
เตรียมรับความผันผวน
บทบรรณาธิการ เตรียมรับความผันผวน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3896
สัปดาห์นี้ เป็นสัปดาห์ที่สำคัญในตลาดเงิน ตลาดทุน เพราะจะมีการประชุมธนาคารกลาง 3 แห่งพร้อมๆ กันคือ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำหนดประชุมนโยบายการเงินวันที่ 13-14 มิ.ย. ซึ่งเราจะทราบผล ก็เช้าวันพฤหัสบดีที่ 15 มิ.ย. ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีกำหนดประชุมวันที่ 15 มิ.ย.เช่นกัน ตามด้วยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะประกาศการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินในวันศุกร์ที่ 16 มิ.ย.
ก่อนการประชุมเฟด 1 วัน จะมีการเปิดเผยตัวเลขสำคัญที่จะมีผลต่อนโยบายดอกเบี้ยของเฟด นั่นก็คือ เงินเฟ้อสหรัฐ เดือน พ.ค. ซึ่งตลาดคาดว่า จะลดลงเหลือ 4.1%YoY จากเดือนก่อน 4.9%YoY ถือว่าตํ่ากว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ 5.25% พอสมควรแล้ว จึงน่าจะทำให้เฟดหยุดการขึ้นดอกเบี้ยชั่วคราวไว้ก่อน หลังจากขึ้นดอกเบี้ยมาแล้ว 10 ครั้งติดต่อกัน
ขณะที่ ECB ที่ประชุมหลังเฟดหนึ่ง แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจยูโรโซนอาจชะลอลง แต่ตลาดมองว่า ECB จะยังคงให้ความสำคัญต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 6.1% สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ ECB ถึง 3 เท่า จึงมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 3.50% พร้อมกับส่งสัญญาณชัดเจนว่า ยังมีความจำเป็นที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง
หากเฟดคงอัตราดอกเบี้ย พร้อมส่งสัญญาณจบรอบขาขึ้นดอกเบี้ยชัดเจน เงินดอลลาร์อาจพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้ และการขึ้นดอกเบี้ยของ ECB จะช่วยหนุนให้ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นและอาจจะกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง ซึ่งจะทำให้เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นได้
ส่วน BOJ ตลาดมองว่า BOJ จะยังคงใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อ โดยจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ -0.10% จนกว่า BOJ จะมั่นใจว่า อัตราเงินเฟ้อจะมีแนวโน้มอยู่ใกล้ระดับ 2% ได้ในระยะยาว แม้ว่าปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อจะสูงกว่า 3.5% ก็ตาม แต่ BOJ ยังคงกังวลว่า อัตราการเติบโตของค่าจ้างยังไม่สูงพอที่จะหนุนให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ใกล้ระดับ 2% ได้ในระยะยาว
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของจีนเดือนพ.ค. ขยายตัวเพียง +0.2%YoY ตามที่ตลาดคาด ขยับขึ้นเล็กน้อยจากเดือนเม.ย.ที่ +0.1%YoY สะท้อนว่า Demand ที่อ่อนแอลง ได้ส่งผลกระทบต่อการผลิต ทำให้เศรษฐกิจจีนยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ จึงคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ปีลง 0.1% ในการประชุมวันที่ 15 มิ.ย.นี้ และยังคาดหวังว่า รัฐบาลจีนจะออกมาตรการออกมาเพิ่มเติม เนื่องจากนโยบายการเงินและการคลังที่กระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบันถือว่ามีน้อยมาก เมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา
ด้านปัจจัยในประเทศยังได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่นิ่ง ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันที่ 12 มิ.ย. เหลือเพียง 3.1 หมื่นล้านบาท เป็นระดับตํ่าสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปีก่อน สะท้อนภาพของความเชื่อมั่นที่หดหาย
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเสนอเรื่องการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. ตั้งแต่วันที่ 13 มิ.ย. คาดว่าแล้วเสร็จ 27 มิ.ย. ทำให้มีโอกาสที่จะได้ ครม.เร็วขึ้นราว 2 สัปดาห์กว่าๆ หรือช่วงปลายๆ เดือนก.ค. ท่ามกลางการร้องเรียนต่างๆ ที่ยังไม่จบ











