
ฮูตีโจมตีเรือน้ำมันซาอุฯ ขู่ปิดช่องแคบ Bab el-Mandeb ซ้ำวิกฤติฮอร์มุซ
กลุ่มฮูตีที่มีอิหร่านหนุนหลังอ้างโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ 2 ลำ พร้อมประกาศปิดล้อมทางทะเล ขณะที่เรือหลายลำเปลี่ยนเส้นทาง หวั่นวิกฤติพลังงานโลกซ้ำเติมจากช่องแคบฮอร์มุซ
KEY
POINTS
- กลุ่มฮูตีในเยเมนอ้างว่าได้ใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง
- การโจมตีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย และเป็นการส่งสัญญาณขู่ปิดช่องแคบ Bab el-Mandeb
- เหตุการณ์นี้สร้างความเสี่ยงให้เกิด "คอขวด" ต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นอีกจุด ซ้ำรอยวิกฤตการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซ
- นักวิเคราะห์มองว่าการกระทำของกลุ่มฮูตีอาจเป็นยุทธวิธีที่อิหร่านใช้เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในความขัดแย้งกับสหรัฐฯ
สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังขยายความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซไปยังทะเลแดง หลังกลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งมีอิหร่านสนับสนุน อ้างว่าได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำ และเดินหน้ามาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุฯ ส่งสัญญาณว่าเส้นทางขนส่งน้ำมันโลกอาจเผชิญ “คอขวด” สำคัญเพิ่มขึ้นอีกจุด
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ว่า กลุ่มฮูตีระบุว่าได้ใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ 2 ลำในทะเลแดง ได้แก่ เรือ Encelia และ Layla โดยสำนักข่าว SPA ของซาอุดีอาระเบียอ้างแหล่งข่าวทางการว่า เรือ Encelia ถูกโจมตีจนเกิดเพลิงไหม้บริเวณหัวเรือ ขณะที่การโจมตีเรือ Layla ยังไม่มีการยืนยันจากแหล่งข่าวอิสระ
แหล่งข่าวด้านความปลอดภัยทางทะเลระบุว่า เรือ Encelia ได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ โดยรายงานว่าถูกขีปนาวุธโจมตีใกล้ท่าเรือ Jizan ของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดงช่วงค่ำวันพุธที่ผ่านมา
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังกลุ่มฮูตีประกาศเมื่อวันจันทร์ว่าจะดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย โดยกลุ่มฮูตีควบคุมพื้นที่บางส่วนของเยเมนซึ่งอยู่ใกล้ช่องแคบ Bab el-Mandeb ช่องทางยุทธศาสตร์ทางตอนใต้ของทะเลแดง และตั้งอยู่คนละฝั่งของคาบสมุทรอาหรับกับช่องแคบฮอร์มุซ
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การขู่ปิดล้อมทางทะเลของฮูตีอาจเป็นยุทธวิธีที่อิหร่านใช้เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในสงคราม ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ทั้งในปัจจุบันและอดีตเตือนว่า การขยายการโจมตีไปยังเส้นทางเดินเรือของซาอุดีอาระเบียอาจทำให้สงครามขยายวงกว้างขึ้น และเพิ่มภาระต่อกองทัพสหรัฐฯ
ข้อมูลการเดินเรือระบุว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เรือบรรทุกน้ำมัน 5 ลำได้เปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบ Bab el-Mandeb ขณะที่เมื่อวันอังคาร เรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำซึ่งบรรทุกน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียไปยังจีนและอินเดียได้หันหัวกลับ
นอกจากนี้ ยังมีเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่มาก หรือ Very Large Crude Carrier (VLCC) ของจีน 2 ลำ ซึ่งบรรทุกน้ำมันดิบซาอุดีอาระเบียรวมกันประมาณ 4 ล้านบาร์เรล กำลังมุ่งหน้าไปยังช่องแคบ Bab el-Mandeb เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
หากเรือขนส่งน้ำมันไม่สามารถเดินทางผ่านช่องแคบทางตอนใต้ของทะเลแดงได้ เส้นทางหลักที่เหลือคือการเดินเรือผ่านคลองสุเอซทางตอนเหนือ ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นหลายสัปดาห์
ก่อนหน้านี้ ซาอุดีอาระเบียได้ขนส่งน้ำมันหลายล้านบาร์เรลต่อวันไปยังท่าเรือ Yanbu บริเวณทะเลแดง เพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสถานการณ์ตึงเครียดในช่องแคบดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานทั่วโลกอยู่แล้ว
ทรัมป์ขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานอิหร่าน
ความตึงเครียดในทะเลแดงเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านที่เกือบจะเป็นการปิดเส้นทางโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลก รวมถึงกระทบผู้บริโภคน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ขณะที่สงครามที่ไม่เป็นที่นิยมกำลังสร้างแรงกดดันต่อพันธมิตรพรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งสภาคองเกรสในเดือนพฤศจิกายน
