
ทูตไทย ณ กรุงโซล ถก ตม.เกาหลีใต้ หลังแบล็กลิสต์แรงงานไทย 4 จังหวัด
เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล เผยเกาหลีใต้ตัดสิทธิแรงงานจาก 4 จังหวัดไทย หลังพบอัตราหลบหนีแตะ 20% เร่งเจรจาเกาหลีใต้ หวังคงช่องทางส่งออกแรงงานไทยระยะยาว
KEY
POINTS
- ทางการเกาหลีใต้ประกาศระงับการนำเข้าแรงงานภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาล (วีซ่า E-8) จาก 4 จังหวัดของไทย ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ และมหาสารคาม ตลอดปี 2569 เนื่องจากมีอัตราการหลบหนีนายจ้างสูงถึง 20% ซึ่งมาตรการนี้มีผลเฉพาะแรงงานกลุ่มดังกล่าวเท่านั้น
- เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ได้เข้าหารือกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้ เพื่อชี้แจงสาเหตุของปัญหา โดยสะท้อนว่าส่วนหนึ่งเกิดจากนายจ้างเกาหลีใต้ยังไม่พร้อมรับแรงงานเข้าทำงานทันที ทำให้แรงงานขาดรายได้และถูกชักชวนให้ไปทำงานผิดกฎหมาย
- สถานทูตไทยกำลังผลักดันการหารือเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว ทั้งการปรับปรุงระบบคุ้มครองสิทธิแรงงาน การเพิ่มโควตา และการตั้งกลไกหารือร่วมกัน โดยยืนยันว่าภาพลักษณ์แรงงานไทยโดยรวมยังดี และจำนวนผู้พำนักผิดกฎหมายกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง
จากกรณีที่ทางการเกาหลีใต้ประกาศระงับการนำเข้าแรงงานไทยภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาล ภายใต้วีซ่า E-8 จาก 4 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ และมหาสารคาม ตลอดปี 2569 จากปัญหาแรงงานหลบหนีนายจ้าง กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตา ไม่เพียงในมิติแรงงานผิดกฎหมาย แต่ยังโยงไปถึงภาพลักษณ์แรงงานไทย ความสัมพันธ์ด้านแรงงานระหว่างไทย-เกาหลีใต้ และปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย
แม้ในช่วงแรก ข่าวการ “แบล็กลิสต์ 4 จังหวัด” จะสร้างความตื่นตระหนกในสังคมไทย แต่ข้อมูลจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีผลเฉพาะแรงงานภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาลในระบบ E-8 เท่านั้น ไม่ได้กระทบแรงงานไทยทั้งหมดในเกาหลีใต้
นายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ปัจจุบันคนไทยในเกาหลีใต้มีประมาณ 161,584 คน โดยเป็นผู้พำนักถูกกฎหมายราว 49,866 คน ส่วนใหญ่อยู่ในระบบแรงงาน E-9 และแรงงานทักษะฝีมือ E-7 ขณะที่ผู้พำนักผิดกฎหมายมีประมาณ 111,718 คน ซึ่งถือว่าลดลงต่อเนื่องจากช่วงพีกในอดีตที่เคยแตะเกือบ 200,000 คน
เบื้องหลังแบล็กลิสต์ 4 จังหวัด อัตราหนีแตะ 20%
นายธานี อธิบายว่า โครงการแรงงานตามฤดูกาล E-8 เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกรมการจัดหางานของไทยกับหน่วยงานท้องถิ่นของเกาหลีใต้ เริ่มดำเนินการในปี 2567 โดยมีการคัดเลือกแรงงานจากบางจังหวัดส่งไปทำงานภาคเกษตรและประมงในพื้นที่เฉพาะของเกาหลีใต้
ในปี 2567 ไทยได้จัดส่งแรงงานจากชัยภูมิและมหาสารคาม ไปยังอำเภอวันโด จังหวัดช็อลลาใต้ รวมถึงมีแรงงานจากอุดรธานี ขอนแก่น สงขลา สตูล และบุรีรัมย์ เดินทางไปทำงานภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาลในพื้นที่อื่นของเกาหลีใต้ ภายใต้ระบบ MOU ระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นของทั้งสองประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2568 พบว่าแรงงานบางส่วนหลบหนีนายจ้างหลังเดินทางถึงเกาหลีใต้ โดยเฉพาะแรงงานจากชัยภูมิ มหาสารคาม อุดรธานี และขอนแก่น ส่งผลให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้ประเมินว่าแรงงานจากพื้นที่ดังกล่าวมี “อัตราหลบหนี” สูงถึง 20% จึงตัดสินใจระงับการรับแรงงานจาก 4 จังหวัดเป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569
เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ระบุว่า หากมองในเชิงตัวเลขจริง จำนวนแรงงานที่หลบหนีไม่ได้มากนัก แต่ปัญหาคือมาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อ “ช่องทางการส่งออกแรงงานฤดูกาล” ที่ไทยต้องการผลักดันในอนาคต
