
ไทยจ่อถูกแบนถาวร เกาหลีขึ้นบัญชีดำ 4 จังหวัด ห้ามส่งแรงงานวีซ่า E-8
นักวิชาการเตือนไทยเสี่ยงสูญเสียโควตาแรงงานเกษตรถาวร หลังเกาหลีใต้แบน 4 จังหวัด แฉปมรายได้ต่าง 5 เท่าจูงใจคนหนีงาน แนะรัฐเร่งเจรจาก่อนถูกตัดสิทธิ์
KEY
POINTS
- เกาหลีใต้ขึ้นบัญชีดำ 4 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม และชัยภูมิ ห้ามส่งแรงงานภาคเกษตรตามฤดูกาล (วีซ่า E-8) ตลอดปี 2569
- สาเหตุหลักเกิดจากปัญหาแรงงานไทยจากจังหวัดดังกล่าวหลบหนีนายจ้างเป็นจำนวนมาก
- มีความกังวลว่าไทยอาจเสี่ยงถูกเกาหลีใต้ยกเลิกวีซ่า E-8 อย่างถาวรในอนาคต เนื่องจากเป็นแรงงานกลุ่มแรกภายใต้โครงการความร่วมมือใหม่
- ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าระยะเวลาวีซ่าที่สั้นเพียง 5 เดือน อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แรงงานตัดสินใจหลบหนีเพื่อหางานที่ทำได้ยาวนานและมีรายได้สูงกว่า
รศ. ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า กรณีเกาหลีใต้ขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ห้ามรับแรงงานไทยภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาล ภายใต้วีซ่า E-8 ตลอดปี 2569 จาก 4 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม และชัยภูมิ หลังพบปัญหาแรงงานหลบหนีนายจ้างนั้น สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือความเสี่ยงที่เกาหลีใต้อาจพิจารณายกเลิกวีซ่า E-8 อย่างถาวรในอนาคต
เนื่องจากแรงงานกลุ่มดังกล่าวถือเป็นแรงงานล็อตแรก ภายใต้โครงการความร่วมมือส่งแรงงานไทยไปทำงานภาคเกษตรและประมงระยะสั้น 5 เดือนในเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงแรงงานไทยกับองค์กรปกครองท้องถิ่นของเกาหลีใต้ ที่เริ่มทำ MOU กันตั้งแต่ปี 2566
ก่อนหน้านี้ เกาหลีใต้เปิดรับแรงงานไทยผ่านระบบ EPS (Employment Permit System) หรือวีซ่า E-9 เป็นหลัก ซึ่งเป็นการจ้างงานระยะยาวในภาคอุตสาหกรรม
ชี้เกาหลีใต้ไม่พึ่งแรงงานไทยประเทศเดียว
รศ. ดร.กิริยา กล่าวว่า เกาหลีใต้มีแนวทางบริหารจัดการแรงงานต่างชาติอย่างเป็นระบบ และไม่ได้พึ่งพาแรงงานจากประเทศไทยเพียงประเทศเดียว
“ระบบ EPS ของเกาหลีใต้มีการทำ MOU กับถึง 17 ประเทศ เมื่อไทยมีอัตราการหลบหนีของแรงงานสูง ก็จะลดโควตาแรงงานไทยลงในรอบถัดไป และเมื่อมีโครงการใหม่อย่างวีซ่า E-8 แต่กลับเกิดปัญหาซ้ำอีก จึงใช้มาตรการ Blacklist ทั้งจังหวัด”
เสนอรัฐเร่งขอโทษ-เจรจาเกาหลีใต้
รศ. ดร.กิริยา มองว่า รัฐบาลไทยและกระทรวงแรงงานจำเป็นต้องเร่งแสดงความรับผิดชอบ และเจรจากับเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ เพื่อรักษาความร่วมมือด้านแรงงานเอาไว้ พร้อมเสนอให้ปรับเงื่อนไขของวีซ่า E-8 และมาตรการดูแลแรงงานไทยเพิ่มเติม
เปิด 5 ข้อเสนอ แก้ปัญหาแรงงานไทยหลบหนี
1. สร้างงานรองรับหลังกลับไทย ควรมีระบบจ้างงานในพื้นที่หรือชุมชนรองรับแรงงานไทยหลังกลับจากเกาหลีใต้ เพื่อสร้างรายได้ในช่วงว่างอีก 7 เดือน รวมถึงช่วยพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นไปพร้อมกัน
2. จ่ายเงินงวดสุดท้ายเมื่อกลับถึงไทย เสนอให้หารือกับนายจ้างเกาหลีใต้ เพื่อกำหนดให้จ่ายเงินเดือนงวดสุดท้ายหลังแรงงานเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว เพื่อลดแรงจูงใจในการหลบหนี
3. เพิ่มมาตรการคุ้มครองแรงงาน ควรมีการติดตามและตรวจสอบสภาพการทำงานของแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง หากพบความเสี่ยงด้านความปลอดภัยหรือการถูกเอาเปรียบ ควรเปิดช่องให้สามารถเปลี่ยนนายจ้างได้
4. สร้างแรงจูงใจให้แรงงานถูกกฎหมาย แรงงานไทยที่เคยเดินทางไปทำงานและปฏิบัติตามกฎหมาย ควรได้รับสิทธิพิจารณาเป็นกลุ่มแรกในการเดินทางไปทำงานรอบถัดไป
5. ขอเพิ่มโควตาแรงงานช่องทางอื่น รัฐบาลควรหารือกับเกาหลีใต้ เพื่อขอเพิ่มช่องทางและสัดส่วนการรับแรงงานไทยในระบบอื่นเพิ่มเติม แม้จะเป็นเรื่องที่ดำเนินการได้ยาก แต่หากทำได้จะช่วยลดแรงกดดันและตอบโจทย์ความต้องการแรงงานไทยที่ยังมีอยู่สูง
ชี้วีซ่า 5 เดือน อาจไม่จูงใจแรงงาน
รศ. ดร.กิริยา กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้แรงงานไทยหลบหนีจำนวนมาก อาจมาจากระยะเวลาของวีซ่า E-8 ที่กำหนดไว้เพียง 5 เดือน ทำให้แรงงานบางส่วนมองว่าไม่คุ้มค่ากับการเดินทาง และต้องการหารายได้ระยะยาวมากกว่า
ส่วนหนึ่งจึงตัดสินใจหลบหนีไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งมีรายได้และสวัสดิการดีกว่าภาคเกษตรและประมง อีกทั้งโครงการ E-8 ยังเป็นโครงการใหม่ ทำให้ข้อมูลเรื่องสภาพการทำงาน รายได้ หรือเงื่อนไขต่างๆ อาจไม่ตรงกับความคาดหวังของแรงงาน รวมถึงอาจมีปัญหานายจ้างบางรายได้เช่นกัน
สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
รศ. ดร.กิริยา ระบุว่า ปัญหานี้ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะช่องว่างรายได้ระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ที่แตกต่างกันมาก
“แรงงานภาคเกษตรในไทยอาจมีรายได้ประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน แต่หากไปทำงานที่เกาหลีใต้ รายได้ขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาท และหากเป็นภาคอุตสาหกรรมการผลิต อาจมีรายได้ถึง 70,000-100,000 บาทเมื่อรวมโอที”
ทั้งนี้ มองว่าการตำหนิแรงงานที่หลบหนีเพียงฝ่ายเดียวอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะอีกด้านหนึ่งสะท้อนถึงปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่สามารถสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่เพียงพอให้แรงงานในประเทศได้เช่นกัน






