thansettakij
thansettakij
ล้างอุปสรรคเลิกระเบียบ! ซื้อวัคซีน-ตรวจเชื้อโรคเสรี

ล้างอุปสรรคเลิกระเบียบ! ซื้อวัคซีน-ตรวจเชื้อโรคเสรี

06 ก.ค. 64 | 10:52 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ค. 64 | 10:47 น.

ล้างอุปสรรคเลิกระเบียบ! ซื้อวัคซีน-ตรวจเชื้อโรคเสรี : คอลัมน์ทางออกนอกตำรา ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3694 หน้า 6 ระหว่างวันที่ 8-10 ก.ค.2564 โดย... บากบั่น บุญเลิศ

การควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ระลอกสาม ดูท่ารัฐบาลลุงตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะ "เอาไม่อยู่" เสียแล้ว  

 

จำนวนผู้ติดเชื้อที่ทะลุวันละ 5,000-6,166 ราย เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 50-60 ราย สถิติสูงสุด 61 ราย ยอดผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ เม.ย.2564 ถึงปัจจุบัน 260,370 ราย และไม่มีทีท่าว่าจะลดลงในระยะเวลาอันสั้น 

 

ขณะที่เชื้อไวรัสวายร้ายสายพันธ์ “เดลต้า” กำลังบุกเจาะไข่แดงในเมืองหลวงไปแล้ว  

 

นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปรมาจารย์ด้านไวรัสวิทยาระบุว่า "สายพันธุ์เดลต้า" หรือสายพันธ์อินเดีย ที่เริ่มพบในคนงาน ก่อสร้าง เป็นเชื้อที่ระบาดได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อัลฟ่าหรือสายพันธ์อังกฤษถึง 1.4 เท่า 

 

สายพันธุ์เดลต้า ติดเชื้อได้ง่ายมาก และจะกลายเป็นจุดการระเบิดของการระบาดระลอก 4 ได้ง่าย  

 

ทำไมเป็นเช่นนั้น! เพราะผลการศึกษาเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ จากการศึกษาวิจัยของศูนย์กว่า 700 ตัวอย่าง ในเดือนที่ผ่านมา พบว่าอัตราส่วนในการพบสายพันธุ์เดลต้าสูงขึ้นเร็วมาก จนขณะนี้ส่วนใหญ่ร้อยละ 70 ของผู้ป่วยเป็นสายพันธุ์เดลต้าไปแล้ว


 
สถานการณ์แบบนี้ ถ้ายังยึดมั่นกับบริหารแบบเดิมๆ เชื่อว่า “ลุงตู่” ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เอาไม่อยู่แน่ เพราะการระบาดเร็ว ประชาชนเข้าไม่ถึงการตรวจเชื้อโรคร้ายว่าติดแล้วหรือไม่.. 

 

ปฏิบัติการยึดอำนาจ “กฎหมาย 31 ฉบับ” ในเรื่องการต่อสู้กับสงครามโรคกลับมาอยู่ในมือนายกรัฐมนตรีทั้งหมด เพื่อเป็นกุญแจไปสู่การแก้ไขปัญหาแบบ "เบ็ดเสร็จเด็ดขาด-มีศูนย์บัญชาการรบ ณ จุดเดียว” จะล้มเหลวกลายเป็นศูนย์ นายกฯลุงตู่ จะต้องรับผิดชอบไปเต็มๆโดยไม่ต้องมีใครหน้าไหนมาเป็นเกราะกำบังอีกต่อไป  
 

หากย้อนกลับไปยัง ประกาศฉบับที่ 1 เมื่อเดือน มี.ค.2563 เพื่อจัดตั้ง ศบค.ขึ้นมาในช่วงการระบาดครั้งแรกในไทย ที่มีนายกฯ เป็นประธาน รองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ร่วมเป็นคณะกรรมการด้วยนั้น ถือว่าทำงานสำเร็จจนได้รับการชื่นชมจากทั่วโลก เนื่องจากคุมการระบาดของโควิด-19 ได้อยู่หมัด 

 

กระทั่งเดือนพฤษภาคม 2563 จึงมีประกาศฉบับที่ 2 ยกเลิกอำนาจนายกรัฐมนตรี พร้อมคืนอำนาจให้แต่ละกระทรวงไปมีอำนาจในการทำงานทั้งหมด 

 

เมื่อมาเจอสถานการณ์วิกฤติรอบสาม จึงออกประกาศฉบับที่ 3 เพื่อดึงเอาอำนาจการบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จกลับมายัง ศบค.ให้นายกนัฐมนตรีฯ ในฐานะ ผอ.ศบค.ดำเนินการ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการการติดเชื้อการจัดการวัคซีน การจัดการจุดตรวจได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

