thansettakij
thansettakij
จับตาซัมมิต “ทรัมป์-สีจิ้นผิง” ฟื้นดีลการค้า ท่ามกลางศึกอิหร่าน

จับตาซัมมิต “ทรัมป์-สีจิ้นผิง” ฟื้นดีลการค้า ท่ามกลางศึกอิหร่าน

14 พ.ค. 69 | 05:30 น.
อัปเดตล่าสุด :14 พ.ค. 69 | 05:38 น.

“ทรัมป์-สี จิ้นผิง” เปิดเจรจาปักกิ่ง ลุ้นประคองพักรบการค้า ท่ามกลางแรงกดดันสงครามอิหร่าน โดยสหรัฐฯ เร่งดันส่งออกและเปิดตลาดจีน พร้อมขนซีอีโอเทค-การเงินร่วมคณะเจรจา

KEY

POINTS

  • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง ประชุมที่กรุงปักกิ่ง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อฟื้นฟูข้อตกลงและรักษาการพักรบทางการค้า
  • การเจรจาเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่าน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่จะถูกหยิบยกมาหารือนอกเหนือจากเรื่องการค้าและไต้หวัน
  • สหรัฐฯ ต้องการผลักดันการส่งออกสินค้าไปจีนเพิ่มขึ้นเพื่อลดการขาดดุลการค้า ขณะที่จีนต้องการให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี
  • ทรัมป์ได้นำคณะผู้บริหารจากบริษัทเทคโนโลยีและการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ ร่วมเดินทางเพื่อผลักดันการเปิดตลาดจีน

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560 เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง  ที่กรุงปักกิ่ง ท่ามกลางความพยายามของทั้งสองประเทศในการรักษาข้อตกลงพักรบทางการค้า และลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก

รายงานของ Reuters ระบุว่า สี จิ้นผิง กล่าวเปิดการประชุมว่า ความร่วมมือระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายและต่อเสถียรภาพของโลก พร้อมเปิดเผยว่าการหารือเบื้องต้นด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างเจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศที่เกาหลีใต้ ได้ข้อสรุปเชิงบวกและสมดุล

ด้านทรัมป์กล่าวระหว่างพิธีต้อนรับที่มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ว่า การพบกันครั้งนี้อาจเป็น “หนึ่งในการประชุมสุดยอดที่สำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีมา” พร้อมระบุว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา

การเยือนจีนครั้งนี้ถูกจับตาอย่างมาก เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่ทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ จากผลกระทบของสงครามอิหร่านที่ดันเงินเฟ้อและราคาพลังงานในสหรัฐฯ สูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงที่พรรครีพับลิกันอาจสูญเสียเสียงข้างมากในการเลือกตั้งกลางเทอมปลายปีนี้

ขณะเดียวกัน สถานะการต่อรองของสหรัฐฯ ในเวทีการค้าก็เปลี่ยนไปจากช่วงสงครามการค้ารอบแรก หลังศาลสหรัฐฯ เริ่มจำกัดอำนาจรัฐบาลในการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนแบบฝ่ายเดียว ขณะที่เศรษฐกิจจีนแม้ชะลอตัว แต่ยังไม่ได้เผชิญแรงกดดันทางการเมืองในระดับเดียวกับฝั่งสหรัฐฯ

นักวิเคราะห์มองว่า ภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนจากการเยือนจีนของทรัมป์เมื่อปี 2560 โดย อาลี ไวน์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านสหรัฐฯ-จีน ของ International Crisis Group ระบุว่า ในอดีตจีนพยายามแสดงสถานะมหาอำนาจให้สหรัฐฯ ยอมรับ แต่ปัจจุบันกลับเป็นฝั่งสหรัฐฯ ที่ยอมรับบทบาทดังกล่าวมากขึ้นด้วยตัวเอง

