thansettakij
thansettakij
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย เตรียมเชผิญหน้ากับ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในการประชุมอาเซียนซัมมิทครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์

จับตา ประชุมอาเซียนเซบู 'อนุทิน' เผชิญหน้า 'ฮุน มาเนต' หลังไทยยกเลิก MOU 44

06 พ.ค. 69 | 05:42 น.
อัปเดตล่าสุด :06 พ.ค. 69 | 06:17 น.

จับตาภารกิจ "นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล" ร่วมประชุมอาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ และต้องเผชิญหน้ากับ "ฮุน มาเนต" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา หลังไทยประกาศยกเลิก MOU 44 ใช้ UNCLOS แทน

KEY

POINTS

  • การประชุมสุดยอดอาเซียนที่เซบูเป็นที่จับตา เนื่องจากการเผชิญหน้ากันระหว่างนายกฯ อนุทิน และนายกฯ ฮุน มาเนต ของกัมพูชา หลังไทยประกาศยกเลิก MOU 2544 ว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล
  • กัมพูชาแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของไทย และนายกฯ ฮุน มาเนต ประกาศว่าจะใช้กลไก "การไกล่เกลี่ยภาคบังคับ" ภายใต้กฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (UNCLOS) เพื่อระงับข้อพิพาท
  • ฝ่ายไทยเตรียมเสนอการประชุมรูปแบบ "สามฝ่าย" โดยมีฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนร่วมด้วย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและชี้แจงเหตุผลในการปรับกรอบการเจรจาใหม่

ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามของเมืองเซบู (Cebu) เจ้าของฉายา "ราชินีแห่งภาคใต้" ของฟิลิปปินส์ ซึ่งถูกเลือกให้เป็นชัยภูมิหลักในการจัด การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 7–9 พฤษภาคม 2569

แต่ลึกลงไปภายใต้ความหรูหราของเวทีต้อนรับผู้นำ กลับมี "แรงเสียดทาน" ทางการเมืองที่ร้อนระอุยิ่งกว่าพายุเขตร้อน เมื่อสายตาทุกคู่จากทั่วโลกต่างจับจ้องไปที่การเผชิญหน้าครั้งสำคัญระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย และ สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย

นี่จึงไม่ใช่เพียงการพบปะตามวาระปกติ แต่คือเวทีสำคัญในความสัมพันธ์ทวิภาคีที่พึ่งผ่านมรสุมใหญ่ หลังจากรัฐบาลไทยประกาศมติคณะรัฐมนตรีฉบับประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU 2544 ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล (OCA) เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งถือเป็นการยกเลิกกรอบความร่วมมือที่มีมายาวนานกว่า 25 ปี 

นายกฯกัมพูชาแสดงความ "เสียใจอย่างยิ่ง" และมองว่าไทยกำลังละทิ้งจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือ จนนำไปสู่การประกาศกร้าวของฮุน มาแนต ว่ากัมพูชา "ไม่มีทางเลือกอื่น" นอกจากต้องใช้กลไก "การไกล่เกลี่ยภาคบังคับ" (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อลากไทยเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทสากล

สำหรับนายอนุทิน ภารกิจที่เซบูถือเป็นการประเดิมเวทีต่างประเทศครั้งแรกนับตั้งแต่รับตำแหน่งในสมัยที่สอง โดยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า ไทยได้เตรียมยุทธศาสตร์เชิงรุกด้วยการเสนอรูปแบบการประชุมแบบ “สามฝ่าย” (Trilateral Meeting) โดยมีฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนเข้าร่วม เพื่อใช้เป็นกลไกในการ “สร้างความเชื่อมั่น” (Trust Building) ขึ้นใหม่

สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

ก่อนที่ความขัดแย้งจะลุกลามจนยากจะเยียวยา โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ยืนยันว่าไทยพร้อมชี้แจงถึงความจำเป็นในการปรับกรอบการเจรจาให้เป็นสากลและชัดเจนยิ่งขึ้น

