thansettakij
thansettakij
ทรัมป์เตือนอิหร่าน หลังโจมตีก๊าซกาตาร์-ซาอุฯ ลามศึกพลังงาน

ทรัมป์เตือนอิหร่าน หลังโจมตีก๊าซกาตาร์-ซาอุฯ ลามศึกพลังงาน

19 มี.ค. 69 | 08:10 น.
อัปเดตล่าสุด :19 มี.ค. 69 | 08:12 น.

ทรัมป์เตือนอิหร่านหลังยิงขีปนาวุธใส่กาตาร์–ซาอุฯ ขณะอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ดันความขัดแย้งลามสู่โครงสร้างพลังงานโลกและหนุนราคาน้ำมันพุ่ง

KEY

POINTS

  • อิสราเอลโจมตี South Pars อิหร่านโจมตีโต้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในกาตาร์และซาอุดีอาระเบีย ทำให้เกิดความเสียหายรุนแรง
  • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาเตือนอิหร่านว่าพร้อมจะตอบโต้ด้วยกำลังในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากยังคงโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน
  • ความขัดแย้งได้ขยายวงกว้างเป็น "สงครามพลังงาน" หลังอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซของอิหร่านเพื่อตอบโต้ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น

รอยเตอร์ส รายงานถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ระบุว่า ได้ทวีความตึงเครียดมากขึ้น หลังอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ของอิหร่านอย่าง South Pars ซึ่งถือเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำคัญของภูมิภาค

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เปิดเผยว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้ของอิสราเอลต่อสถานการณ์ในภูมิภาค พร้อมระบุว่า สหรัฐไม่ต้องการให้เกิดการโจมตีซ้ำในลักษณะเดียวกัน เว้นแต่อิหร่านจะขยายการโจมตีไปยังประเทศอื่น โดยเฉพาะพันธมิตรในอ่าวอาหรับ

ทรัมป์ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า การโจมตีของอิสราเอลเกิดขึ้นจากความโกรธต่อสถานการณ์ในภูมิภาค และเตือนว่า หากอิหร่านยังคงโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน สหรัฐพร้อมตอบโต้ด้วยกำลังในระดับที่ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตี กาตาร์และซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหาย โดยบริษัท QatarEnergy รายงานว่า ศูนย์อุตสาหกรรม Ras Laffan ซึ่งเป็นศูนย์ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่รองรับประมาณ 20% ของอุปทานก๊าซโลก ได้รับความเสียหายอย่างหนักและเกิดเพลิงไหม้ในหลายจุด

ขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่า สามารถสกัดขีปนาวุธที่มุ่งเป้าไปยังกรุงริยาดได้หลายลูก รวมถึงการโจมตีด้วยโดรนต่อโรงงานก๊าซทางตะวันออกของประเทศ ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ต้องปิดโรงงานก๊าซ Habshan ชั่วคราว หลังตรวจพบการโจมตีด้วยขีปนาวุธ

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทันที และเพิ่มความกังวลต่อความมั่นคงด้านพลังงาน เนื่องจากพื้นที่อ่าวอาหรับเป็นศูนย์กลางการผลิตน้ำมันและก๊าซของโลก รวมถึงเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ หนึ่งในห้าของการค้าน้ำมันโลก

ในทางการทูต รัฐมนตรีต่างประเทศจากประเทศมุสลิม 12 ประเทศที่ประชุมกันในกรุงริยาด ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีของอิหร่านต่อประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงโดยทันที โดยระบุว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน เช่น สนามบิน โรงงานพลังงาน และโรงกลั่นน้ำทะเล ไม่สามารถยอมรับได้ในทุกกรณี

เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาร์ฮาน รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย ระบุว่า ประเทศต่าง ๆ มีสิทธิ์ตอบโต้ทางทหาร หากสถานการณ์ยังคงยกระดับ

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวในสหรัฐเปิดเผยว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังพิจารณาส่งกำลังทหารเพิ่มเติมหลายพันนายไปยังตะวันออกกลาง เพื่อรักษาความปลอดภัยเส้นทางขนส่งน้ำมันและคุ้มครองการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ความขัดแย้งที่ดำเนินมาเกือบ 4 สัปดาห์นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยองค์กรสิทธิมนุษยชน HRANA ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในอิหร่านแล้วกว่า 3,000 ราย ขณะที่เลบานอนมีผู้เสียชีวิตประมาณ 900 ราย และประชาชนกว่า 800,000 คน ต้องอพยพออกจากพื้นที่

และสถานการณ์ล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ได้ขยายวงจากมิติทางทหารไปสู่ สงครามพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง หากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานยังดำเนินต่อเนื่อง