“จริง ๆ แล้วจำนวนมันไม่เยอะ แต่เราค่อนข้างเป็นห่วง เพราะหวังว่าจะเป็นอีกช่องทางที่สามารถจ้างแรงงานไทยตามฤดูกาลได้” นายธานีกล่าว
นายจ้างเกาหลีไม่พร้อม อีกต้นเหตุแรงงานหนี
นายธานี เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดปัญหา สถานเอกอัครราชทูตไทยได้เข้าหารือกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของเกาหลีใต้ พร้อมสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจากฝั่งนายจ้างเกาหลีใต้ด้วย
โดยพบว่าแรงงานไทยจำนวนหนึ่งเดินทางถึงเกาหลีใต้แล้ว แต่ไม่สามารถเริ่มงานได้ทันที เพราะนายจ้างยังเตรียมพื้นที่เพาะปลูก เครื่องมือ เมล็ดพันธุ์ หรือปุ๋ยไม่พร้อม ทำให้แรงงานต้องรอหลายวันโดยไม่มีรายได้ ทั้งที่หลายคนกู้เงินมาเป็นค่าเดินทาง จึงเกิดความกดดันทางเศรษฐกิจ และบางส่วนถูกชักชวนให้หลบหนีไปทำงานในพื้นที่อื่นที่เสนอค่าจ้างสูงกว่า
“พอไปถึงแล้วไม่ได้ทำงานทันที เขาก็เครียด เพราะกู้เงินมา พอมีคนชวนไปอีกไซต์งานหนึ่งที่บอกว่าค่าแรงดีกว่า ก็เลยตัดสินใจหนี” นายธานีกล่าว
พร้อมกันนี้ สถานทูตไทยยังเรียกร้องให้เกาหลีใต้แจ้งมาตรการต่าง ๆ ล่วงหน้า เนื่องจากกระบวนการคัดเลือกแรงงานในไทยต้องใช้เวลาหลายเดือน ทั้งการประกาศรับสมัคร ตรวจสุขภาพ และฝึกอบรมภาษาเกาหลี หากมีการประกาศระงับแบบกะทันหัน จะกระทบต่อกระบวนการทั้งหมดทันที
นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ยังได้หารือกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้ในอีกหลายประเด็น ทั้งการปรับปรุงระบบ K-ETA การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแรงงานไทย การเพิ่มโควตาแรงงานไทย การสนับสนุนให้แรงงานเปลี่ยนสถานะจาก E-9 เป็น E-7-4 รวมถึงการตั้งกลไกหารือร่วมกันอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
“ผีน้อย” ลดลงต่อเนื่อง
แม้กระแส “ผีน้อย” จะยังเป็นประเด็นในสังคมเกาหลีใต้ แต่เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ยืนยันว่า ภาพลักษณ์แรงงานไทยโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี และจำนวนผู้พำนักผิดกฎหมายกำลังลดลงต่อเนื่องจากหลายมาตรการ ทั้งโครงการเดินทางกลับโดยสมัครใจ (Voluntary Return) การกวดขันจับกุมของเกาหลีใต้ และการเปิดช่องให้แรงงาน E-9 ที่มีทักษะและความประพฤติดี เปลี่ยนสถานะเป็นวีซ่า E-7-4 เพื่ออยู่ทำงานระยะยาวได้อย่างถูกกฎหมาย
นายธานี ระบุว่า แรงงานไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม อู่ต่อเรือ และโรงงานผลิตต่าง ๆ ได้รับการยอมรับจากนายจ้างเกาหลีใต้ เนื่องจากเป็นแรงงานที่มีวินัย เรียนรู้งานได้ดี และมีความรับผิดชอบสูง
“ภาพลักษณ์แรงงานไทยไม่ได้แย่ลง คนไทยส่วนใหญ่ค่อนข้างสอนง่าย คุยรู้เรื่อง นายจ้างเกาหลีหลายแห่งก็อยู่ร่วมกับแรงงานไทยได้ดี เพราะต่างฝ่ายต่างพึ่งพากัน” นายธานีกล่าว
อย่างไรก็ตาม เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ยอมรับว่า ยังมีปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงานไทยในเกาหลีใต้ ทั้งกรณีถูกทำร้ายร่างกาย อุบัติเหตุจากการทำงาน และการขาดมาตรการความปลอดภัยในบางสถานประกอบการ ซึ่งสถานทูตไทยพยายามผลักดันให้เกาหลีใต้เพิ่มมาตรการคุ้มครองแรงงานต่างชาติมากขึ้น
ด้าน รศ.กิริยา กุลกลการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า ปัญหาแรงงานไทยหลบหนีในเกาหลีใต้ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากรายได้แรงงานไทยกับเกาหลีใต้แตกต่างกันอย่างมาก โดยแรงงานภาคเกษตรในไทยอาจมีรายได้เพียงเดือนละประมาณ 10,000 บาท ขณะที่แรงงานในเกาหลีใต้สามารถมีรายได้ตั้งแต่ 50,000-100,000 บาทต่อเดือนเมื่อรวมค่าล่วงเวลา จึงทำให้แรงงานจำนวนหนึ่งยอมเสี่ยงทำงานผิดกฎหมายเพื่อรายได้ที่สูงกว่า
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล อยู่ระหว่างเร่งหารือกับทางการเกาหลีใต้ เพื่อรักษาความร่วมมือด้านแรงงานระยะยาว รวมถึงผลักดันการเพิ่มโควตาแรงงานไทย การขยายสาขาการจ้างงาน และการคุ้มครองสิทธิแรงงานไทยในเกาหลีใต้อย่างใกล้ชิดต่อไป





