thansettakij
thansettakij
IMF ชี้สงครามสะเทือนเศรษฐกิจโลก ดันเงินเฟ้อ-พลังงานแพง

IMF ชี้สงครามสะเทือนเศรษฐกิจโลก ดันเงินเฟ้อ-พลังงานแพง

02 เม.ย. 69 | 13:05 น.
อัปเดตล่าสุด :02 เม.ย. 69 | 13:05 น.

IMF ชี้สงครามตะวันออกกลางเป็นแรงกระแทกใหม่ต่อเศรษฐกิจโลก ผ่านพลังงาน ซัพพลายเชน และการเงิน ดันเงินเฟ้อสูง กดกำลังซื้อ และเพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว

KEY

POINTS

  • IMF ระบุว่าสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงัก และความผันผวนในตลาดการเงิน
  • ราคาพลังงานเป็นผลกระทบที่ชัดเจนที่สุด เนื่องจากการขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจหยุดชะงัก ส่งผลให้ต้นทุนของประเทศผู้นำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะในเอเชียและยุโรปสูงขึ้น
  • ผลลัพธ์ของสงครามคือ "ราคาที่สูงขึ้น และการเติบโตที่ชะลอลง" ซึ่งจะผลักดันให้เงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นและกดดันเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะประเทศรายได้ต่ำ

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นแรงกระแทกสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกอีกระลอก ท่ามกลางช่วงเวลาที่หลายประเทศเพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตที่ผ่านมา โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะประเทศในพื้นที่ แต่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังระบบเศรษฐกิจโลกผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และตลาดการเงิน 

รายงานของ IMF ระบุว่า ราคาพลังงานเป็นกลไกส่งผ่านผลกระทบที่ชัดเจนที่สุด เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางการขนส่งพลังงานของโลก โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีสัดส่วนการขนส่งน้ำมันราว 25-30% ของโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 20% ส่งผลให้การหยุดชะงักของเส้นทางดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานในทันที

ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะในเอเชียและยุโรป จึงได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เพียงดันต้นทุนการผลิต แต่ยังบีบกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่หลายประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันด้านดุลการค้าและค่าเงินจากต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง ความขัดแย้งยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก โดยการเปลี่ยนเส้นทางขนส่งสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมัน ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์และประกันภัยเพิ่มขึ้น รวมถึงระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น นอกจากนี้ การขนส่งวัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ย ซึ่งมีสัดส่วนการขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวสูงถึงประมาณหนึ่งในสามของโลก ยังถูกกระทบ ส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตรและอาหารในระยะถัดไป

IMF ประเมินว่า ไม่ว่าสงครามจะดำเนินไปในทิศทางใด ผลลัพธ์หลักจะนำไปสู่ “ราคาที่สูงขึ้น และการเติบโตที่ชะลอลง” โดยในกรณีที่ความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาพลังงานมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ขณะที่เงินเฟ้อทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นและกดดันเศรษฐกิจในวงกว้าง

แรงกดดันดังกล่าวมีผลแตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยประเทศรายได้ต่ำและประเทศที่มีฐานะการคลังจำกัด จะได้รับผลกระทบรุนแรงมากกว่า เนื่องจากประชาชนมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านอาหารและพลังงานสูง ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศผู้ส่งออกพลังงานบางแห่งอาจสามารถรับมือได้ดีกว่า

ในส่วนของตลาดการเงินโลก สงครามยังสร้างความผันผวนให้กับสินทรัพย์ทั่วโลก โดยราคาหุ้นปรับลดลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับเพิ่มขึ้น และต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบลดลง และเพิ่มภาระต้นทุนทางการเงินของทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ

IMF เตือนว่า ความเสี่ยงสำคัญไม่ได้อยู่เพียงระดับราคาพลังงานหรือเงินเฟ้อในปัจจุบัน แต่รวมถึง “ความคาดหวังเงินเฟ้อ” ของประชาชนและภาคธุรกิจ หากมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้การควบคุมเงินเฟ้อในระยะต่อไปทำได้ยากขึ้น และจำเป็นต้องใช้นโยบายที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งอาจแลกมากับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

รายงานยังชี้ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกมากขึ้น เนื่องจากหลายประเทศมีระดับหนี้สาธารณะสูงอยู่แล้ว ทำให้พื้นที่ในการใช้นโยบายการคลังเพื่อบรรเทาผลกระทบมีจำกัด

IMF ระบุว่า การรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยมาตรการที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีทุนสำรองจำกัดและฐานะการคลังเปราะบาง จำเป็นต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังมากขึ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

สถานการณ์ครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า แม้โลกจะเผชิญวิกฤตมาแล้วหลายระลอก แต่ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจโลกได้อย่างรวดเร็ว และทำให้เส้นทางการฟื้นตัวมีความไม่แน่นอนสูงกว่าที่คาดการณ์