thansettakij
thansettakij
TLI ใกล้จะหลุดดอย

TLI ใกล้จะหลุดดอย

14 ก.ย. 66 | 21:30 น.

TLI ใกล้จะหลุดดอย คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์

*** ชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลจะลดค่าครองชีพของประชาชน ด้วยการลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากค่าไฟฟ้า และ น้ำมัน โดยในส่วนของค่าไฟฟ้าจะมีการปรับลดให้เหลือ 4.10 บาทต่อหน่วย จากเดิมอยู่ที่ 4.45 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะเริ่มต้นทันทีในรอบบิลเดือนกันยายน 

ขณะในส่วนของน้ำมัน ก็จะมีการปรับลดราคาดีเซลลง 2.50 บาท ทำให้น้ำมันดีเซลจะถูกตรึงราคาเอาไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร โดยให้มีผลในวันที่ 20 กันยายนนี้เช่นกัน และหากจะแยกกันตามกลุ่มของพลังงาน ที่ได้รับผลกระทบ ในส่วนหุ้นซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้า นักวิเคราะห์หลายสำนักมองตรงกันว่ากลุ่มโรงไฟฟ้าถูกกดดันรายได้ และกำไรมากกว่าที่ตลาดประเมินพอสมควร 

โดยที่ทาง BGRIM และ GPSC จะถูกกดดันหนักที่สุด จนกำไรอาจหายไปในราว 5-8% ขณะที่ทางด้านของ EGCO GULF RATCH จะกระทบกับกำไรของบริษัทอยู่ที่ 2-3% ส่วนบริษัทผู้ผลิตพลังงานไฟฟ้ารายอื่น เช่น EA SUPER SSP หรือ แม้แต่ GUNKUL อาจได้รับผลกระทบน้อยลงไปตามสัดส่วน เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้การผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และ พลังงานลม  

ส่วนเรื่องของการตรึงราคาน้ำมันดีเซล เอาไว้ที่ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร กรณีนี้อาจไม่ส่งผลกระทบกับ บริษัทค้าปลีกน้ำมัน กับ ผู้ค้าปลีกน้ำมัน เช่น PTG BCP และ OR ไม่มากนัก เนื่องจากจะเป็นการใช้กลไกทางภาษี ในการควบคุมราคา แต่ในทางกลับกัน หากเป็นการลดราคาน้ำมันเบนซิน ซึ่งก็ไม่แน่ว่าอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต กรณีนี้มีแนวโน้มว่า การใช้วิธีลดผ่านค่าการตลาด อาจจะถูกนำมาใช้ ซึ่งหากเป็นไปตามนี้ก็มีแนวโน้มว่า ผู้ค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงอย่าง OR จะได้รับผลกระทบมากที่สุดเนื่องจากมีปริมาณการขายที่มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าหุ้นตัวใด จะได้รับผลกระทบน้อยหรือมากแค่ไหน ดังนั้น เจ๊เมาธ์ จึงเห็นว่า ในจังหวะนี้ยังไม่ต้องรีบซื้อ หรือ ขาย รอจังหวะและจับตาดูทิศทางลมไปก่อน เจ๊เมาธ์ยังเชื่อว่า รัฐบาลยังคงต้องจัดสมดุลในการลดค่าครองชีพ โดยที่ไม่ส่งผลกระทบกับเอกชนมากนัก เพราะถ้ากดกันมากเกินไป ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะวนกลับมาให้แก้ไขจนกลายเป็น “งูกินหาง” แก้กันไปมาไม่รู้จักจบจักสิ้น นั่นเองค่ะ

เมื่อพูดถึงราคาน้ำมันแล้วทำให้เจ๊เมาธ์อดที่จะพูดถึง PTTEP รวมไปถึงหุ้นน้ำมันตัวอื่นไม่ว่าจะเป็น PTT PTTGC TOP SPRC และ BCP ขึ้นมาไม่ได้ เพราะสิ่งที่เป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มนี้มากที่สุดในตอนนี้ คือ กรณีที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้น สูงสุดในรอบเกือบ 1 ปี หลังจากที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ อย่าง ซาอุดีอาระเบีย และ รัสเซีย จะขยายเวลาลดกำลังผลิตน้ำมันดิบรวมกันราว 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ออกไปจนถึงปลายปี 66 

ขณะเดียวกัน ก็ดูเหมือนว่า หุ้นน้ำมันที่เจ๊เมาธ์กำลังพูดถึงเหล่านี้ จะมีการปรับราคาขึ้นช้ากว่าที่ควรจะเป็นอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ PTTEP ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาราคาหุ้นขยับตัวไปในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมันดิบมากถึง 86% นั่นก็ยิ่งทำให้เจ๊เม้าธ์มองว่า PTTEP ยังคงเป็นหุ้นที่น่าสนใจมากกว่าหุ้นอื่นอีกหลายตัว เพราะถึงแม้ซื้อเอาไว้แล้วราคาหุ้นจะไม่ขยับไปอย่างที่คิด แต่อย่างน้อยก็ยังมีปันผลเอาไว้แก้ขัดได้เจ้าค่ะ

*** ถึงแม้ว่า TLI จะมีการบันทึกผลขาดทุนจากขายเงินลงทุนในหุ้น STARK ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา แต่ผลการดำเนินงานของบริษัทก็ยังออกมาดีกว่าที่คาด โดยในไตรมาสที่ 2/66 บริษัทฯ มีกำไร 2,512 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.4% ส่งผลให้กำไรในช่วง 6 เดือนแรกของปี 66 อยู่ที่ 5,640 ล้านบาท 

ขณะเดียวกัน ก็ยังได้สตอรี่ของผลตอบแทนจากบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ที่ปรับขึ้นมาแตะระดับ 4.3% เข้ามาเสริมจนทำให้ราคาหุ้นของ TLI เริ่มถูกไล่ราคากลับขึ้นมาหลังจากที่ราคาหุ้นลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 10.20 บาท 
 
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสัดส่วนประกันสะสมทรัพย์ลดลง รวมถึงพอร์ตการลงทุนที่สูงกว่าปีที่แล้ว คาดว่าค่าเคลมสินไหมรักษาพยาบาล มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะเป็นช่วงหน้าฝน ในขณะที่รอบต่อเบี้ยประกันในไตรมาส 3/66 อาจจะน้อยกว่าไตรมาส 2/66 ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า กำไรปกติในปี 66-68 จะลดลงราว 5-10% 

โดยมองว่า กำไรสุทธิปี 66 จะออกมาราว 9.4 พันล้านบาท ซึ่งแม้ว่าไม่น่าจะสร้างความตื่นเต้นอะไรได้มากนัก เพราะยังใกล้เคียงกับกำไรปี 65 แต่เมื่อมาได้ถึงขนาดนี้แล้ว แม้ว่าจะยังไม่ดีที่สุด แต่อย่างน้อยก็ดีขึ้น ดังนั้นถ้าหากจะมองอย่างมีความหวังว่าใครที่ติดดอยอยู่ที่ราคา 16 บาท อาจจะหลุดดอยได้ก็น่าจะไม่ใช่เรื่องผิดอีกแล้วค่ะ 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 43 ฉบับที่ 3,923 วันที่ 17 - 20 กันยายน พ.ศ. 2566