 

นับตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2564 ที่มีประกาศราชกิจจานุเบกษา ประกาศ เรื่อง การกำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีตามกฎหมายเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 3) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการอนุญาต อนุมัติ สั่งการ บังคับบัญชา หรือ ช่วยในการป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับยับยั้งในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือฟื้นฟูหรือช่วยเหลือประชาชน... "บิ๊กตู่" จึงมีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการด้านการควบคุมการระบาด การจัดการวัคซีน แต่เพียงผู้เดียว  

 

ทว่านับตั้งแต่ มีการประกาศยึดอำนาจตามกฎหมาย 31 ฉบับมาบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ กลับไม่สามารถ "สยบโควิด-19 ไวรัสวายร้าย” ลงไปได้ จำนวนคนป่วย ยอดคนตาย กำลังกลายเป็นคมหอกปลายดาบที่ถาโถมเข้าใส่นายกรัฐมนตรีแบบมาเป็นชุด โดยไม่มี “กันชน” แม้แต่คนเดียวคอยกางปีกปกป้อง 

 

ประเด็นใหญ่สุดคือ การจัดหา การบริหารจัดการ การกระจาย “วัคซีน” ให้กับประชาชน เพื่อลดความสุ่มเสี่ยงของการติดเชื้อโควิด ซึ่งจนบัดนี้ยังแก้กันไม่ตก กลายเป็นวัวพันหลักจนบัดนี้ เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขของไทย ได้แบ่งการจัดหาวัคซีนและการได้รับวัคซีนของประชาชนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ “วัคซีนหลัก-วัคซีนทางเลือก”

     

วัคซีนหลัก คือ วัคซีนที่ใช้เงินภาษีของประชาชนจัดสรรเข้ามาโดยรัฐบาล ดังนั้นประชาชนจะไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อฉีด ซึ่งประเทศไทย มีวัคซีนหลักแค่ 2 ยี่ห้อได้แก่ AstraZeneca และ Sinovac เพิ่งจะมีการประกาศให้อำนาจราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สามารถนำเข้าวัคซีน “ชิโนฟาร์ม” จากจีนได้อีก 1 ยี่ห้อจำนวน 1 ล้านโดส เมื่อไม่นานมานี้เอง

 

การจัดหาวัคซีนมาฉีดให้กับประชาชนในปริมาณน้อยเกินไป และไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนรวมถึงมี “บางคน-บางกลุ่ม” ทำให้การบริการการจัดหา การจัดฉีดวัคซีนที่รัฐต้องบริการประชาชนให้เป็น “วัคซีนการเมือง” นี่เองที่ทำให้ประชาชนสุดจะอดกลั้น สุดจะอดทน เพราะจนถึงบัดนี้ วัคซีนที่มีกับเป้าหมายในการฉีดวัคซีนให้กับประชานไม่สัมพันธ์กันแม้แต่นิดเดียว วัคซีนยังมาแบบกะปริบกะปรอย ฉัดได้ลดน้อยถอยลง 
 

ประการต่อมา ข้อครหาในการจัดหาวัคซีนคุณภาพต่ำมาฉีดให้กับประชาชนในจำนวนมาก จนวัคซีนรองอย่าง “ชิโนแวค” กลับมีปริมาณการจัดซื้อจัดหามาฉีดให้ประชาชนมากกว่า วัคซีนหลักที่ประกาศไว้คือ “แอสตร้าเซเนก้า” ไปเสียแล้ว

 

และเมื่อประชาชนถามหาประสิทธิภาพ ถามหาการจัดหาวัคซีนยี่ห้ออื่นๆ กลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงผู้กำกับทางนโยบาย นอกจากบอกว่า วัคซีนที่ดีคือวัคซีนที่มี...แต่ประเทศอื่นๆ กลับมีวัคซีนมาปกป้องโรคร้ายหลากหลายยี่ห้อและคุณภาพดีกว่าประเทศไทย

 

แม้รัฐบาลจะประกาศเปิดทางให้เอกชนสามารถจัดหา “วัคซีนทางเลือก” เข้ามาให้บริการประชาชนได้ตั้งแต่เดือน เมษายน 2564 แต่จนบัดป่านนี้ยังไม่ความคืบหน้าในการจัดหาอาวุธแบบฉุกเฉินเพื่อนำมารับมือกับ “สงครามของโรค”

 

