
'เดโมแครต' คว่ำงบกลาโหม 1.15 ล้านล้าน เบรก 'ทรัมป์' ลุยสงครามอิหร่าน
การเมืองในสภาสูงสหรัฐฯ ระอุ "พรรคเดโมแครต" ผนึกกำลังโหวตคว่ำงบกลาโหม 1.15 ล้านล้านดอลลาร์ ค้าน "ทรัมป์" ก่อสงครามอิหร่านโดยไม่ขออนุมัติสภา ขณะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งรับมาตรการปิดล้อมท่าเรือและคำขู่ถล่มโรงไฟฟ้า
KEY
POINTS
- พรรคเดโมแครตในวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติคัดค้านร่างกฎหมายงบประมาณกลาโหม (NDAA) มูลค่า 1.15 ล้านล้านดอลลาร์
- การคัดค้านมีเป้าหมายเพื่อสกัดกั้นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ให้ตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านโดยไม่ผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส
- เดโมแครตให้เหตุผลว่าการตัดสินใจของทรัมป์ขาดกลยุทธ์และแผนการที่ชัดเจน และกังวลว่าการอนุมัติงบประมาณจะถูกตีความว่าเป็นการรับรองสงคราม
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานความขัดแย้งภายในรัฐสภาสหรัฐฯ ที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังพรรคเดโมแครตในวุฒิสภาตัดสินใจลงมติคัดค้านร่างกฎหมายงบประมาณกลาโหม (NDAA) มูลค่ามหาศาลถึง 1.15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการทำสงครามกับอิหร่านโดยพลการ
ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางเลวร้ายลงหลังสหรัฐฯ สั่งปิดล้อมท่าเรืออิหร่านทุุกแห่ง และอิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเดือน**
เดโมแครตต้านงบศึก 1.15 ล้านล้าน ชี้ "ทรัมป์" ก่อสงครามไร้ยุทธศาสตร์
พรรคเดโมแครตในวุฒิสภาสหรัฐฯ ร่วมกันสกัดกั้นร่างกฎหมายนโยบายป้องกันประเทศประจำปี (NDAA) มูลค่า 1.15 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าไม่พอใจที่ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจส่งกองกำลังเข้าสู่ความขัดแย้งในอิหร่านโดยไม่ปรึกษาหารือกับสภาคองเกรส
นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา ระบุว่าทรัมป์เริ่มสงครามครั้งนี้โดยปราศจากการอนุมัติ ขาดกลยุทธ์ และไม่มีแผนการถอนตัวที่ชัดเจน แม้การลงคะแนนเสียงจะอยู่ที่ 50 ต่อ 46 เสียง แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะผ่านเกณฑ์ 60 เสียงที่จำเป็นสำหรับการขับเคลื่อนกฎหมายในวุฒิสภาที่มีสมาชิก 100 คน
นอกจากนี้ สมาชิกพรรคเดโมแครตยังกังวลว่าการอนุมัติงบประมาณมหาศาลนี้จะถูกตีความว่าเป็นการรับรองสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์
ทรัมป์สำแดงกำลัง "ปิดล้อมท่าเรือ" พร้อมขู่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
รอยเตอร์ส รายงานด้วยว่า ในขณะที่การเมืองภายในวอชิงตันกำลังติดล็อก รัฐบาลทรัมป์ได้ยกระดับความตึงเครียดด้วยการกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางเรือต่อท่าเรืออิหร่านทุกแห่งอีกครั้ง พร้อมกับส่งสัญญาณเตือนอย่างแข็งกร้าวว่า สหรัฐฯ อาจโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน เช่น โรงไฟฟ้าและสะพานในสัปดาห์หน้า หากเตหะรานยังปฏิเสธที่จะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา
ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวในการสัมภาษณ์ว่า "เป้าหมายด้านพลังงานจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่โจมตี แต่เราจะทำแน่" อย่างไรก็ตาม คำขู่ดังกล่าวสร้างข้อถกเถียงอย่างหนัก เนื่องจากอนุสัญญาเจนีวาปี 1949 มีข้อกำหนดห้ามโจมตีสถานที่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของพลเรือน
ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่าได้เริ่มการโจมตีระลอกใหม่เพื่อทำลายขีดความสามารถของอิหร่านในการโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีรายงานการโจมตีเรือไปแล้ว 7 ลำในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
วิกฤตพลังงานจ่อซ้ำเติมโลก "ฮอร์มุซ-ทะเลแดง" เสี่ยงถูกปิดตาย
การตอบโต้ของอิหร่านด้วยการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้น 15% ภายในสัปดาห์เดียว มาอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นักวิเคราะห์เตือนว่าสถานการณ์อาจเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม หากอิหร่านใช้พันธมิตรอย่างกลุ่มฮูตีในเยเมนปิดช่องแคบบับเอลมันเดบในทะเลแดงร่วมด้วย ซึ่งอาจดันราคาน้ำมันโลกทะยานแตะ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ท่ามกลางวิกฤตที่ขยายวง สหรัฐฯ กำลังเร่งแผนสำรองด้วยการสนับสนุนให้อิรักและซีเรียฟื้นฟูท่อส่งน้ำมันดิบ "คีร์คูก-บานิยาส" เพื่อเป็นทางเลือกในการขนส่งพลังงานเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม สงครามครั้งนี้กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวอเมริกัน เนื่องจากราคาน้ำมันในประเทศที่พุ่งสูงขึ้น และการเลือกตั้งสภาคองเกรสในเดือนพฤศจิกายนที่กำลังใกล้เข้ามา






