
สงครามตะวันออกกลางเขย่าโลก กสิกรไทยชี้ไทยยังโตได้จาก AI และส่งออกเทค
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 จาก 1.6% เป็น 1.9% จากแรงหนุนการส่งออกสินค้า AI และการลงทุน Data Center ขณะเดียวกันเตือนความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันพุ่ง และความผันผวนเศรษฐกิจโลก
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ รายงานเศรษฐกิจเดือนมีนาคม 2569 ของศูนย์วิจัยกสิกรไทยสะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญแรงกดดันจากสงครามและความไม่แน่นอนด้านพลังงาน
แต่ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากเครื่องยนต์ใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.9% จากเดิม 1.6% โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังคงขยายตัวต่อเนื่อง
สะท้อนผ่านตัวเลขส่งออกเดือนมกราคม 2569 ที่เติบโตถึง 24.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
ขณะเดียวกันการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 1.8% จากแรงหนุนของการขยายเขตอุตสาหกรรมเพื่อรองรับโครงการ Data Center และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง หลังการอนุมัติโครงการจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยสู่โครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้น
ด้านภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 34.1 ล้านคน แม้ยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจกระทบต่อตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล รวมถึงกลุ่ม Medical Tourism ที่มีสัดส่วนผู้เดินทางจากตะวันออกกลางอยู่ไม่น้อย
อีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยคือความชัดเจนทางการเมือง หลังการรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ทำให้ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีความชัดเจนมากขึ้น โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน และสามารถเริ่มใช้งบประมาณปี 2570 ได้ทันในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐมีความต่อเนื่องมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะหลังการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติราว 20% ของการค้าโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สำหรับประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงถึงประมาณ 70% ของการใช้พลังงานทั้งหมด สถานการณ์ดังกล่าวอาจกดดันดุลบัญชีเดินสะพัดและเพิ่มภาระทางการคลัง หากภาครัฐต้องใช้งบประมาณเพื่อดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพในประเทศ
ในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวในลักษณะ K-shaped โดยกลุ่มรายได้สูงได้รับประโยชน์จากการเติบโตของตลาดหุ้นและการลงทุนด้าน AI ขณะที่กลุ่มรายได้น้อยยังเผชิญแรงกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เกี่ยวกับมาตรการภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของรัฐบาลกลาง โดยมีการประเมินว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของสหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นถึง 125% ภายในปี 2036
ด้านนโยบายการเงิน ตลาดยังจับตาการดำเนินนโยบายของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ว่าที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างกันภายในคณะกรรมการเฟดเกี่ยวกับทิศทางเงินเฟ้อและเสถียรภาพเศรษฐกิจ

