thansettakij
thansettakij
พระปัจเจกโพธิเจ้า

พระปัจเจกโพธิเจ้า

25 ต.ค. 68 | 03:25 น.
อัปเดตล่าสุด :01 พ.ย. 68 | 03:31 น.

พระปัจเจกโพธิเจ้า คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

เช้านี้ลมหนาวจากเมืองเหนือเริ่มพัดเข้ามาทักทายถึงในกรุงเทพพระมหานคร งานชุมนุมชาวเหนือ และ ไทล้านนา ที่จัดขึ้นเป็นประจำในบริเวณวัดเบญจมดุสิตวนาราม ใจกลางเมืองเก่ากรุงเทพ ในนามงานเทศกาลตาลก๋วยสลากสำเร็จสิ้นลงด้วยความอิ่มอกอิ่มใจอิ่มท้องและอิ่มเอมกันไปทุกฝ่าย ทั้งพระทั้งคน

มาบัดนี้ก็ย่อมได้เวลาที่จะออกเดินทางเพื่อไปสัมผัสกับต้นตอของแหล่งกำเนิดความหนาวเยือกเย็นชนิดที่ว่า ว่าลมเย็นอะไรกันนะ พัด มาโดนตัวแล้ว กลับให้ความอบอุ่นในใจได้มากขนาดนี้?

บางทีต้องขออนุญาตกราบเรียนว่า ก็มันคือสายลมกระซิบน่ะเซ่ 55 เพราะไอ่เรื่องที่ว่าสายลมกระซิบนั้นมันก็มีอยู่จริง จริงอยู่ว่าลมนั่นเราไม่เห็นตัว ชั่วแต่สัมผัสมันได้ ทว่าหลายคราวที่เรามองไม่เห็นลม เรากลับได้ยินเสียงของมัน_แปลก

 

พระปัจเจกโพธิเจ้า

ลมหนาวเย็นแผ่วเบามักแอบลอบเข้ามากระซิบข้างหูคนจากไกลบ้านบอกเบาๆว่า“กลับบ้านนะ_กลับบ้าน” ซึ่งบางที(again) มันดันไปตรงกับถ้อยคำในใจที่มันผุดขึ้นมาในหัวพอดี เพื่อตอกย้ำว่ามันอาจมีอะไรมากกว่าความคิดคำนึงหนึ่งคำที่ดูผิวเผินจะไร้สาระ

กลับบ้านนะ_กลับบ้าน คำๆนี้คนเฒ่าผู้หลัก ผู้ใหญ่ชาวเหนือที่มาใช้ชีวิตก้านกุ้งรุ่งเรืองในกรุงเทพยุคก่อนๆพูดกะลูกหลานเรื่อยมา ว่า “กลับบ้านนะ_กลับบ้าน” ทั้งที่ที่จริงท่านเหล่านั้นดูท่าแล้วท่านพูดกับตัวเองมากกว่าเปนดั่งคำรำพึงถึงเวลาที่ท่านกลับไปยังดินแดนลึกลับที่ท่านจากมา เมื่อยามที่ท่านกลับมาเหยียบดินถิ่นเกิดอีกครั้ง ได้สูดอากาศกลิ่นอายที่ดินแดนนั้นอีกครา เดินออกมาสูดลมหนาว เห็นเจดีย์ขาวยอดทอง

ท่านมักบอกแก่ตัวเองว่า ‘กลับบ้าน กลับบ้านนะ’ นั่นก็เพราะว่า Home is where the heart is. การเดินทางครั้งนี้หมุดหมายตั้งใจจะไปให้ถึงอำเภอเชียงแสนซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นอาณาจักรเก่าแก่ริมแม่น้ำโขง หมายใจจะไปให้ถึงวัดป่ายาง สบยาบ ที่มีครูบาตนน้อยเปนเจ้าอาวาสรักษาอาราม แลดูท่านมีความช่ำชองในทางศิลปะพอๆกับการบ่มเพาะตนเองในทางพระวินัยศาสนา เป็นผู้ที่ไปตรวจการการค้นพบพระพุทธรูปเนื้อทององค์ใหญ่ชายฝั่งโขงเมื่อปีก่อน