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทรัมป์ขู่ว่า สหรัฐฯ จะทำลายสะพานหรือโรงไฟฟ้าของอิหร่านทุกครั้งที่อิหร่านโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
ด้านกองบัญชาการร่วมทางทหารของอิหร่านตอบโต้ว่า หากสหรัฐฯ ดำเนินการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน กองทัพอิหร่านจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า และเศรษฐกิจในภูมิภาค พร้อมขัดขวางการส่งออกน้ำมัน “แม้แต่หยดเดียว” ตามรายงานของสื่อทางการอิหร่าน
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ของอิหร่าน รายงานว่าเกิดเหตุระเบิดในเส้นทางเดินเรือที่ถูกระบุว่าเป็นเส้นทางซึ่งมีการวางทุ่นระเบิดทางตอนใต้ของช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่าเรือบรรทุกน้ำมัน 1 ใน 3 ลำเกิดเพลิงไหม้ ขณะที่อีก 2 ลำหันกลับ
IRGC ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซอยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่านและ “ปิดอย่างสมบูรณ์” พร้อมเตือนว่าเรือบรรทุกน้ำมันจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้า-ออกช่องแคบ หากไม่ได้ประสานงานกับอิหร่าน
สหรัฐฯ เดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อเนื่อง 12 คืน
กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากการโจมตีอิหร่านรอบใหม่ตามคำสั่งของทรัมป์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา นับเป็นคืนที่ 12 ติดต่อกันที่สหรัฐฯ เดินหน้าโจมตี หลังข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนมิถุนายนล่มสลาย
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ U.S. Central Command ระบุว่า กองทัพจะเดินหน้าลดทอนขีดความสามารถของอิหร่านในการคุกคามการเดินเรือต่อไป
สื่ออิหร่านรายงานว่า สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายทางทหารในเมือง Bushehr ทางตอนใต้ของอิหร่าน 2 ครั้งเมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์แห่งเดียวของอิหร่าน โดยนับเป็นการโจมตีพื้นที่ดังกล่าว 3 ครั้งภายใน 2 วัน
ขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ของอิหร่านรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 11 ราย จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของสหรัฐฯ ที่ด่านชายแดน Shalamcheh ซึ่งเชื่อมต่อกับอิรัก ตามคำกล่าวของเจ้าหน้าที่จังหวัด Khuzestan
แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะอ้างว่าสามารถทำลายขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านได้ แต่อิหร่านยังคงแสดงให้เห็นว่ายังมีศักยภาพในการใช้ขีปนาวุธและโดรน โดยอิหร่านโจมตีโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลและโรงงานพลังงานที่สำคัญในคูเวต รวมถึงโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต บาห์เรน และจอร์แดนในช่วงสัปดาห์นี้
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บของทั้งสองฝ่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขอิหร่านรายหนึ่งระบุว่า มีพลเรือนเสียชีวิต 53 ราย และบาดเจ็บ 592 ราย นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา
นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ มีผู้เสียชีวิตหลายพันรายและประชาชนหลายล้านคนต้องพลัดถิ่น
กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่ได้มุ่งเป้าโจมตีพลเรือน ซึ่งการโจมตีพลเรือนอาจขัดต่ออนุสัญญาเจนีวาปี 1949 ว่าด้วยหลักมนุษยธรรมในภาวะสงคราม อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ขู่หลายครั้งว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน โดยโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวอาจเป็นเป้าหมายทางทหารได้ หากถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร และการโจมตีนั้นไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพลเรือนเกินขอบเขต
ด้านสหรัฐฯ รายงานว่า มีทหารเสียชีวิต 18 นาย และบาดเจ็บมากกว่า 450 นาย โดยทรัมป์เดินทางไปร่วมพิธีที่ฐานทัพอากาศ Dover ในรัฐเดลาแวร์เมื่อวันพุธ เพื่อไว้อาลัยทหารสหรัฐฯ 4 นายที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านต่อฐานทัพในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดย 3 นายเสียชีวิตในจอร์แดน และอีก 1 นายเสียชีวิตในอิรัก
“สำหรับผม นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดในการทำหน้าที่ประธานาธิบดี แต่จำเป็นต้องทำ” ทรัมป์กล่าวก่อนเดินทางไปร่วมพิธี
อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา ทรัมป์ใช้ถ้อยคำที่ลดทอนความรุนแรงของสถานการณ์ลงระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ในรัฐจอร์เจีย โดยกล่าวถึงสงครามครั้งนี้ว่าเป็นเพียง “การปะทะกันเล็กน้อย”






