
กกพ.เล็งงัดแผน ‘Merit Order’ ดูแล ‘ค่าไฟ’ รับมือสงครามตะวันออกกลาง
กกพ.เตรียมใช้แผน ‘Merit Order’ เลือกใชเโรงไฟฟ้าต้นทุนค่าไฟต่ำสุดเดินเครื่องก่อน ดูแล ‘ค่าไฟ’ รับมือสงครามตะวันออกกลาง
KEY
POINTS
- กกพ. เตรียมรับมือผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานโลกและต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทยสูงขึ้น
- ใช้หลักการ ‘Merit Order’ ในการบริหารจัดการ โดยสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนการผลิตต่ำที่สุดก่อน เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำและถ่านหิน เพื่อควบคุมค่าไฟให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
- กกพ. ยังขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยประหยัดพลังงานตามหลัก 5 ป. เพื่อลดผลกระทบด้านค่าใช้จ่าย
นายประสิทธิ์ สิริทิพย์รัศมี รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกเพิ่มสูงขึ้นมีผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นว่า กลไกดูแลค่าไฟของกกพ.คือการดูแลสั่งจ่ายไฟ โดยเลือกโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนค่าไฟต่ำสุดเดินเครื่องก่อนตามหลักการเมอริท ออเดอร์ (Merit Order)
ซึ่งโรงไฟฟ้าที่ต้นทุนต่ำจะถูกเรียกใช้ก่อนเสมอ เช่นโรงไฟฟ้าพลังน้ำ โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงถ่านหิน ฯลฯเพื่อให้ได้ค่าไฟฟ้าอยู่ในระดับที่เหมาะสมยอมรับได้
อย่างไรก็ดี ต้องดูความพร้อมในการดำเนินการของโรงไฟฟ้านั้นๆ ประกอบด้วย เช่นเดียวกับช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ราคา LNG พุ่งสูง ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟในประเทศพุ่งสูงขึ้น
ส่วนค่าไฟงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ กกพ. คาดว่าจะมีการชี้แจงในปลายมีนาคมนี้ ในสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง สำนักงาน กกพ. ขอให้ประชาชนใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้เทคนิค 5 ป. ที่ช่วยให้ประหยัดไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 1. ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น
,2. ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 26 องศา การปรับอุณหภูมิแอร์ให้เย็นสบายโดยไม่ต้องหนาวเกินไป ช่วยให้ประหยัดไฟได้ถึง 10% ,3. ปลดปลั๊กเมื่อไม่ใช้งาน เพื่อป้องกันการกินไฟแอบแฝง ,4. เปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 และ 5. ปลูกต้นไม้ สร้างร่มเงา รักษาสิ่งแวดล้อม ช่วยลดความร้อนภายในบ้าน ประหยัดไฟจากการเปิดแอร์
อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กกพ.ได้จัดทำแผน Energy Foresight เพื่อเตรียมทรัพยากรให้เหมาะสมสำหรับทิศทางของพลังงานในยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยใช้ AI และ Text Mining ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เพิ่มความแม่นยำในการระบุแนวโน้ม, ตรวจจับทั้ง Mega Trends, Emerging Signals และ Critical Uncertainties ที่มีผลต่ออนาคตพลังงานภายใต้ 4 ปัจจัยที่สำคัญ คือ 1.ความมั่นคง 2.เศรษฐศาสตร์(ค่าไฟฟ้า) 3.สิ่งแวดล้อม (ความสะอาด) 4.สังคม (Social)
โดยได้ยึดผลการศึกษาภายใต้ 2 ฉากทัศน์สำคัญ คือ ฉากทัศน์ที่ 1 คือ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (สมมติฐานด้านดี) และ ฉากทัศน์ที่ 5 วิกฤตและหายนะ(สมมติฐานด้านความเสี่ยง) จากที่ทำการศึกษาทั้งหมด 64 ฉากทัศน์ ชี้ให้เห็นว่า ทิศทางพลังงานในอนาคตจะมุ่งไปในเรื่องของการส่งเสริมพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงทางเลือกพลังงานในอนาคต อาทิ ไฮโดรเจน แบตเตอรี่และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR )เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ความสะอาด และราคาเหมาะสม
“ปัจจุบัน กกพ.ก็มีบทบาทการให้ความเห็นต่อการจัดทำแผน PDP ซึ่ง Energy Foresight ก็จะเป็นกรอบในแนวทางจัดทำแผน PDP ในอนาคตได้ รวมถึงการออกใบอนุญาตต่างๆ โดยจะต้องศึกษาในเชิงลึกต่อ คาดว่าใช้เวลาอีก 1-2 ปี แผน Energy Foresight ก็จะเสร็จสมบูรณ์และนำมาใช้ได้เต็มรูปแบบ รวมถึงจะต้องมีการรีวิวแผนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันกับสถานการณ์พลังงานที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตด้วย”

