thansettakij
thansettakij
ตระกูล Samsung จ่ายภาษีมรดกสูงสุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ ครบ 2.64 แสนล้านบาท

ตระกูล Samsung จ่ายภาษีมรดกสูงสุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ ครบ 2.64 แสนล้านบาท

06 พ.ค. 69 | 03:25 น.
อัปเดตล่าสุด :06 พ.ค. 69 | 03:36 น.

ครอบครัวผู้ก่อตั้ง Samsung Electronics ปิดภาระภาษีมรดกจากทรัพย์สิน “อี คุนฮี” มูลค่า 12 ล้านล้านวอน (2.64 แสนล้านบาท) หลังผ่อนจ่ายนาน 5 ปี เปิดทาง “อี แจยอง” เดินเกมคุมอำนาจทุน-เร่งยุทธศาสตร์ลงทุนรอบใหม่

KEY

POINTS

  • ตระกูลซัมซุงชำระภาษีมรดกของอดีตประธาน อี คุนฮี ครบถ้วนแล้ว เป็นจำนวนเงิน 12 ล้านล้านวอน (2.64 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นยอดสูงสุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้
  • การชำระภาษีใช้ระบบผ่อนจ่ายนาน 5 ปี โดยทายาทระดมทุนจากการขายหุ้นในเครือ เงินปันผล และการกู้ยืมจากธนาคาร
  • อี แจยอง ประธานคนปัจจุบัน ใช้วิธีชำระภาษีโดยไม่ขายหุ้นหลัก ทำให้สามารถรักษาสัดส่วนการถือครองและอำนาจควบคุมในเครือซัมซุงไว้ได้สำเร็จ

การชำระภาษีมรดกก้อนมหึมาของครอบครัวผู้ก่อตั้ง Samsung Electronics ได้ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการ หลังตระกูลซัมซุงทยอยชำระภาษีจากทรัพย์สินของ อี คุนฮี (Lee Kun-hee) อดีตประธานผู้ล่วงลับ ครบทั้งสิ้น 12 ล้านล้านวอน ( ประมาณ 2.64 แสนล้านบาท) นับเป็นยอดภาษีมรดกสูงสุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ และเป็นหนึ่งในภาระภาษีการสืบทอดทรัพย์สินภาคเอกชนที่สูงที่สุดในโลก

ซัมซุง เปิดเผยว่า อี แจยอง (Lee Jae-yong) ประธานบริษัท พร้อมด้วย ฮง ราฮี (Hong Ra-hee), อี บูจิน (Lee Boo-jin) และ อี ซอฮยอน (Lee Seo-hyun) ได้ชำระภาษีงวดสุดท้ายเมื่อปลายเดือนเมษายน 2569 หลังใช้สิทธิผ่อนชำระตามระบบของรัฐบาลเกาหลีใต้นาน 5 ปี รวม 6 งวด นับจากเริ่มต้นในเดือนเมษายน 2564

ภาระภาษีครั้งนี้เกิดขึ้นจากทรัพย์มรดกของอี คุนฮี มูลค่าราว 26 ล้านล้านวอน (5.72 แสนล้านบาท) ซึ่งประกอบด้วยหุ้นในบริษัทเครือซัมซุง อสังหาริมทรัพย์ และสินทรัพย์การลงทุนจำนวนมาก สะท้อนขนาดความมั่งคั่งของหนึ่งในตระกูลทุนที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเอเชีย

อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญของข่าวนี้ไม่ได้อยู่ที่การ “จ่ายครบ” เท่านั้น แต่คือการที่ครอบครัวซัมซุงสามารถบริหารภาระภาษีก้อนประวัติศาสตร์ โดยไม่ทำให้โครงสร้างอำนาจในเครือธุรกิจสั่นคลอน

