thansettakij
thansettakij
ทรัมป์ขู่จุดสงครามใหญ่ หากดีลอิหร่านล่ม เสี่ยงกระทบซัพพลายน้ำมันโลก

ทรัมป์ขู่จุดสงครามใหญ่ หากดีลอิหร่านล่ม เสี่ยงกระทบซัพพลายน้ำมันโลก

09 เม.ย. 69 | 09:15 น.
อัปเดตล่าสุด :09 เม.ย. 69 | 09:19 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนความเสี่ยงสงครามครั้งใหญ่ หากการเจรจาสันติภาพกับอิหร่านล้มเหลว ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งท่ามกลางความกังวลการปิดช่องแคบฮอร์มุซและเสถียรภาพภูมิภาค

KEY

POINTS

  • โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะใช้กำลังทหารและจุดชนวนสงครามครั้งใหญ่ หากข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านล้มเหลว
  • ความตึงเครียดดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI ในตลาดโลกดีดตัวสูงขึ้นจากความกังวลด้านอุปทาน
  • ความขัดแย้งกระทบโดยตรงต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราว 20% ของโลก ทำให้การเดินเรือลดลงอย่างมาก

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาสั่นคลอนตลาดพลังงานและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ของ “การยกระดับสงครามครั้งใหญ่” หากกระบวนการสันติภาพกับอิหร่านไม่สามารถบรรลุผลได้ โดยยืนยันว่ากองกำลังสหรัฐจะยังคงประจำการในตะวันออกกลางต่อไปจนกว่าจะมีข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน 

รายงานของ Reuters ระบุว่า ทรัมป์โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า เรือรบ เครื่องบิน กำลังพลสหรัฐ รวมถึงอาวุธและกระสุนเพิ่มเติม จะยังคงอยู่ในพื้นที่เพื่อทำลาย “ศัตรูที่อ่อนกำลังลงอย่างมาก” หากจำเป็น แม้เจ้าตัวจะยังแสดงความเชื่อมั่นว่าข้อตกลงถาวรจะเกิดขึ้นและได้รับการปฏิบัติตาม แต่ก็เตือนชัดว่า หากข้อตกลงไม่สำเร็จ การยิงจะเริ่มขึ้นในระดับที่ “ใหญ่กว่า ดีกว่า และรุนแรงกว่าที่ใครเคยเห็นมาก่อน” พร้อมระบุว่าอิหร่านตกลงแล้วว่าจะไม่เดินหน้าอาวุธนิวเคลียร์ และจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง 

แม้ทั้งสหรัฐและอิหร่านต่างประกาศชัยชนะหลังสงครามยาว 5 สัปดาห์ที่คร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันราย แต่ข้อพิพาทหลักยังไม่คลี่คลาย โดยทั้งสองฝ่ายยังยึดคนละเงื่อนไขในดีลที่อาจกำหนดทิศทางตะวันออกกลางไปอีกหลายทศวรรษ ขณะเดียวกัน การโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ของอิสราเอลในเลบานอนเมื่อวันพุธ ซึ่ง Reuters ระบุว่าคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 250 ราย ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อกระบวนการเจรจา และทำให้อิหร่านมองว่าการเจรจาทวิภาคีหรือการหยุดยิงในสภาพเช่นนี้ “ไม่สมเหตุสมผล”

แรงกระแทกที่เห็นชัดที่สุดเกิดขึ้นในตลาดพลังงานโลก โดยราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นทันทีจากความกังวลต่อความเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิง และความเสี่ยงที่ข้อจำกัดในช่องแคบฮอร์มุซจะไม่คลี่คลายในเร็ววัน ณ เวลา 03.25 GMT ของวันที่ 9 เมษายน สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้น 1.96 ดอลลาร์ หรือ 2.07% อยู่ที่ 96.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ West Texas Intermediate หรือ WTI เพิ่มขึ้น 2.60 ดอลลาร์ หรือ 2.75% อยู่ที่ 97.01 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

หากเทียบกับช่วงก่อนการโจมตีร่วมของสหรัฐและอิสราเอล ราคาน้ำมันยังอยู่สูงกว่ามาก โดยเบรนท์เคยอยู่ที่ 70.75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI อยู่ที่ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตัวเลขนี้สะท้อนว่าแม้จะมีการประกาศหยุดยิง แต่ความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานยังไม่ถูกปลดออกจากตลาด และตลาดยังตีราคาความขัดแย้งนี้ไว้ในระดับสูง 

