thansettakij
thansettakij
ฮอร์มุซปิด โลกป่วน New Normal เขย่าไทย

ฮอร์มุซปิด โลกป่วน New Normal เขย่าไทย

15 ก.ค. 69 | 07:56 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ก.ค. 69 | 09:27 น.

ฮอร์มุซปิด โลกป่วน New Normal เขย่าไทย : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,218

KEY

POINTS

  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น เสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก และจะส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้นทันที
  • ประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ ก๊าซ LNG และแม่ปุ๋ยจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง จะได้รับผลกระทบโดยตรง ทำให้ต้นทุนการผลิต ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง และค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น
  • ผลกระทบจะกระจายไปสู่ภาคส่วนสำคัญ ทั้งภาคส่งออกที่เผชิญต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น และภาคเกษตรที่ต้นทุนปุ๋ยสูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและเงินเฟ้อในประเทศ

การล่มสลายของบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (MoU) ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ไม่ใช่เพียงความล้มเหลวของการเจรจาทางการทูต แต่เป็นสัญญาณว่าสงครามตะวันออกกลางกำลังกลับเข้าสู่จุดอันตรายอีกครั้ง และเมื่อการสู้รบลุกลามจนกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ผลกระทบย่อมไม่ได้หยุดอยู่แค่ภูมิภาคนั้น แต่กำลังแผ่คลื่นกระแทกไปยังเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทย

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางลำเลียงนํ้ามันและก๊าซธรรมชาติราว 1 ใน 5 ของการใช้ทั่วโลก ทุกครั้งที่เกิดความตึงเครียด ราคานํ้ามัน ก๊าซธรรมชาติ และค่าระวางเรือจะปรับตัวสูงขึ้นทันที ก่อนส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และราคาสินค้าในทุกประเทศ 

ขณะที่ความผันผวนของตลาดการเงินและความเชื่อมั่นนักลงทุนยิ่งซํ้าเติมเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่เงินเฟ้อ หรือ Stagflation อาจกลับมาอีกครั้ง

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบไม่ได้มีเพียงราคานํ้ามันหน้าปั๊ม แต่ครอบคลุมทั้งระบบเศรษฐกิจ ไทยยังพึ่งพาการนำเข้านํ้ามันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง รวมถึงก๊าซ LNG จากกาตาร์เพื่อผลิตไฟฟ้า เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิต ค่าไฟ ค่าขนส่ง และค่าครองชีพจะทยอยปรับสูงขึ้นตาม 


ขณะเดียวกัน ภาคส่งออกต้องเผชิญต้นทุนโลจิสติกส์และค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้น ส่วนภาคนำเข้าต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบและเคมีภัณฑ์ที่สูงขึ้น กดดันผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

อีกประเด็นที่น่ากังวล คือ ภาคเกษตร ไทยพึ่งพาการนำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง หากการขนส่งหยุดชะงัก ราคาปุ๋ยจะเพิ่มขึ้นอีกทันที กระทบต้นทุนการเพาะปลูก ก่อนส่งผ่านไปยังราคาอาหารและเงินเฟ้อ ซึ่งท้ายที่สุดผู้บริโภคคือผู้รับภาระ

สถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลต้องดำเนินมาตรการเชิงรุก ไม่ใช่เพียงติดตามสถานการณ์ ทั้งการบริหารสต๊อกนํ้ามันและก๊าซให้เพียงพอ กระจายแหล่งนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบ เร่งหาแหล่งนำเข้าแม่ปุ๋ยใหม่ และเตรียมมาตรการบรรเทาค่าครองชีพให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะประชาชนรายได้น้อยและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่พุ่งสูง

ภาคเอกชนเองต้องเร่งบริหารความเสี่ยง ทั้งการกระจายตลาดส่งออก สำรองวัตถุดิบที่จำเป็น บริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพราะความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์กำลังกลายเป็นความเสี่ยงถาวร (New Normal) ของเศรษฐกิจโลก

ส่วนประชาชนควรวางแผนการใช้จ่าย ใช้พลังงานอย่างประหยัด และหลีกเลี่ยงการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็น เพื่อรับมือกับค่าครองชีพที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะต่อไป

วิกฤตฮอร์มุซรอบใหม่จึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ แต่เป็นบททดสอบสำคัญของทุกประเทศ ที่พึ่งพาพลังงานนำเข้า รวมถึงไทย ที่ต้องเร่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน กระจายแหล่งนำเข้า และผลักดันพลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง 

เพราะในโลกที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ความสามารถในการรับมือและปรับตัว จะเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และจะกำหนดความแข็งแกร่งของประเทศในระยะยาว 

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,218 วันที่ 16 -18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569