
ดร.สมภพเปิด 3 เหตุผล ทรัมป์เร่งปิดดีลอิหร่าน เชื่อช่องแคบฮอร์มุซเปิดก่อน 30 วัน
รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ วิเคราห์ 3 เหตุผลที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการเร่งปิดดีลกับอิหร่าน เชื่อว่าสมครามมีแนวโน้มผ่อนคลายลง และช่องแคบฮอร์มุซเปิดเดินเรือได้ ก่อนครบกำหนด 30วัน
KEY
POINTS
- ดร.สมภพวิเคราะห์ 3 เหตุผลที่ทรัมป์เร่งเจรจากับอิหร่าน ต้องการผ่อนคลายสถานการณ์สงครามจริง ซึ่งหวังผลบวกต่อตัวทรัมป์เอง
- เป้าหมายสำคัญของข้อตกลงคือการควบคุมราคาน้ำมันเพื่อลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยอาจมีการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรเพื่อให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้น
- ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะสามารถกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ หรือภายในเวลาไม่ถึง 30 วัน เนื่องจากเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย
รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ประเมินว่าบันทึกความเข้าใจ (MOU) 14 ข้อ ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน มีแนวโน้มนำไปสู่การยุติความขัดแย้งและลดระดับการเผชิญหน้าระหว่างทั้งสองฝ่าย แม้รายละเอียดหลายประเด็นยังคงมีลักษณะกว้าง และต้องใช้เวลาเจรจาต่อเนื่อง
รศ.ดร.สมภพ กล่าวว่า การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เร่งผลักดันให้เกิดข้อตกลงดังกล่าว มีเหตุผลสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ โดยประการแรกคือการส่งสัญญาณต่อที่ประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ (G7) ว่าสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการผลักดันการเจรจากับอิหร่านและสามารถลดความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้
ประการที่สอง เป็นการส่งสัญญาณไปยังธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งกำลังมีท่าทีเข้มงวดด้านนโยบายการเงินมากขึ้น หลังตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) และเงินเฟ้อผู้ผลิต (PPI) ยังคงอยู่ในระดับสูง หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อจนกระทบราคาพลังงาน อาจทำให้เฟดมีเหตุผลในการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อตลาดทุนทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ส่วนเหตุผลประการที่สาม คือปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศ เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีการก่อตั้งประเทศ ขณะที่ทรัมป์ต้องการสร้างผลงานที่ประชาชนสามารถรับรู้ได้โดยตรง ซึ่งการทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจะช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มความนิยมทางการเมือง โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม (Mid-term Election)
“ถ้าราคาน้ำมันลง ผู้บริโภคอเมริกันก็ได้ประโยชน์ทันที ทั้งเรื่องค่าเดินทางและค่าครองชีพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญทางการเมืองสำหรับทรัมป์” รศ.ดร.สมภพ กล่าว
ต่อความกังวลถึงความไม่แน่นอนของสงคราม หากไม่สามารถตกลงกันได้จากการเจรจาต่อรองหลังจากนี้ ดร.สมภพกล่าวว่าโอกาสที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะกลับเข้าสู่ความขัดแย้งทางทหารครั้งใหม่ในระยะสั้นมีค่อนข้างน้อย เนื่องจากเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลสหรัฐฯ คือการรักษาระดับราคาน้ำมันให้อยู่ในกรอบประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตคือการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร (Sanctions) ต่ออิหร่าน เนื่องจากหากอิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันได้มากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาดโลกและกดดันราคาพลังงานให้ลดลง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของสหรัฐฯ ในการควบคุมเงินเฟ้อ
สำหรับกระแสข่าวที่ระบุว่าใน MOU สหรัฐฯ อาจต้องให้เงินฟื้นฟูอิหร่านมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น รศ.ดร.สมภพ ระบุว่า จากการตรวจสอบรายละเอียด 14 ข้อ ไม่พบเงื่อนไขดังกล่าว โดยมีเพียงประเด็นการทยอยคืนทรัพย์สิน หรือเงินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ประมาณ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
“ตัวเลข 300,000 ล้านดอลลาร์ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะหากสหรัฐฯ รับเงื่อนไขเช่นนั้น ก็แทบจะเท่ากับยอมรับว่าตัวเองเป็นฝ่ายแพ้สงคราม” รศ.ดร.สมภพย้ำ
อย่างไรก็ตามการฟื้นฟูเศรษฐกิจอิหร่านในอนาคตอาจเกิดขึ้นผ่านการลงทุนจากประเทศในตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และคูเวต ซึ่งมีเงินทุนจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) จำนวนมาก แต่จะต้องมีเงื่อนไขสำคัญคือ อิหร่านต้องให้หลักประกันว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และต้องมีการรับรองเสถียรภาพด้านความมั่นคงในระยะยาว
ส่วนประเด็นการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและการเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่นั้น รศ.ดร.สมภพ มองว่าไม่ใช่อุปสรรคสำคัญ เนื่องจากเป็นผลประโยชน์ร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งพลังงาน และเชื่อว่าการเดินเรือจะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายในเวลาไม่นาน อาจเร็วกว่ากรอบ 30 วันที่มีการคาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตามเห็นว่า แม้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะมีแนวโน้มคลี่คลาย แต่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ฮามาส และฮูตี ซึ่งดำเนินมายาวนานหลายทศวรรษ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยการเจรจาและการหาทางออกทางการเมืองต่อไปในอนาคต