 

พระปัจเจกโพธิเจ้า

อันว่าที่เมืองเชียงแสนนี้ก็มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับทางชาติติพันธ์ ที่เราเองนั่นแหละไปดูเบาเขาว่าเขาเป็นชนกลุ่มน้อย ทั้งที่เขาอยู่มาก่อนวิวัฒนาการความศรีวิไลย์และอารยธรรมเผลอเผลอจะสูงกว่าชาว ‘เรา’ ด้วยซ้ำกันไป

จากบันทึกของแมคลอยด์ บอกวิวัฒนาการของการถูกเรียกของปวงเขาเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ชื่อชนชาติต่างๆ ในความรับรู้ของชาวเชียงใหม่นั้น ชาวเมืองเชียงใหม่ ไม่เรียกตัวเองว่าลาว พวกเขาถือว่าชาวลาวอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง หรือแม่น้ำกัมพูชและเมืองหลวงพระบาง หรือล้านช้างที่เป็นเมืองหลวงรวมทั้งจันทบุรีหรือเวียงจันทน์ที่อยู่ในอาณาจักรล้านช้างนั้นด้วย

ข้าพเจ้าได้ฟังมาว่า ชาวสยามเรียกชาวเชียงใหม่ ว่าชาวเมืองเชียงใหม่ และเรียกเจ้านายเชียงใหม่ว่า พระยาเชียงใหม่พวกเขาชาวสยามไม่เข้าใจคำว่ายูนหรือยวนที่นักภูมิศาสตร์ของเราชาวอังกฤษนิยมใช้กับดินแดนส่วนนี้พวกเขาบอกว่าเมืองยวน (ญวน) นั้น อยู่ทางทิศตะวันออก (เวียดนาม/อนัม) ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่า ชาวพม่าเรียกเมืองญวนทั้งหมดว่า ยุนจีนั่นเอง

ชนชาติต่างๆ ที่ชาวเมืองเชียงใหม่รู้จักนั้น มีดังนี้ ๑. พม่า เรียกว่า ม่าน

๒. เตลง เรียกว่า เม็ง ( มอญ-ผู้เขียน) ๓. ชาวสยาม เรียกว่า ชาวใต้ ๔. ชาวเมืองเวียงจันทน์และหลวงพระบาง เรียกว่า ลาว ๕. ชาวเชียงตุง เรียกว่า เขิน ๖. ชาวเชียงรุ่ง สิบสองพันนา เรียกว่า ลือ ๗. ชาวเมืองยอง เรียกว่า ลื้อ ๘. ชาวเมืองแลม เรียกว่า แลม ๙. ชาวจีน เรียกว่า ฮ่อ ๑๐. ชาวญวน เรียกว่า แมนหรือแกว ๑๑. ชาวกะเหรี่ยง เรียกว่า ยาง

ปวงเขาตั้งรกรากและอยู่กันเปนหลักแหล่งอย่างมีวัฒนธรรมมาเนิ่นนาน นานจนกระทั่ง ดูวงจิตบางดวง วนเวียนข้ามภพมาแล้วยังรู้สึกผูกพันแปลกประหลาด อันว่าคนเรานั้น ท่านผู้รู้ว่าอย่าไปอยากรู้เรื่องเก่าแก่ชาติภพกันมาก ดวงจิตของคนนี่นั้นแสนประหลาด เปน self recording node แถมเปน self storage ในตัวเองจะคอยเที่ยวบันทึกนั่นนี่โน่นเอาไว้หมด โดยไม่ต้องอาศัยพึ่งพาเนื้อสมอง

 

พระปัจเจกโพธิเจ้า

 

