thansettakij
thansettakij
การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์

เจาะไฮไลท์ 'ASEAN Summit ครั้งที่ 48' ฝ่าวิกฤตอาหาร-พลังงาน-โลกผันผวน

07 พ.ค. 69 | 03:22 น.
อัปเดตล่าสุด :07 พ.ค. 69 | 03:47 น.

เปิดวาระและไฮไลท์สำคัญ "การประชุมสุดยอดอาเซียน ASEAN Summit ครั้งที่ 48" ที่เซบู ฟิลิปปินส์ จับตาแถลงการณ์ต่อวิกฤตตะวันออกกลาง ผนึกรับมือผลกระทบพลังงาน-อาหาร ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ 2045 เป็นปีแรก

KEY

POINTS

  • การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 จัดขึ้นที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ เพื่อกำหนดทิศทางของภูมิภาคในการรับมือวิกฤตอาหาร พลังงาน และความผันผวนของโลก
  • วาระเร่งด่วนคือการหารือถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงานและห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค
  • ที่ประชุมเตรียมรับรองเอกสารสำคัญ 5 ฉบับ เพื่อยกระดับความร่วมมือ เช่น พิธีสารเซบูเพื่อรองรับติมอร์-เลสเตเป็นสมาชิก และแถลงการณ์ร่วมต่อสถานการณ์ตะวันออกกลาง
  • เป็นเวทีเปิดตัวของผู้นำใหม่จากไทยและเวียดนาม โดยไทยเสนอตัวเป็น "ตัวเชื่อม" จัดประชุม 3 ฝ่ายกับกัมพูชาและฟิลิปปินส์เพื่อลดความตึงเครียดชายแดน

วันนี้ (7 พฤษภาคม 2569) การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ เมืองเซบู ซึ่งได้รับการขนานนามว่า "ราชินีแห่งภาคใต้" ของฟิลิปปินส์

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก “ก้าวสู่อนาคตร่วมกัน” (Navigating Our Future, Together) โดยมีฟิลิปปินส์ทำหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2569 เพื่อกำหนดทิศทางของภูมิภาคท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายรอบด้าน

การรวมตัวของผู้นำอาเซียนและวาระประเดิมตำแหน่งครั้งแรก

การประชุมที่เซบูในครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นเวทีเปิดตัวในระดับภูมิภาคของผู้นำหลายประเทศ นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในสมัยที่สอง

 

เช่นเดียวกับ นายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ที่ประเดิมการเข้าร่วมซัมมิตอาเซียนเป็นครั้งแรกในฐานะหัวหน้ารัฐบาล เพื่อยืนยันว่าอาเซียนยังคงเป็นลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูงสุดของเวียดนาม

นอกจากนี้ยังมีผู้นำสำคัญเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในฐานะเจ้าภาพ, ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย, นายลอเรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์, นายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย, สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน

ขณะที่ เมียนมา ยังคงถูกจำกัดการเข้าร่วมเฉพาะตัวแทนในระดับข้าราชการประจำ คือปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ภายในประเทศที่ยังไม่คืบหน้าตามฉันทามติ 5 ข้อ

วิกฤตตะวันออกกลาง: วาระเร่งด่วนที่สั่นคลอนเสถียรภาพภูมิภาค

ประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดในการหารือคือ ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ผู้นำอาเซียนมุ่งเน้นไปที่การสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเข้าถึงอาหารอย่างยั่งยืน รวมถึงมาตรการคุ้มครองพลเมืองอาเซียนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง ซึ่งฟิลิปปินส์ในฐานะประธานได้ผลักดันให้มีการออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อรับมือกับวิกฤตนี้อย่างเป็นรูปธรรม

เปิด 5 เอกสารผลลัพธ์สำคัญ: จุดเปลี่ยนการบริหารจัดการอาเซียน

ที่ประชุมมีกำหนดจะรับรองและลงนามในเอกสารสำคัญอย่างน้อย 5 ฉบับที่สำคัญ เพื่อยกระดับความร่วมมือในภูมิภาค

1. พิธีสารเซบู (Cebu Protocol): เพื่อแก้ไขกฎบัตรอาเซียน รองรับสมาชิกภาพของ ติมอร์-เลสเต และปรับเปลี่ยนสัญลักษณ์บนธงอาเซียนให้ครอบคลุมสมาชิกประเทศที่ 11

2. ปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือทางทะเล: มุ่งเน้นการส่งเสริมเศรษฐกิจสีน้ำเงินและความมั่นคงทางทะเล

3. แถลงการณ์ผู้นำอาเซียนต่อสถานการณ์ตะวันออกกลาง: ระบุแนวทางความร่วมมือเพื่อความเข้มแข็งของภูมิภาคต่อผลกระทบด้านพลังงานและการเงิน

4. กรอบความร่วมมือ ASPECT: พิธีสารเชิงยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการภาวะฉุกเฉินและการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน ทั้งภัยธรรมชาติ ภัยทางชีวภาพ และวิกฤตภูมิอากาศ

5. ปฏิญญาว่าด้วยการเสริมพลังเยาวชน: ส่งเสริมบทบาทผู้นำคนรุ่นใหม่ในการดำเนินการด้านภูมิอากาศและการรับมือภัยพิบัติ

ไฮไลต์ "ไทย-กัมพูชา" และบทบาทตัวเชื่อมของไทย

อีกประเด็นที่เป็นจุดสนใจคือความเคลื่อนไหวของรัฐบาลไทย โดยนาย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ไทยมีความหวังว่ากัมพูชาจะตอบรับข้อเสนอ การประชุม 3 ฝ่าย (ไทย-กัมพูชา-ฟิลิปปินส์) นอกรอบการประชุมสุดยอดครั้งนี้ เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและลดความตึงเครียดเรื่องชายแดนก่อนที่จะมีการหารือในคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ต่อไป โดยไทยพร้อมจะทำหน้าที่เป็น "ตัวเชื่อมความร่วมมือ" เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนในภูมิภาค

ก้าวแรกของ "วิสัยทัศน์อาเซียน 2045"

ปี 2569 ถือเป็นปีแรกของการเริ่มดำเนินการตาม วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2045 (ASEAN Community Vision 2045) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว 20 ปี การประชุมที่เซบูจึงเปรียบเสมือนการเติมเชื้อเพลิงให้ "เรือ" อาเซียนสามารถแล่นฝ่าคลื่นลมที่รุนแรง ทั้งการแข่งขันของมหาอำนาจและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (AI) เพื่อเป้าหมายการเป็นเศรษฐกิจอันดับ 4 ของโลกภายในปี 2030

การประชุมสุดยอดครั้งนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 9 พฤษภาคม โดยจะมีการประชุมหารือทั้งแบบเต็มคณะและแบบทวิภาคี เพื่อหาข้อสรุปในประเด็นที่ยังเป็นข้อถกเถียง เช่น การรับรองการเลือกตั้งในเมียนมา ซึ่งขณะนี้อาเซียนยังไม่มีฉันทามติร่วมกัน