
'ยิม เลียก' แจง 8 ปม โชว์เส้นทางเงิน ยันสภาคองเกรสถอดชื่อพ้นกลุ่มสแกมเมอร์
"ยิม เลียก" ร่อนแถลงการณ์แจงยิบ 8 ประเด็นร้อน งัดหลักฐานสภาคองเกรสสหรัฐฯถอดชื่อพ้นกลุ่มสแกมเมอร์ การันตีความบริสุทธิ์ ยันไม่เคยมีพาสปอร์ตไทย-ไม่ได้หนี พร้อมโชว์เส้นเงิน 30 ล้าน แลกเปลี่ยนผ่านระบบสากล ลั่นสู้ตายปกป้องลูกชายวัย 6 ขวบถูกดึงเข้าคดี
KEY
POINTS
- นายยิม เลียก ยืนยันความบริสุทธิ์ โดยอ้างหลักฐานสำคัญว่ารัฐสภาสหรัฐฯ ได้ถอดถอนชื่อออกจากร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์แล้ว
- ชี้แจง 8 ประเด็นเพื่อโต้ข้อกล่าวหา พร้อมเปิดเส้นทางการเงินกรณี ‘แตงไทย’ โดยระบุว่าเป็นเพียงธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราตามปกติ
- ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการหลบหนีออกนอกประเทศ โดยระบุว่าเป็นการเดินทางเพื่อธุรกิจตามแผนที่วางไว้ และยืนยันว่าไม่เคยมีสัญชาติหรือหนังสือเดินทางไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัท เด็นตันส์ พิสุทธิ์ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของ คุณและ ยิมจ์ (Mr. Leak Yim) และ คุณวิรินยา ยิมจ์ ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียดเพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามสื่อและในกระบวนการยุติธรรม
โดยยืนยันความบริสุทธิ์และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ พร้อมเปิดเผยหลักฐานสำคัญ 8 ประเด็น
1. ข้อเท็จจริงเรื่องสัญชาติ: ยันไม่เคยถือพาสปอร์ตไทย คุณและ ยิมจ์ ยืนยันว่า ไม่เคยถือสัญชาติไทยและไม่เคยมีหนังสือเดินทาง (Passport) ของประเทศไทย มาตั้งแต่ต้น
ดังนั้น ข้อมูลที่มีการนำเสนอเรื่อง "การเพิกถอนหนังสือเดินทาง" จึงเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความจริงอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากตามกฎหมายไม่สามารถเพิกถอนสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงได้
2. การเดินทางออกนอกประเทศ
คือแผนธุรกิจ ไม่ใช่การหลบหนี การที่ครอบครัวยิมจ์เดินทางออกจากประเทศไทยนั้น เป็นไปตาม "แผนปฏิบัติภารกิจทางธุรกิจในต่างประเทศ" ที่มีการวางแผนล่วงหน้าไว้หลายเดือน โดยเป็นการเดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองอย่างถูกต้องตามขั้นตอนปกติ ไม่ใช่การหลบหนีการตรวจสอบหรือหนีการบังคับใช้กฎหมายตามที่มีกระแสข่าวบิดเบือน
3. การรับรองความบริสุทธิ์ระดับโลก
รัฐสภาสหรัฐฯ ถอดชื่อพ้นกลุ่มสแกมเมอร์ หลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันความบริสุทธิ์ในระดับสากลคือ รัฐสภาสหรัฐฯ ได้ทำการ "ถอดถอนชื่อของลูกความ" ออกจากร่างกฎหมาย U.S. Dismantle Foreign Scam Syndicates Act เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าในระดับนานาชาติไม่พบความเชื่อมโยงของคุณและ ยิมจ์ กับขบวนการอาชญากรรมดังกล่าว
4. ไร้ความเชื่อมโยงกับ "เฉิน จื้อ" และเครือข่ายฟอกเงิน