ผู้เริ่มต้นฝึกหัดทางจิต (beginner) เวลาไปคิดสืบจิตเข้า ชุดข้อมูลมันจะออกมา ปะติดปะต่อกันบ้าง ไม่บ้าง เที่ยวไปปรากฏตอนหลับ กลายเปนเช่นความฝันลึกหลอน ที่ในความฝันนั้นเป็นเรือล่องไปในน้ำที่เย็นเยียบ หมอกสีขาวโรยตัวอยู่เรี่ยๆ แล้วมีพระเจดีย์ทรงมอญ ผุดขึ้นริมฝั่งภาพเวรภาพกรรมทำอะไรๆไว้มันฉายกลับมา ทีนี้ล่ะก็จะได้กลับบ้านนะ_กลับบ้านกันอย่างสมใจ 55

บนเส้นทางจะไปเชียงแสนนั้น จะต้องผ่านลำจะต้องผ่านลำพูนเสียก่อน ซึ่ง ณ เขตเมืองโบราณแห่งนั้นมีการขุดค้นพบพระพุทธรูปสวยงามครองจีวรคาดอก rustic แปลกตาตามประสาพุทธศาสนาฝ่ายเมืองเหนือล้านนาในอดีต งดงามมากๆ มีพระวรกายสีแดงเหล็ก ที่ฐานมีจารึกด้านหน้าว่า พระปัจเจกโพธิเจ้า โดยอักษรพื้นถิ่นดั้งเดิม ทางวัดจึงเปลี่ยนชื่อวัด เสียให้สอดคล้องกับองค์ของท่านซึ่งมีความสง่างามศักดิ์สิทธิ์น่าเคารพเกรงขาม ว่า วัด “สันพระเจ้าแดง”

เชื่อว่าคนโบราณผู้สร้างเขาไม่เรียกท่านว่า ปัจเจกพุทธเจ้า เพราะเดี๋ยวจะไปซ้ำกันกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจะพาให้งง นี่นับเปนภูมิปัญญาคนเหนือล้านนาจริงแท้ เรียก พระโพธิเจ้าแทน เพราะท่านก็ “โพธิ” คือตรัสรู้ธรรมเช่นกัน เพียงแต่ท่านเปนปัจเจก (คือ เปน individual) บรรลุแล้วท่านไม่สอนหรือเผยแผ่

คำว่าโพธิมีความหมายลึกซึ้ง ในแง่การปฏิบัติขัดเกลาจิต เราไหว้ต้นโพธิ์ เพราะพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ที่ใต้ต้นไม้ใบรูปหัวใจนั้น ซึ่งหากว่าท่านไปตรัสรู้ใต้ต้น มะม่วง ใต้ต้นมะพร้าว ต้นมะม่วงหรือต้นมะพร้าวนั้น นั่นก็จะได้ชื่อ หรือถูกเรียกขานว่า ต้นโพธิเช่นกันคำว่าพระปัจเจก โพธิเจ้า จึงมีความหมายละเอียดอ่อนลึกซึ้ง มากกว่าการเรียกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า ตามตำรากระแสหลัก ดังนี้

ทีนี้ก็มาถึงประเด็นที่ว่ารูปแบบทางศิลปะของพระปัจเจกโพธิเจ้า โบราณจารย์ทำไว้สวยงามมากแล้วครูบากฤษดา สุเมโธ เจ้าอารามผู้ขุดพบพระปัจเจกโพธิเจ้าองค์นี้ ท่านมาสร้างรูปหล่อย่อขนาด ใช้โลหะมงคลโลหะมีค่าโลหะมีความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆเข้ามาหลอมทำอัญเชิญความไม่ธรรมดาบางประการของพระปัจเจกมาสถิตเข้าไว้ที่รูปหล่อนี้ปรากฏว่า กลุ่มลูกศิษย์คนจีนเอาไปบูชาได้ผลมาก มูลค่าเล่นหา องค์หนึ่งๆหลายหมื่นบาท