ลุ้นต่ออายุ “พักรบการค้า” สหรัฐฯ-จีน

แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาระบุว่า การหารือรอบนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อรักษาข้อตกลงพักรบทางการค้าที่ทั้งสองฝ่ายทำไว้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งทรัมป์ยอมระงับมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าจีนระดับสูง ขณะที่จีนผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการส่งออกแร่หายากที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี รถยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเตรียมหารือถึงกลไกส่งเสริมการค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งนี้ ฝั่งวอชิงตันต้องการผลักดันการส่งออกสินค้าอเมริกันไปยังจีนเพิ่มขึ้น ทั้งเครื่องบินของ Boeing สินค้าเกษตร และพลังงาน เพื่อลดการขาดดุลการค้าที่ทรัมป์วิจารณ์มาโดยตลอด

ส่วนปักกิ่งต้องการให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีชิป เครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และชิปขั้นสูง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีจีน

บิ๊กซีอีโอร่วมคณะ หวังเปิดตลาดจีน

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามองของการมมาในเยือนครั้งนี้ คือการที่ทรัมป์พาคณะผู้บริหารบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ เดินทางร่วมเจรจาด้วย เพื่อผลักดันโอกาสทางธุรกิจในจีน

รายชื่อผู้บริหารที่ร่วมคณะ ได้แก่ อีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Tesla และ SpaceX, เจนเซ่น หวง ซีอีโอ NVIDIA ซึ่งถูกเพิ่มชื่อเข้าร่วมในช่วงนาทีสุดท้าย รวมถึง ทิม คุก ซีอีโอ Apple

นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหารระดับสูงจากภาคการเงิน เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และพลังงานร่วมเดินทางด้วย อาทิ แลร์รี่ ฟิงค์ จาก BlackRock, ไรอัน แมคอินเนอร์นีย์ จาก Visa, เจน เฟรเซอร์ จาก Citigroup, ชัค ร็อบบินส์ จาก Cisco และ ซันเจย์ เมห์โรทรา จาก Micron Technology

ฝั่งอุตสาหกรรมและการลงทุน ยังมี เคลลี ออร์ตเบิร์ก จาก Boeing, แลร์รี คัลป์ จาก GE Aerospace, คริสเตียโน อามอน จาก Qualcomm, ไมเคิล มีบาค จาก Mastercard, สตีเฟน ชวาร์ซแมน จาก Blackstone และ เดวิด โซโลมอน จาก Goldman Sachs

รวมถึง ไบรอัน ไซค์ส จาก Cargill, เจคอบ เธย์เซน จาก Illumina, จิม แอนเดอร์สัน จาก Coherent และ ดีนา พาวเวลล์ แมคคอร์มิก ที่ร่วมคณะในฐานะตัวแทนภาคธุรกิจและเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ด้วย

ทรัมป์ระบุว่า หนึ่งในข้อเรียกร้องหลักของเขาต่อสี จิ้นผิง คือการ “เปิดตลาดจีน” ให้ภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ เข้าถึงได้มากขึ้น

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง

“อิหร่าน-ไต้หวัน” ประเด็นร้อนนอกเหนือจากการค้า

แม้เศรษฐกิจและการค้าจะเป็นหัวข้อหลัก แต่การหารือครั้งนี้ยังครอบคลุมถึงสงครามอิหร่าน และประเด็นการขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้กับไต้หวัน

รายงานระบุว่า ทรัมป์ต้องการให้จีนช่วยกดดันอิหร่านให้บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อลดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า จีนไม่น่าจะกดดันเตหะรานอย่างจริงจัง เพราะอิหร่านยังมีบทบาทสำคัญในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของปักกิ่ง

ขณะที่จีนยังคงคัดค้านอย่างหนักต่อแผนขายอาวุธให้ไต้หวันของสหรัฐฯ โดยเฉพาะแพ็กเกจมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่ยังรอการอนุมัติจากทรัมป์

ด้าน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า จีนเองก็มีผลประโยชน์โดยตรงต่อการยุติวิกฤตอิหร่าน เนื่องจากความขัดแย้งกำลังกระทบเส้นทางเดินเรือและเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลต่อภาคส่งออกของจีนโดยตรง

ทั้งนี้ มีรายงานว่า สี จิ้นผิง เตรียมเดินทางเยือนสหรัฐฯ ตอบแทนในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะถือเป็นการเยือนสหรัฐฯ ครั้งแรกนับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวในปี 2568