
ยุติสงคราม น้ำมันลงชั่วคราว เตือนเฟดส่งสัญญาณดอกเบี้ยสูงยาว กดดันหุ้น-บาทผันผวน
กูรูชี้ MOU สหรัฐ-อิหร่านคลายปมภูมิรัฐศาสตร์ กดราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงชั่วคราว ขณะที่เฟดส่งสัญญาณดอกเบี้ยระดับสูงระยะยาวยาว กดดันหุ้น จับตาบาทผันผวน และเงินทุนไหลออกจากตลาดทุนไทย
KEY
POINTS
- การลงนาม MOU ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ช่วยลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงในระยะสั้น
- ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับสูงเป็นเวลานาน เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง
- นโยบายดอกเบี้ยสูงของเฟดสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้น และส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวน ซึ่งอาจกระทบต่อกระแสเงินทุนไหลออก
จากการลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์ในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรียบร้อยแล้ว ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน เพื่อยุติสงคราม ณ พระราชวังเวอซายส์ ประเทศฝรั่งเศส ภายใต้การเป็นเจ้าภาพของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง
นายพงศกร พูนพิเชฐธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์ ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น จำกัด ประเมินสภาวะตลาดจากว่า ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากช่วยลดความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก คิดเป็นเกือบ 20% ของปริมาณการขนส่งน้ำมันทั่วโลก
ผลกระทบระยะสั้นที่เห็นได้ชัดคือราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงทันที ส่งผลบวกต่อเงินเฟ้อฝั่งต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่าการส่งออกน้ำมันของอิหร่านจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้รวดเร็วเพียงใด รวมถึงท่าทีของกลุ่มโอเปกว่าจะปรับลดกำลังการผลิตเพื่อพยุงราคาหรือไม่
“แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลง แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าจะกลับไปอยู่ในระดับ 40-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะหากยังเคลื่อนไหวในกรอบ 80-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็ยังถือว่าเป็นระดับที่สร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้ออยู่” นายพงศกรกล่าว
สำหรับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) นายพงศกรมองว่า ตลาดยังอยู่ในช่วงตีความสัญญาณจากเฟดที่ส่งออกมาหลังการประชุมล่าสุด โดยมองว่าเฟดกำลังใช้ “เกมจิตวิทยาเงินเฟ้อ” มากกว่าการส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอย่างจริงจังในทันที
แม้ราคาน้ำมันจะลดลงและช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านเงินเฟ้อบางส่วน แต่เงินเฟ้อในภาคบริการและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน หรืออาจมีโอกาสปรับขึ้นเพิ่มเติมได้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดหุ้นโลก และอาจผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ให้ปรับตัวสูงขึ้น
ในส่วนของประเทศไทย นายพงศกรมองว่า ความผันผวนของค่าเงินบาทเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยเงินบาทที่เคลื่อนไหวบริเวณ 32.6-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อาจยังมีความผันผวนต่อเนื่อง และหากเงินบาทอ่อนค่ามากขึ้น อาจส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดการเงินไทย และเพิ่มต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบของภาคธุรกิจ
สำหรับมุมมองต่อทองคำ นายพงศกรยังคงเป้าหมายราคาทองคำระยะยาวที่ระดับประมาณ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงปลายปี โดยมองว่าปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่สงครามหรือการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกยังคงทยอยสะสมทองคำเข้าทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
“สิ่งที่ตลาดอาจพูดถึงน้อย คือความกังวลต่อระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ทำให้หลายประเทศต้องการกระจายความเสี่ยงจากการถือครองเงินดอลลาร์ และเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรอง ดังนั้นแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกยังเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำในระยะยาว” นายพงศกรระบุ
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้พิจารณาลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศอายุยาว เพื่อล็อกอัตราผลตอบแทนในช่วงที่ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ฝั่งตลาดหุ้นยังให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่ม Defensive และหุ้นเทคโนโลยีที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง
นอกจากนี้ ยังมองบวกต่อกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม Memory ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว
ส่วนกรณีการลงทุนใน SpaceX นายพงศกรมองว่า แม้บริษัทจะมีศักยภาพการเติบโตสูงจากธุรกิจอวกาศและเทคโนโลยีภายใต้การบริหารของอีลอน มัสก์ แต่ยังมีหลายธุรกิจที่อยู่ในช่วงลงทุนและยังไม่สามารถสร้างกำไรหรือกระแสเงินสดได้อย่างเต็มที่
นักลงทุนควรจับตาพัฒนาการของบริษัทอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากมีการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต แต่ยังไม่ควรทุ่มน้ำหนักการลงทุนทั้งหมดไปที่หุ้นดังกล่าว เนื่องจากระดับราคาปัจจุบันสะท้อนความคาดหวังเชิงบวกไปพอสมควรแล้ว