ตระกูล Samsung จ่ายภาษีมรดกสูงสุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ ครบ 2.64 แสนล้านบาท ฮง ราฮี และบุตรสาวทั้ง 2 คน ซึ่งรับภาระภาษีส่วนใหญ่ เลือกทยอยขายหุ้นในบริษัทลูกสำคัญของกลุ่ม ทั้ง Samsung Electronics, Samsung SDS และ Samsung C&T เพื่อระดมเงินสดเข้าสู่ระบบ โดยเฉพาะการทำสัญญาทรัสต์ขายหุ้น Samsung Electronics จำนวน 15 ล้านหุ้น และการขายบล็อกเทรดในเดือนเมษายนที่ระดมเงินได้มากกว่า 3 ล้านล้านวอน (ประมาณ 6.6 หมื่นล้านบาท)

ตรงกันข้าม อี แจยอง ใช้กลยุทธ์รักษาหุ้นแกนหลักของกลุ่มไว้ทั้งหมด โดยอาศัยเงินปันผลและสินเชื่อธนาคารเป็นแหล่งสภาพคล่องในการชำระภาษีมรดก ส่งผลให้เขาหลีกเลี่ยงการลดทอนอำนาจถือครองในบริษัทแม่ของเครือได้สำเร็จ

 

ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า แม้ต้องแบกรับภาระภาษีจำนวนมาก แต่สัดส่วนการถือหุ้นของอี แจยอง กลับเพิ่มขึ้นจาก 0.70% เป็น 1.67% ใน Samsung Electronics และจาก 17.48% เป็น 22.01% ใน Samsung C&T ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำสถานะ “ผู้คุมบังเหียนตัวจริง” ของจักรวรรดิซัมซุงหลังยุคอี คุนฮี อย่างสมบูรณ์

นักวิเคราะห์ในเกาหลีใต้มองว่า การปิดภาระภาษีมรดกครั้งนี้จะช่วยปลดแรงกดดันด้านสภาพคล่องของครอบครัว และเปิดทางให้อี แจยอง เดินหน้ายุทธศาสตร์ลงทุนรอบใหม่ได้เต็มตัวมากขึ้น ทั้งการขยายธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีขั้นสูง และโอกาสควบรวมกิจการในต่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกจำกัดด้วยภาระทางการเงินระยะยาว

เม็ดเงินภาษี 12 ล้านล้านวอน ( ประมาณ 2.64 แสนล้านบาท) ยังสูงกว่ารายได้ภาษีมรดกทั้งประเทศเกาหลีใต้ในปี 2567 ที่จัดเก็บได้ 8.2 ล้านล้านวอน (ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท) ถึงราวครึ่งหนึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงขนาดการส่งผ่านความมั่งคั่งของกลุ่มทุนตระกูลใหญ่ที่มีผลต่อฐานรายได้ภาครัฐโดยตรง

คิม แดจอง (Kim Dae-jong) ศาสตราจารย์ด้านธุรกิจจาก Sejong University ระบุว่า กรณีซัมซุงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าความสำเร็จของภาคเอกชนไม่ได้จบเพียงการสร้างกำไร แต่สามารถกลับมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจมหภาคผ่านรายได้ภาษี การใช้จ่ายสาธารณะ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ

อีกด้านหนึ่ง การจัดการภาษีมรดกอย่างเปิดเผยยังช่วยลดแรงเสียดทานทางสังคมต่อประเด็นการถ่ายโอนความมั่งคั่งในกลุ่มแชโบล ซึ่งที่ผ่านมาเป็นประเด็นอ่อนไหวในสังคมเกาหลีใต้มาโดยตลอด

นอกจากภาระภาษีมรดก ครอบครัวซัมซุงยังบริจาคเงิน 1 ล้านล้านวอน ( ประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท) เพื่อสนับสนุนโรงพยาบาลโรคติดเชื้อและการรักษามะเร็งเด็กตามเจตนารมณ์ของอี คุนฮี รวมถึงบริจาคผลงานศิลปะกว่า 23,000 ชิ้นให้แก่รัฐ ซึ่งมีการประเมินมูลค่าสูงถึง 10 ล้านล้านวอน (ประมาณ 2.2 แสนล้านบาท)

เรียบเรียงจาก Donga