ผ่าโพย 5 เอกสารประวัติศาสตร์: หมุดหมายใหม่ของอาเซียน

นอกเหนือจากปมร้อนเรื่องพื้นที่ทับซ้อน เวทีเซบูครั้งนี้ยังเป็นจุดตัดสินใจสำคัญในการวางรากฐาน "อาเซียน 2045" โดยผู้นำทั้ง 11 ประเทศมีกำหนดร่วมลงนามและรับรองเอกสารผลลัพธ์สำคัญ 5 ฉบับ ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าภูมิภาคไปตลอดกาล

ร่างพิธีสารเซบูเพื่อแก้ไขกฎบัตรอาเซียน (Cebu Protocol to Amend the Charter of ASEAN): ถือเป็นเอกสารเชิงสัญลักษณ์ที่ทรงพลังที่สุด เพื่อแก้ไขกฎบัตรสมาคมฯ รองรับการเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของ ติมอร์-เลสเต รวมถึงการปรับเปลี่ยนสัญลักษณ์บนธงอาเซียนให้มีรวงข้าว 11 รวง

ร่างปฏิญญาผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือทางทะเล (ASEAN Leaders’ Declaration on Maritime Cooperation): การประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการส่งเสริมความมั่นคงและเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) เพื่อการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน,,

ร่างแถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยการรับมือผลกระทบจากตะวันออกกลาง (ASEAN Leaders’ Statement on Priority Actions for Regional Resilience): วาระเร่งด่วนที่อาเซียนต้อง "รวมพลัง" เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตพลังงานและอาหารที่สั่นคลอนจากสงครามในตะวันออกกลาง

ร่างแถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยพิธีสาร ASPECT (ASPECT Protocol): ยุทธศาสตร์ใหม่ในการจัดการภาวะฉุกเฉินและการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน เพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติและภัยทางชีวภาพให้รวดเร็วและทันท่วงที

ร่างปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการเสริมพลังเยาวชนในด้านสภาพภูมิอากาศ (ASEAN Declaration on the Empowerment of Youth in Climate Action): มุ่งเน้นการยกระดับเยาวชนให้เป็นผู้นำในการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย นายอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

กู้วิกฤตพลังงาน-อาหาร ท่ามกลางพายุภูมิรัฐศาสตร์

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมใช้เวทีการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เชื่อมโยงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของอาเซียนสู่ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนไทย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเข้าร่วมการประชุมฯ จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก “ก้าวสู่อนาคตร่วมกัน” (Navigating Our Future, Together) โดยจะมีผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนและผู้แทนระดับสูงเข้าร่วม อาทิ สมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัซซานัล บลเกียะฮ์ แห่งบรูไนดารุสซาลาม สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย นายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ นายลอเรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ นายไก ราลา ชานานา กุชเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต และนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม รวมทั้ง ดร. เกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ผู้แทนจากเมียนมา และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ในฐานะแขกของประธาน เข้าร่วมด้วย

การประชุมฯ ครั้งนี้ จัดขึ้นท่ามกลางโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาค แรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และความมั่นคง ทำให้อาเซียนต้องเผชิญผลกระทบครั้งใหญ่ การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ถือเป็น “เวทีที่กำหนดทิศทางอนาคตของภูมิภาค” ที่เชื่อมโยงความร่วมมือในระดับภูมิภาคไปสู่ชีวิตของประชาชนในแต่ละประเทศ ซึ่งที่ประชุมฯ จะหารือถึงแนวทางรับมือผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร และความปลอดภัยของประชาชนประเทศอาเซียน ตลอดจนความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทาย การปรับตัวของอาเซียนให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการเสริมสร้างบทบาทของอาเซียนในเวทีโลก

ในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลพร้อมยกระดับบทบาทของไทยให้เป็น "ตัวเชื่อมความร่วมมือ" ที่เน้นการขับเคลื่อนประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงทางพลังงาน การเข้าถึงอาหารอย่างยั่งยืน และความปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาค โดยนายกรัฐมนตรียังจะใช้โอกาสนี้หารือทั้งในกรอบพหุภาคีและทวิภาคี ใช้แนวทางการทูตที่มุ่งรักษาสมดุลความสัมพันธ์ พร้อมต่อยอดให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม ทั้งในมิติเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการรับมือความท้าทายข้ามพรมแดน