ลูกความยืนยันหนักแน่นว่า "มิได้เป็นคู่ความ" และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับบุคคลที่ถูกกล่าวหา เช่น นายเฉิน จื้อ หรือคดีอื่นๆ ที่พยายามนำมาเชื่อมโยง ทั้งนี้ ไม่ปรากฏพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการถือครองกรรมสิทธิ์ร่วม การร่วมลงทุน หรือธุรกรรมทางการเงินโดยตรงกับบุคคลดังกล่าว การนำชื่อไปเชื่อมโยงจึงเป็นการกระทำที่ปราศจากฐานข้อมูลและบั่นทอนความยุติธรรม
5. เปิดแผนภาพเส้นทางการเงิน
กรณี "แตงไทย" คือการแลกเงินปกติ กรณีที่มีการกล่าวถึงนางสาวแตงไทย บ้านมะหิงษ์ สำนักงานกฎหมายขอชี้แจงว่าเป็นการทำธุรกรรมผ่านระบบ "บัญชีตัวแทนรวม" (Pooled Accounts) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการแลกเปลี่ยนเงินตราในภูมิภาค,
หลักฐาน: เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2564 เวลา 09.40 น. คุณและ ยิมจ์ ได้โอนเงิน 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เข้าบัญชีผู้ให้บริการในกัมพูชา (BIC Bank),
ความจริง: ในวันเดียวกันได้รับเงินโอนเข้าบัญชีไทยรวม 30,000,000 บาท (อัตรา 1:30) ผ่านรายการย่อยหลายรายการ,
ความบริสุทธิ์: เงินจำนวน 5 ล้านบาทที่มาจากชื่อนางสาวแตงไทย เป็นเพียงกระบวนการภายในของผู้ให้บริการแลกเงิน (Local Settlement) ที่ลูกค้าปลายทางไม่สามารถเข้าไปควบคุมหรือรับรู้ตัวตนผู้ฝากต้นทางได้ อีกทั้งนางสาวแตงไทยได้รับสารภาพต่อศาลจังหวัดชลบุรีแล้วว่าเป็นเพียง "ผู้ให้บริการรับแลกเปลี่ยนเงินตรา" เท่านั้น
6. กรณีสะเทือนใจปกป้องสิทธิผู้เยาว์ ลูกชายวัย 6 ขวบถูกดึงเข้าคดี
ทางครอบครัวมีความกังวลอย่างสูงสุดที่เจ้าหน้าที่พยายามสอบสวน บุตรชายวัยเพียง 6 ปี เกี่ยวกับ "เงินออมส่วนตัวจำนวนเล็กน้อย"
ซึ่งสำนักงานกฎหมายมองว่าเป็นการกระทำที่เกินสมควรและอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิเด็กตามอนุสัญญาสากล โดยคุณและ ยิมจ์ กล่าวว่า "ในฐานะพ่อ สิ่งที่ผมให้ความสำคัญที่สุดคือการปกป้องลูกชาย การนำเด็ก 6 ขวบเข้าสู่การสอบสวนเป็นสิ่งที่ยากจะยอมรับได้"
7. แฉพิรุธกระบวนการรัฐ
ส่งหนังสือล่าช้าแต่หลุดถึงสื่อก่อน สำนักงานกฎหมายพบความผิดปกติในกระบวนการแจ้งคำสั่ง โดยมีการ นำข้อมูลการสอบสวนไปเผยแพร่ผ่านสื่อก่อนที่ลูกความจะได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานการส่งไปรษณีย์ EMS ที่แสดงถึงระยะเวลาที่กระชั้นชิดอย่างผิดปกติ ทำให้ลูกความเสียสิทธิในการเตรียมตัวต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม
8. คัดค้านการอายัดทรัพย์ซ้ำซ้อน ทรัพย์เดิมที่เคยคืนให้แล้ว
ลูกความขอตั้งคำถามถึงมาตรฐานการทำงาน กรณีที่มีการกลับมาตรวจสอบหรืออายัดทรัพย์สินชุดเดิมที่ เคยได้รับการพิสูจน์ความสุจริตและคืนทรัพย์สินไปแล้วครั้งหนึ่ง การกระทำดังกล่าวถือเป็นความซ้ำซ้อนที่สร้างภาระแก่ประชาชนเกินสมควรและขัดต่อหลักความยุติธรรม
ในตอนท้ายของแถลงการณ์ ระบุว่า คุณและ ยิมจ์ ยังคงเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทยและพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่บนพื้นฐานของพยานหลักฐาน แต่ขอเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและความถูกต้องตามกระบวนการ เพื่อไม่ให้การบังคับใช้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือทำลายภาพลักษณ์และโครงการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย
อ่านรายละเอียดแถลงการณ์ (คลิก)