ทีนี้เพื่อป้องกันความสับสนระหว่างคำว่าพระปัจเจกโพธิเจ้ากับพระโพธิสัตว์ จึงขอขยายความเพิ่มเติมสักเล็กน้อย ความว่ามีบุคคลจำพวกหนึ่ง เรียกกันว่าโพธิสัตว์ (โพธิ ตรัสรู้)สัตว์-ผู้ข้อง ผู้สงสัย แปลรวมความว่า ผู้ติดข้องในการตรัสรู้ หรือ ผู้ที่ยังสงสัยอยู่ว่าจะตรัสรู้ดีไหม มีความกังวลใจที่จะพ้นการข้องแวะในวัฏสงสาร

โดยคำว่าตรัสรู้ก็ถูกนิยามว่า ความสามารถในการหลุดพ้นจากการข้องแวะในวัฏสงสาร เดิมทีผู้ตรัสรู้ที่เรายอมรับนับถือกันก็คือพระพุทธเจ้า (ศากยบุตร/ / สมณโคดม) ของเรานี้ (รวมทั้งพระอริยสงฆ์_พระอรหันตสาวก)

ทีนี้ผู้ที่เปนพระโพธิสัตว์นี้ ท่านก็ตั้งปรารถนาจะบรรลุ อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ อยากจะตรัสรู้อยู่แหละ แต่ท่านมีความติดข้องอยู่ในวัฏสงสารบางอย่าง กล่าว คือ อยากช่วยคนอื่นบ้าง อยากบำเพ็ญบารมีบ้าง บารมี 30 ยังไม่ครบบ้างเหมือนคนจะเอาปริญญา ดร.แต่ยังทำธีสิสไม่เสร็จ แต่ไพล่เอาค่าหน่วยกิตไปบริจาคสร้างรพ.ทำนองนั้น ด้วยท่านมีปณิธานอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ท่านจึง “ชะลอ” กระบวนการตรัสรู้ยั้งรออยู่ คุณลักษณะเฉพาะคือคอยช่วยผู้คนที่ทุกข์ยากประคองให้ว่ายข้ามโอฆะสงสาร(มีลักษณะคล้ายติวเตอร์ / mentor มากกว่า professor)

คำถามมีว่า ที่ว่าหลุดพ้นสงสารวัฏเปนอย่างไร คัดพุทธวจนะมาว่าก็ได้ความว่า “ท่านเหล่านั้นย่อมดับสนิทดุจตะเกียงหมดเชื้อไฟดับไปฉะนั้น”

 

พระปัจเจกโพธิเจ้า

 

ฝ่ายมหายานจึงตั้งคำถามว่า “ไฟที่ว่าดับคงอยู่ไหม?” และก็ตอบได้เองว่ายังอยู่ แต่อยู่ในรูปธาตุพลังงานที่มิได้แสดงรูปเปนเปลวไฟ

ฉะนั้นในทัศนคติมหายาน จึงมีที่อยู่ของผู้ที่ปรินิพพานแล้วในชื่อว่า “พุทธเกษตร-แดนที่อยู่ของเหล่าพระพุทธเจ้า” (เกษตร-ดินแดน) ดินแดนพุทธเกษตรนี้ มหายานเรียกอีกคำว่า แดนสุขาวดี และทางมหายานมีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้า มีสามภาค สามกาย คือ 1. ธรรมกาย หรือ อาทิพุทธ (พระพุทธองค์ต้น / องค์ปฐม /องค์ดั้งเดิม) เปนภาวะสัมบูรณ์ อมตะนิรันดร ไม่เกิดไม่ตายไม่สิ้นสุด ไม่เบื้องต้น 2. สัมโภคกาย หรือ กายทิพย์ คือภาวะที่ธรรมกายปรากฏเปนรูปร่างละเอียด เพื่อการสื่อสารกับผู้ที่สามารถเห็น รู้ ดู เข้าใจกายละเอียดนี้ได้ เช่นเทพเทวา พระอภิญญา ฆราวาสมีภูมิธรรม เปนต้น 3. นิรมานกาย คือ แบ่งภาคลงมาเกิดเปนกายหยาบ กายเนื้อ เหมือนเช่นพระสมณโคดม มาเกิดเปนเจ้าชายสิทธัตถะเพื่อการสื่อสารกับผู้ที่ไม่สามารถเห็นรู้ ดูเข้าใจ กายละเอียดได้ทางวัชรยาน (ทิเบตลามะ ภูฏาน สิกขิม) เชื่อในนิรมานกายมาก จะเห็นจากการตั้งดาไลลามะ จะมีการตรวจสอบปาฏิหาริย์แห่งการกลับชาติมาเกิดอย่างเข้มข้นก่อนประกาศแต่งตั้งเสมอไป

