
ท่าทีโลกแบ่งขั้วรุนแรง หลังสหรัฐฯ–อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน
กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีหลายเมืองในอิหร่าน จุดชนวนการตอบโต้จากเตหะรานและความตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง ขณะที่นานาชาติแสดงท่าทีแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งประณาม เรียกร้องลดระดับความรุนแรง และสนับสนุนการสกัดกั้นโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน โดยอ้างว่าเป็น "การโจมตีเชิงป้องกันล่วงหน้า" เพื่อทำลายศักยภาพทางนิวเคลียร์และการทหาร ส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต
- รัสเซียและอิหร่านประณามการโจมตีอย่างรุนแรง โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ "ไร้ความรับผิดชอบ" และ "ผิดกฎหมาย" ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในวงกว้าง
- สหประชาชาติเรียกร้องให้ยุติการสู้รบทันที ขณะที่ชาติยุโรปส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนร่วมแต่เรียกร้องให้อิหร่านยุติกิจกรรมที่บ่อนทำลายเสถียรภาพ
- กลุ่มประเทศอาหรับพันธมิตรของสหรัฐฯ เช่น ซาอุดีอาระเบีย ประณามการตอบโต้ของอิหร่าน ในขณะที่โอมานแสดงความผิดหวังต่อการใช้กำลังทหาร
วันที่ 2 มีนาคม 2569 ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังกองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการโจมตีหลายเมืองทั่วอิหร่าน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่าเป็น “ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่” โดยอ้างเหตุผลการเป็น “การโจมตีเชิงป้องกันล่วงหน้า” เพื่อทำลายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และยุทธศาสตร์ทางทหาร
สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านได้ยืนยันข่าวดังกล่าวว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตแล้ว ในขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้เริ่มปฏิบัติการตอบโต้ภายใต้ชื่อ “Truthful Promise 4” โดยมุ่งเป้าโจมตีฐานทัพและทรัพย์สินของสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลาง
ท่าทีที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว
เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นจุดแบ่งท่าทีของประชาคมระหว่างประเทศ โดยสามารถสรุปความเคลื่อนไหวได้ดังนี้
1. สหประชาชาติ (UN) กับความกังวลเรื่องเสถียรภาพ
อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการ UN ประณามการยกระดับทางทหารอย่างรุนแรง โดยเตือนว่าสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศกำลังถูกบั่นทอน และเรียกร้องให้ยุติการสู้รบทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาคที่ส่งผลร้ายต่อพลเรือน ด้าน โวลเคอร์ เทิร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่ง UN ย้ำเตือนว่า พลเรือนคือผู้ที่ต้องจ่ายราคาสูงสุดและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศต้องได้รับการคุ้มครอง
2. มุมมองจากฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล
ไมค์ วอลซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำ UN ชี้แจงว่าปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์เพื่อรื้อทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธ ลดศักยภาพทางเรือที่สร้างความไร้เสถียรภาพ และสกัดกั้นนิวเคลียร์ ขณะที่ แดนนี ดานอน เอกอัครราชทูตอิสราเอล ย้ำว่าอิสราเอลจำเป็นต้องดำเนินการเพราะมองว่าภัยคุกคามจากอิหร่านที่มีต่อนโยบาย "ความตายแด่อิสราเอล/อเมริกา" นั้นเป็นเรื่องจริงจังและต้องจัดการให้จบสิ้น
3. จุดยืนจากกลุ่มพันธมิตรตะวันออกกลาง
ซาอุดีอาระเบียและพันธมิตร
บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ จอร์แดน และคูเวต ได้ออกแถลงการณ์ประณาม “การรุกรานอย่างโจ่งแจ้ง” ของอิหร่านที่ตอบโต้ไปยังประเทศเหล่านี้ โดยซาอุดีอาระเบียประกาศยืนหยัดเคียงข้างและสนับสนุนมาตรการที่ประเทศพี่น้องจะดำเนินการ
โอมาน
บัดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ในฐานะคนกลางการเจรจานิวเคลียร์ แสดงความผิดหวังอย่างยิ่ง โดยมองว่าการเจรจาเชิงรุกถูกบ่อนทำลาย พร้อมเตือนสหรัฐฯ ว่า "นี่ไม่ใช่สงครามของคุณ"
4. กลุ่มประเทศยุโรปและพันธมิตรอื่น
ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร
ผู้นำทั้งสามประเทศยืนยันว่าไม่มีส่วนร่วมในการโจมตี แต่เรียกร้องให้ผู้นำอิหร่านยุติกิจกรรมบ่อนทำลายเสถียรภาพและโครงการนิวเคลียร์ โดย เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ อังกฤษ ยืนยันว่ากองทัพอังกฤษเพียงแค่ปฏิบัติภารกิจ “ป้องกันระดับภูมิภาค” เท่านั้น ด้านฝรั่งเศส (มาครง) พร้อมระดมทรัพยากรเพื่อปกป้องพันธมิตรใกล้ชิด และเยอรมนีได้รับแจ้งถึงการโจมตีล่วงหน้าแล้ว
อิตาลี สหภาพยุโรป (EU) และออสเตรเลีย
EU เน้นย้ำมาตรการคว่ำบาตรและแนวทางทางการทูต ส่วนอิตาลีเตรียมหารือกับพันธมิตรเพื่อลดความตึงเครียด สำหรับออสเตรเลียสนับสนุนสหรัฐฯ ในการสกัดกั้นนิวเคลียร์เพื่อความมั่นคงโลก
บราซิล เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่แสดง “ความกังวลอย่างยิ่ง” และประณามการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล
5. รัสเซียและอิหร่าน
รัสเซีย ประณามการโจมตีว่าเป็น “การกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบ” และ “การรุกราน” ที่อาจส่งผลลุกลามเกินขอบเขตพรมแดน
อิหร่าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ประณามการกระทำนี้ว่า “ผิดกฎหมายและไร้เหตุยั่วยุ” พร้อมวิจารณ์นโยบายของทรัมป์ว่าเป็นการเปลี่ยนจาก America First เป็น Israel First (ซึ่งหมายถึง America Last)
ในขณะที่สถานการณ์ยังคงร้อนเเรง ประธานาธิบดีทรัมป์ได้สื่อสารโดยตรงกับประชาชนอิหร่านผ่านวิดีโอ โดยบอกให้อยู่ในที่ปลอดภัย
นี่อาจเป็นโอกาสในรอบหลายชั่วอายุคนที่จะควบคุมรัฐบาลของคุณเอง
สอดคล้องกับนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู ที่เรียกร้องให้ชาวอิหร่าน “สลัดแอกแห่งทรราช” เพื่อสร้างอิหร่านที่เสรีและสันติ
ทั้งหมดนี้ คือฉากทัศน์ของความขัดแย้งที่ทุกฝ่ายกำลังเฝ้ามอง ทั้งในเชิงการเมืองโลกที่แบ่งขั้ว และผลกระทบต่อความมั่นคงของภูมิภาคที่ไม่มีใครยืนยันว่าบทสรุปจะจบลงที่ตรงไหน






