่อน ไทยเกินดุลในระดับสูงต่อเนื่อง แต่นั่นอาจมิได้สะท้อน "ความเข้มแข็ง" หากแต่สะท้อน "การลงทุนที่น้อยเกินไป" เมื่อประกอบกับสังคมสูงวัยที่ออมหนัก และการบริโภคที่ถูกกดด้วยหนี้ครัวเรือนสูง ผลคือ เราส่งออกเงินออมส่วนเกินไปหาผลตอบแทนต่ำในต่างประเทศ แทนที่จะแปลงเป็นการลงทุนที่เพิ่มผลิตภาพในประเทศ ซึ่งบั่นทอนศักยภาพการเติบโตระยะยาว 

ยิ่งกว่านั้น การเกินดุลสูงยังมี "ต้นทุน" จริง ทั้งแรงกดดันให้บาทแข็งค่าจนกระทบการส่งออก และการที่ไทยเข้าข่ายถูกจับตาในบัญชีประเมิน "การบิดเบือนค่าเงิน" ของสหรัฐฯ การเกินดุลจึงไม่ใช่ "ตราความสำเร็จ" แต่อย่างใด

ไทยในฐานะเศรษฐกิจเปิดขนาดเล็ก (small open economy) การใช้เครื่องมือทางภาษีจึงอาจไม่ตอบโจทย์ นอกจากนี้นโยบายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ หรือ ศูนย์ข้อมูล จะต้องมั่นใจว่า "ยกระดับผลิตภาพรวม" ได้จริง 

ดุลบัญชีเดินสะพัดจึงเปรียบเสมือน "กระจก" ที่สะท้อนการตัดสินใจออมและลงทุนข้ามช่วงเวลาของทั้งประเทศ มิใช่ "กระดานคะแนน" ของสงครามการค้า นโยบายอุตสาหกรรมและภาษีนำเข้า อาจไม่ได้เป็นยาวิเศษที่ใช้แก้ความไม่สมดุล โดยเฉพาะสำหรับไทย ในช่วงที่ "ยุคเกินดุลสูงกำลังจบลง" โจทย์สำคัญคือ เราจะเปลี่ยนเงินออมส่วนเกินของประเทศ ให้เป็นการลงทุนที่ยกระดับผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างไร 

อ้างอิง:

Gourinchas, P-O. และคณะ (2026), "Global Imbalances, Industrial Policy and Tariffs", IMF Working Paper No. 26/67

คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ผศ.ดร.ดวงดาว มหากิจศิริ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หน้งสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4210