
เปิดประวัติ “โมจตาบา คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ คู่ต่อกรที่ไม่ธรรมดาของ “ทรัมป์”
รู้จักผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ขึ้นกุมอำนาจนำประเทศต่อกร “โดนัลด์ ทรัมป์” ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ตึงเครียดและแรงกดดันทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศ
KEY
POINTS
- โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของอดีตผู้นำสูงสุด ได้รับการแต่งตั้งจากสภาผู้เชี่ยวชาญให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน
- แม้จะมีตำแหน่งทางศาสนาระดับกลาง แต่เขาเป็นบุคคลทรงอิทธิพลจากการมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC)
- การแต่งตั้งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังบิดาเสียชีวิต ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาค เพื่อป้องกันสุญญากาศทางอำนาจและรักษาเสถียรภาพของรัฐ
- นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเขาจะดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวต่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล โดยอาศัย IRGC เป็นฐานอำนาจหลัก
การเมืองอิหร่านกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ หลังสภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่านมีมติเลือก “โมจตาบา คาเมเนอี” (Mojtaba Khamenei) ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน คนใหม่ สืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดาของเขา อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ที่เสียชีวิตจากเหตุโจมตีทางทหารในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดของอิหร่านนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979
สถานีโทรทัศน์ทางการอิหร่านประกาศผลการประชุมสมัยวิสามัญของ สภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งมีสมาชิก 88 คน โดยที่ประชุมได้ลงมติเลือกมอจตาบา วัย 56 ปี ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศ ภายใต้อำนาจตามมาตรา 108 ของรัฐธรรมนูญอิหร่าน เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตความมั่นคงและแรงกดดันจากภายนอก
ทำให้เขากลายเป็น ผู้นำสูงสุดคนที่ 3 ของอิหร่าน นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามที่โค่นล้มระบอบกษัตริย์ในปี 1979 โดยก่อนหน้านี้อิหร่านมีผู้นำสูงสุดเพียงสองคน ได้แก่ อยาตอลลาห์ รูฮอลลาห์ โคไมนี ผู้นำการปฏิวัติและผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลาม ซึ่งดำรงตำแหน่งจนถึงการถึงแก่อสัญกรรมในปี 1989 และ อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้กุมอำนาจต่อเนื่องยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ
ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี
โมจตาบา คาเมเนอี เกิดเมื่อวันที่ 8 กันยายน 1969 ที่เมือง มาชาด (Mashhad) เมืองศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาของอิหร่านทางตะวันออกของประเทศ เขาเป็นบุตรชายคนที่ 2 ในจำนวน 6 คนของอาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนที่ 2 ของอิหร่าน
แม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเป็นทางการในรัฐบาลอิหร่าน แต่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา “โมจตาบา” ถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลอย่างเงียบ ๆ ในโครงสร้างอำนาจของประเทศ โดยเฉพาะในเครือข่ายด้านความมั่นคงและการเมืองภายใน
ในด้านการศึกษา เขาเดินตามเส้นทางของนักการศาสนาชีอะห์ โดยเข้าศึกษาเทววิทยาในเมือง กอม (Qom) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนาอิสลามชีอะห์ที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน และยังคงสอนด้านศาสนาอยู่ที่นี่ด้วย
“โมจตาบา” ได้รับสมณศักดิ์ระดับ “ฮุจญัต อัล-อิสลาม” (Hojjat al-Islam) ซึ่งเป็นตำแหน่งทางศาสนาระดับกลาง ต่ำกว่าตำแหน่ง อยาตอลลาห์ ที่บิดาของเขาและผู้นำการปฏิวัติอิสลามอย่างโคไมนีเคยดำรงอยู่ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าบทบาททางการเมืองและความสัมพันธ์กับเครือข่ายอำนาจของรัฐ ทำให้เขามีอิทธิพลมากกว่าสถานะทางศาสนาเพียงอย่างเดียว
สายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับกองกำลัง IRGC
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “โมจตาบา” กลายเป็นบุคคลทรงอิทธิพลในอิหร่าน คือความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) ซึ่งถือเป็นเสาหลักด้านความมั่นคงและการเมืองของสาธารณรัฐอิสลาม
ความสัมพันธ์นี้มีรากฐานมาตั้งแต่ช่วงปลายของ สงครามอิหร่าน–อิรัก (1980–1988) ซึ่งเป็นสงครามยืดเยื้อยาวนาน 8 ปี โดยในช่วงเวลานั้นมอจตาบาเคยเข้าร่วมอยู่ในหน่วยรบ และมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเครือข่ายทหารและกองกำลังอาสาสมัคร Basij
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักวิเคราะห์จำนวนมากเชื่อว่าเขามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสำนักงานผู้นำสูงสุดกับ IRGC ซึ่งมีอิทธิพลทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการเมืองในประเทศ
การแต่งตั้งท่ามกลางสงคราม
การขึ้นดำรงตำแหน่งของโมจตาบาเกิดขึ้นเพียง 9 วันหลังการเสียชีวิตของอาลี คาเมเนอี ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุโจมตีทางทหารที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐและอิสราเอล
นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า การแต่งตั้งอย่างรวดเร็วมีเป้าหมายเพื่อป้องกันสุญญากาศทางอำนาจในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากสงครามภายนอกและความไม่พอใจของประชาชนภายใน
ภารกิจแรกของผู้นำสูงสุดคนใหม่ คือการจัดพิธีศพอย่างเป็นทางการให้กับบิดา ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด เนื่องจากมีความกังวลว่าอิหร่านอาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีเพิ่มเติม
สัญญาณแข็งกร้าวต่อสหรัฐและอิสราเอล
นักวิเคราะห์หลายฝ่ายประเมินว่า มอจตาบาจะดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวต่อสหรัฐและอิสราเอล โดยอาศัยกองกำลัง IRGC เป็นฐานอำนาจหลักในการรักษาเสถียรภาพของระบอบการปกครอง
อิหร่านอาจใช้มาตรการควบคุมภายในประเทศที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันการประท้วงและความไม่สงบในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ
ขณะเดียวกัน อิสราเอลได้ออกคำเตือนอย่างรุนแรงต่อผู้นำสูงสุดคนใหม่ โดยระบุว่า “มือของรัฐอิสราเอลจะติดตามผู้สืบทอดและผู้ที่พยายามแต่งตั้งผู้สืบทอดทุกคน”
ด้านอดีตประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความกังวลว่า การเปลี่ยนผ่านอำนาจครั้งนี้อาจนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งในภูมิภาค
การแต่งตั้งมอจตาบายังสร้างข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในอิหร่าน เนื่องจากถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจแบบเครือญาติ ซึ่งขัดกับอุดมการณ์ของการปฏิวัติอิสลามที่ต้องการโค่นล้มระบอบกษัตริย์
อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤตสงคราม การมีบุคคลที่อยู่ในเครือข่ายอำนาจเดิมอาจถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดในการรักษาเสถียรภาพของรัฐ