ฉะนั้นในความหมายบริบทของสังคมไทยๆ นิรมานกายจึงเปนภาคสั้นๆของโพธิสัตว์ ซึ่งท่านมักเปนผู้มีเมตตาล้นพ้นประมาณ มีความสามารถในการติดต่อสื่อสารกับสัมโภคกาย ได้ และใช้ความสามารถดังกล่าวในการอนุเคราะห์ช่วยเหลือปุถุชน ให้ปุถุชนพอมีพื้นฐานความรู้ความเข้าใจ สั่งสมบุญญาบารมีของตัวเองสะสมภูมิธรรมะสัจจะบารมีต่างๆจนกระทั่งไปบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณด้วยตัวเองได้ อาจนับว่าท่านเปนติวเตอร์กวดวิชาธรรมะขั้นพื้นฐาน เก็งข้อสอบ สอนวิธีทำ อธิบายข้อสอบเอนทรานซ์ให้ง่ายเข้า

โดยช่วยปัดเป่าปัญหาอุปสรรคในทางโลกที่เข้ามาวุ่นวายไม่ให้สามารถเข้าสอบหรือทำโดยช่วยปัดเป่าปัญหาอุปสรรคในทางโลกที่เข้ามาวุ่นวายไม่ให้สามารถเข้าสอบหรือทำข้อสอบได้

เปรียบเหมือนครูประถมครูมัธยม ส่งศิษย์ข้ามไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย โดยช่วยเหลือดูแลทั้งชีวิตความเป็นอยู่ดูแลปัญหาครอบครัวทั้งที่ครูไม่ได้มีการศึกษาสูงเท่าไหร่ รับสอนรุ่นต่อรุ่น สิบปียี่สิบปีผ่านไป ศิษย์ได้เปน ดร. เปนศาสตราจารย์ ภูมิธรรมสูงกว่าครู

ครูตายแล้วชาติหน้าเกิดใหม่มาเปนครูต่อทำหน้าที่นี้เรื่อยไปตามปณิธานที่แรงกล้า จนวันหนึ่งครูสั่งสมฐานวิทยะวิริยะบารมีต่างๆเพียงพอครูก็เลิกสอน ไปเรียนต่อ สุดท้ายครูก็ได้เปน ดร.เปนศาสตราจารย์ แต่จะนานแค่ไหนขึ้นกับข้ออธิษฐานของครูเอง

นิรมานกายจึงอาจเปนพระโพธิสัตว์ เมื่อพระโพธิสัตว์บรรลุธรรมแล้ว สภาวะโพธิสัตว์เปนอันสูญไปเกิดเปนภาวะอย่างพระพุทธเจ้าแทน ในทำนองตรงข้ามพระโพธิสัตว์ อาจจะนิรมานลงมาเปนกายเนื้อหลายภพหลายชาติหมุนวนข้องแวะในวัฏสงสารอยู่เรื่อยไปจนกว่าจะสำเร็จธรรมชั้นอุกฤษก็ได้และนิรมานกายอาจจะไม่ใช่พระโพธิสัตว์เลยก็ได้ อาจจะเปนพระอาทิพุทธธรรมกาย แบ่งภาคลงมาทำภารกิจ จบงานแล้วจบกันก็ได้เช่นกัน จึงน่าจะสมควรใช้เปน verb ว่านิรมานลงมา ส่วน subject ว่านิรมานจากใครนั้นอีกเรื่องหนึ่งส่วนภาวะโพธิสัตว์นั้นก็อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจากการนิรมานก็ได้ ในทำนองเดียวกัน