
หุ้นโลกพุ่ง น้ำมันร่วง! 'ทรัมป์' สั่งระงับคุ้มกันเรือช่องแคบฮอร์มุซ
"โดนัลด์ ทรัมป์" สั่งเบรก Project Freedom ระงับปฏิบัติการคุ้มกันเรือในช่องแคบฮอร์มุซกะทันหัน อ้างคืบหน้าเจรจาสันติภาพ 14 ข้อ จ่อปลดล็อกคว่ำบาตรแลกยุติแผนนิวเคลียร์ ตลาดน้ำมันขานรับราคาร่วง 6% ขณะที่อิหร่านเยาะเย้ยเป็นความพ่ายแพ้ของสหรัฐฯ
KEY
POINTS
- โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งระงับภารกิจคุ้มกันเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยอ้างถึงความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน
- การตัดสินใจดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกร่วงลงอย่างหนักกว่า 6% ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นขานรับข่าวดี
- สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังพิจารณาร่างข้อตกลง 14 ข้อ ซึ่งมีสาระสำคัญคืออิหร่านจะระงับโครงการนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า "ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์" แห่งสหรัฐฯ สร้างความประหลาดใจให้กับประชาคมโลกด้วยการประกาศ ระงับปฏิบัติการ "Project Freedom" หรือภารกิจคุ้มกันเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพียง 48 ชั่วโมงหลังเริ่มปฏิบัติการ
โดยระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลาง "ความก้าวหน้าอย่างมาก" ในการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับตัวแทนของอิหร่าน และเป็นการตอบรับคำขอจากประเทศปากีสถานซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลาง
ตลาดพลังงาน-หุ้นโลก ขานรับสัญญาณสันติภาพ
กระแสข่าวดังกล่าวส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงทันที โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงลงกว่า 6% มาอยู่ที่ประมาณ 102-103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ลดลงเกือบ 7% แตะระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกขานรับในเชิงบวก โดยดัชนีสำคัญในยุโรปพุ่งขึ้นกว่า 2% จากความหวังว่าวิกฤตการณ์ที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่า 40% ตั้งแต่เริ่มสงครามจะสิ้นสุดลง
เปิดร่าง MOU 14 ข้อ: ยุติสงคราม-ปลดล็อกนิวเคลียร์
แหล่งข่าวจากทำเนียบขาวระบุว่า สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังพิจารณาร่าง บันทึกความเข้าใจ (MOU) ความยาว 1 หน้า จำนวน 14 ข้อ เพื่อเป็นกรอบการเจรจาในรายละเอียด โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจ อาทิ
ด้านนิวเคลียร์: อิหร่านต้องยินยอมระงับการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ (Moratorium on nuclear enrichment)
ด้านเศรษฐกิจ: สหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและคืนทรัพย์สินที่ถูกอายัดมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้แก่อิหร่าน
ด้านการค้า: ทั้งสองฝ่ายจะยกเลิกข้อจำกัดในการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อคืนเสถียรภาพให้กับการค้าโลก
กลยุทธ์ "กดดันสูงสุด" กับท่าทีของอิหร่าน
แม้ทรัมป์จะสั่งระงับการคุ้มกันเรือ แต่เขายืนยันว่า "การปิดล้อมทางทะเล" (Naval Blockade) ต่อเมืองท่าของอิหร่านจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป เพื่อรักษาแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ระบุว่าสหรัฐฯ กำลังดำเนินนโยบายกดดันสูงสุดและคาดหวังให้เรายอมรับข้อเรียกร้องฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ "เป็นไปไม่ได้" สำหรับเตหะราน
ด้านสื่อทางการของอิหร่านและสำนักข่าวทัสนิม (Tasnim) ที่มีความใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้ออกมาตีกรอบข่าวว่าการสั่งหยุดปฏิบัติการของสหรัฐฯ คือ "ความพ่ายแพ้" และเป็นการถอยร่นของทรัมป์หลังจากไม่สามารถเปิดเส้นทางเดินเรือได้จริง
ผลกระทบวงกว้างและเสียงสะท้อนจากนานาชาติ
- ความกังวลในอ่าวอาหรับ: ชาติในแถบอ่าวเปอร์เซียเริ่มแสดงความกังวลว่า การถอยทัพของสหรัฐฯ อาจทำให้อิหร่านกลายเป็น "ผู้คุมกฎ" ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร
- ความเสียหายในอิหร่าน: สมาคมสภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านรายงานความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 129 ล้านดอลลาร์ รวมถึงเฮลิคอปเตอร์ที่ถูกทำลายและอาคารสถานที่เสียหายกว่า 56 แห่ง
- ยุโรปและอังกฤษ: รัฐมนตรีของอังกฤษเตือนว่าหากวิกฤตพลังงานจากช่องแคบฮอร์มุซยังยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานและการเลิกจ้างงานภายในประเทศ ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเยอรมนีเริ่มตึงเครียดขึ้นจากการถอนทหารสหรัฐฯ 5,000 นายออกจากฐานทัพในเยอรมนี
ทั้งนี้ สหรัฐฯ คาดหวังว่าจะได้รับคำตอบอย่างเป็นทางการจากอิหร่านภายใน 48 ชั่วโมงข้างหน้า ซึ่งจะเป็นเครื่องชี้วัดว่าเศรษฐกิจโลกจะก้าวข้ามผ่านวิกฤตพลังงานครั้งนี้ได้หรือไม่ หากข้อตกลงสันติภาพสามารถลงนามได้จริงตามที่ทรัมป์กล่าวอ้างในโซเชียลมีเดียส่วนตัว







