
เทศกาลของขวัญ ประชาชน อย่าหลง “ของฟรี”
บทบรรณาธิการ
กลายเป็นประเพณีปฏิบัติ ทุกสิ้นปีรัฐบาลต้องคิดค้นหา “ของขวัญ” ให้ประชาชน ปีนี้รัฐบาลสั่งการให้แต่ละกระทรวงไปคิดมาตรการของขวัญปีใหม่ โดยให้รวบรวมให้เสร็จสิ้นภายใน 29 พ.ย. 2565 เพื่อให้ทันพิจารณาของครม.และประกาศก่อนสิ้นปี
แต่การประชุมครม.วันที่ 6 ธ.ค. 2565 ที่ถูกจับตาว่าจะเคาะของขวัญปีใหม่ 2566 นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการช็อปดีมีคืน และเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 5 ว่าจะมีรายละเอียดเป็นอย่างไรนั้น ปรากฎว่ายังไม่ถูกบรรจุเข้าวาระพิจารณาของครม.
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงาน ซึ่งต้องทำอย่างรอบคอบ ดูว่ามีงบหรือไม่ ระมัดระวังที่จะไม่สร้างปัญหาในอนาคต สิ่งที่ทำได้ก็อยากทำให้ประชาชน โดยจะพิจารณาหลังกลับจากร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-ยุโรป 12-15 ธ.ค.นี้ที่เบลเยียม
ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้นมีการจุดประเด็นให้ใช้มาตรการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นมาตรการเพื่อพยุงกำลังซื้อจากผลกระทบการระบาดเชื้อโควิด-19 ที่ต้องใช้เม็ดเงินค่อนข้างสูง แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกมาดับฝัน ย้ำว่าภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวขับเคลื่อนไปได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าไปอัดฉีดกำลังซื้อเพิ่มเติม อีกทั้งสิ้นสุดระยะเงินกู้และใช้วงเงินเพื่อใช้รับมือโควิด-19 หมดแล้ว
ขณะที่การดูแลภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชน ที่ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ตีกลับข้อเสนอ 3 แนวทาง ที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประมาณการค่าเอฟที สำหรับงวดเดือน ม.ค. - เม.ย. 2566 ที่จะทำให้ค่าไฟอยู่ที่ 5.37- 6.03 บาทต่อหน่วยนั้น ให้ตรึงไว้ที่ไม่เกิน 4.72 บาทต่อหน่วย โดยไปจัดสรรรายได้จากธุรกิจโรงแยกก๊าซของปตท. 6,000 ล้านบาทมาสนับสนุน
หน่วยปฏิบัติชี้ว่า เวลานี้แบกต้นทุนพลังงานหนักมาก ต้องดูผลของมาตรการรัฐว่าจะลดต้นทุนเชื้อเพลิงได้ระดับไหน แต่เบื้องต้นอาจไม่สามารถตรึงได้ 100% อาจขยับเป็นประมาณ 5 บาทต่อหน่วย เพราะต้นทุนราคาเชื้อเพลิงแพงขึ้นต่อเนื่อง และคาดการณ์อนาคตได้ยากขึ้น และการนำเงินช่วยเหลือของปตท.มาใช้มีช่องทางไหนที่ทำได้บ้าง เพราะหากกฏหมายไม่เปิดช่องก็ทำไม่ได้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนข้อจำกัดของ “งบประมาณ” ของรัฐเวลานี้
ไม่เพียง “ของขวัญ” จากรัฐบาลที่สังคมเฝ้าจับตา เพราะเวลานี้เริ่มนับถอยหลังสู่โหมดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ที่จะเกิดขึ้นอย่างช้าสุดภายใน 7 พ.ค.2566 ท่ามกลางการเฝ้าติดตามว่า นายกฯ อาจตัดสินใจยุบสภาก่อนครบวาระ 24 มี.ค.2566 นี้ก็เป็นได้ ทำให้พรรคต่าง ๆ เริ่มเสนอ “นโยบาย” เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งกันอย่างคึกคักแล้ว
ล่าสุด พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า ว่าภายในปี 2570 หรือท้ายสมัยของรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง หากได้เป็นรัฐบาลจะดำเนินการเพื่อให้ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่วันละ 600 บาท หรือเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัว เงินเดือนปริญญาตรีเริ่มต้น 25,000 บาท จัดระบบรถไฟฟ้าแบบตั๋วร่วม 20 บาทต่อเที่ยว เป็นต้น และก่อนหน้านี้พรรคไทยสร้างไทยก็เคยเสนอนโยบายบำนาญประชาชน โดยจะแจกบำนาญผู้สูงอายุเดือนละ 3,000 บาท
นับเป็นเทศกาล “ของขวัญ” ที่รัฐบาลและพรรคการเมือง กำลังโหมคำมั่นสัญญาว่าจะ“แจกจ่าย”ให้ประชาชนต่อเนื่อง ทั้งเทศกาลต้อนรับปีใหม่ต่อเนื่องเทศกาลหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ สำคัญกว่าเรื่อง “จะได้อะไร” ประชาชนเองต้องถามรัฐบาลและนักการเมืองให้ชัด ของขวัญที่ว่าคืออะไร ได้มาจากไหน และใครต้องเป็นคนจ่าย เพราะ “ของฟรีไม่มีในโลก”