ผู้คนรับทราบจากคำประกาศของรัฐว่า การจัดหาวัคซีนทางเลือกนั้น แม้โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งอยากจะซื้อเอามาฉีดให้ประชาชน แต่ความจริงไม่สามารถทำได้ เพราะผู้ผลิตวัคซีนไม่เจรจากับเอกชน แต่จะเจรจากับภาครัฐอย่างเดียว

 

เพราะวัคซีนโควิด-19 ถูกคิดค้นขึ้นมาอย่างเร่งด่วน และเป็นการขึ้นทะเบียนใช้แบบฉุกเฉิน   (Emergency Use Authorization:EUA) และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนจากการฉีดวัคซีน บริษัทผู้ผลิตไม่ต้องการถูกฟ้องร้อง

 

จึงต้องการ “การรับรองจากภาครัฐของแต่ละประเทศ” ว่าจะรับผิดชอบอาการแทรกซ้อนโดยไม่ฟ้องร้องเอาผิด

 

ภาครัฐของไทยจึงมอบการดูแลการนำเข้าวัคซีนโดยตรงให้กับองค์การเภสัชกรรม ที่เปรียบเสมือนตัวแทนของภาครัฐในการนำเข้า แต่การจะเจรจาซื้ออละนำเข้าจะต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้เรียบร้อยก่อนโรงพยาบาลเอกชน ที่อยากได้วัคซีนทางเลือก ต้องรอให้องค์การเภสัชกรรม เป็นผู้นำเข้าวัคซีนเข้ามา แล้วไปซื้อต่ออีกทีหนึ่ง มีเงินอย่างเดียวก็ซื้อไม่ได้ แต่ต้องไปตามนี้เท่านั้น

 

ประเด็นคือนับตั้งแต่มีการประกาศขึ้นทะเบียนวัคซีน  5 ยี่ห้อ  ไล่จาก AstraZeneca, Sinovac, Johnson & Johnson, Moderna และ Sinopharm นั้น เชื่อฟหรือไม่ว่า วัคซีนชิโนแวคคือพรเอกตัวจริง ในจำนวนประชากร 7.2-7.3 ล้านคนที่ได้รับวัคซีนทั้งเข็ม  และเข็ม2 นั้น เป็นวัคซีนชิโนแวค 80%

 

ประชาชนที่อยากจะได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพกว่าในภาวะที่การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ขยายวงกว่างออกไปและติดเชื้อเร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งแห่ไปจองซื้อวัคซีนอื่น จึงตั้งคำถามถึงกระบวนการจัดการของรัฐบาลและรุมสกรัมรัฐบาลลุงตู่อย่างหนักหน่วง

 

 
ในเมื่อวัคซีนไม่มาตามนัด เชื้อโรคร้ายขยายวงกว้าง ธุรกิจเดินหน้าไปไม่ได้ คนกำลังรอนอนความตายจากการติดเชื้อ เขาจึงไม่เชื่อกระบวนการทำงานแบบปกติของระบราชการแล้ว

 

รัฐบาล-พล.อ.ประยุทธ์ ควรอย่างยิ่งจะต้องพิจารณาในเรื่องนี้ให้เป็นวาระสำคัญ 

 

ทำไม ไม่อาศัยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร จัดการออกประกาศลดขั้นตอน ระเบียบราชการ ข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการทำงาน หรือขัดกขวางการได้มาซึ่งยา วัคซีน เป็นกรณีพิเศษจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ 

 

ถ้ารัฐบาลกล้าประกาศพรก.ฉุกเฉินเพื่อควบคุม ปิดร้าน จำกัดการเดินทาง ปิดพื้นที่ได้ ก็ออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินลดขั้นตอนการทำงาน ลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการดูแลรักษา การจัดหาวัคซีน หรือการเปิดทางให้เอกชนเป็นผู้จัดหาวัคซีนมาแทนภาครัฐได้ 

 

เหนือกว่านั้นต้องกล้าที่จะปลดล็อกขีดจำกัดในการตรวจเชื้อของประชาชนที่ปัจจุบัน ไม่มีสถานพยาบาลไหนกล้ารับตรวจเชื้อโควิดให้กับประชาชน เพราะกลัวจะต้องรับดูแลรักษาหากเกิดอาการป่วย มาให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการติดเชื้อด้วยตัวเองผ่านการทดสอบเบื้องต้นจาก Rapid test ที่บ้าน ที่สำนักงานเพื่อหาทางป้องกันตัวเองได้ง่าย

 

สถานการณ์ตอนนี้ถือว่าวิกฤติแล้ว ทำได้ทำเลยครับ ถ้าไม่ทำ ลุงตู่จะเจอวิกฤติศรัทธาถาโถมเข้าใส่หนักกว่านี้อีกแน่นอน....