ประเด็นที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด คือ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่ง Reuters ระบุว่าเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราว หนึ่งในห้าของโลก หรือประมาณ 20% ของอุปทานสำคัญของโลก ขณะนี้ยังแทบไม่มีสัญญาณว่าช่องแคบดังกล่าวกลับมาเปิดในเชิงปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญ อิหร่านยังคงยืนยันการควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์นี้ และถึงขั้นเรียกเก็บ “ค่าผ่านทาง” สำหรับการสัญจรอย่างปลอดภัย

Reuters ยังรายงานด้วยว่า ปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงเหลือต่ำกว่า 10% ของค่าเฉลี่ยในอดีตหลังสงครามสหรัฐ-อิสราเอลเริ่มต้นขึ้น ขณะที่กองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านเผยแพร่แผนที่เส้นทางเดินเรือทางเลือกเพื่อหลบหลีกทุ่นระเบิดทางทะเล ยิ่งตอกย้ำว่าช่องแคบดังกล่าวยังเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง และเป็นเครื่องมือกดดันทางยุทธศาสตร์ของอิหร่านอย่างแท้จริง

ประเด็นนี้ทำให้สหราชอาณาจักรออกมาแสดงท่าที โดยรัฐมนตรีต่างประเทศ อีเว็ตต์ คูเปอร์ เตรียมประกาศว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้อง “ปลอดค่าผ่านทาง” และย้ำว่าเสรีภาพในการเดินเรือไม่อาจถูกเพิกถอนฝ่ายเดียวหรือเปลี่ยนเป็นสิทธิที่ต้องซื้อได้ ข้อความนี้สะท้อนว่าความตึงเครียดไม่ได้จำกัดอยู่แค่คู่ขัดแย้งหลัก แต่เริ่มลามไปสู่ประเด็นกฎหมายและระเบียบระหว่างประเทศด้านการเดินเรือแล้ว 

แผนภูมิแสดงปริมาณเรือที่ส่งสัญญาณ AIS

อีกด้านหนึ่ง ภาพรวมตลาดการเงินโลกก็เริ่มตอบสนองในเชิงระมัดระวังมากขึ้น Reuters ระบุว่า ตลาดหุ้นเอเชียอยู่ในภาวะ “sober mood” หรืออารมณ์การลงทุนที่ระวังตัว โดยดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นแกว่งใกล้ระดับทรงตัวหลังจากพุ่งขึ้น 5.4% ในวันก่อนหน้า ขณะที่ดัชนี MSCI Asia-Pacific ex-Japan ลดลง 0.7% ส่วนฟิวเจอร์สของ S&P 500 และ Nasdaq ต่างลดลง 0.2% ในยุโรป EUROSTOXX 50 futures ลดลง 0.1% และ DAX futures ลดลง 0.5% แม้ FTSE futures จะบวกได้ 0.4% ก็ตาม 

ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่ออิสราเอลและสหรัฐยืนยันว่าเลบานอนไม่ได้อยู่ในข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน กลับย้ำว่าการยุติการสู้รบในเลบานอนเป็นเงื่อนไขสำคัญของดีลกับวอชิงตัน ด้านฮิซบอลเลาะห์ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน ระบุว่าได้ยิงจรวดเข้าใส่พื้นที่ Manara ในอิสราเอลช่วงเช้าวันพฤหัสฯ โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของอิสราเอล และเตือนว่าจะมีปฏิบัติการเพิ่มเติมจนกว่าจะยุติ “การรุกรานของอิสราเอล-สหรัฐ” 

ขณะที่ปากีสถานในฐานะคนกลาง ออกมาประณามปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอน โดยมองว่าเป็นการบ่อนทำลายความพยายามสร้างสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างประเทศ ส่วนคณะผู้แทนอิหร่านมีกำหนดเดินทางถึงกรุงอิสลามาบัดในคืนวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อเตรียมเข้าร่วมการเจรจาที่อาจเป็นจุดชี้ขาดของภูมิภาคในระยะต่อไป