

KEY
POINTS
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ราคาทองคำสัปดาห์นี้ (12-15 ก.พ.69) ได้รับแรงหนุนสำคัญจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังร้อนแรง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงสุด 25% ต่อประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน
โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงการยกระดับแรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ถึงแม้ว่าจะยังมีการเจรจานิวเคลียร์ผ่านตัวกลางอย่างประเทศโอมานก็ตาม ส่งผลให้ตลาดประเมินว่าเสถียรภาพในตะวันออกกลางจะยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกันการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถูกจับตามองอย่างมาก เพราะอาจเป็นจุดชี้ขาดต่อทิศทางนโยบายในภูมิภาค
โดยเฉพาะความเห็นที่แตกต่างระหว่างสหรัฐฯ ซึ่งต้องการเปิดทางสำหรับข้อตกลงนิวเคลียร์แบบจำกัด กับอิสราเอลที่ต้องการมาตรการเข้มงวดระดับโครงสร้าง ทั้งด้านขีปนาวุธและเครือข่ายพันธมิตร หากการหารือดังกล่าวไม่สามารถลดความเสี่ยงเชิงนโยบายได้ ราคาทองคำจะยังมีแรงพยุงจากความไม่แน่นอนเชิงระบบ
ขณะที่ปัจจัยทางเศรษฐกิจฝั่งสหรัฐฯ ที่เริ่มเห็นสัญญาณการอ่อนตัวของตลาดแรงงานที่ชัดเจนขึ้น ทั้งตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนที่แทบไม่ขยายตัว และจำนวนตำแหน่งงานว่างที่ลดลงระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2563
รวมถึงดัชนีการจ้างงานในภาคบริการและการผลิตที่สะท้อนภาวะชะงักงัน ทำให้ภาพรวมดังกล่าวเพิ่มน้ำหนักต่อมุมมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเผชิญความเสี่ยงด้านการจ้างงาน และอาจบีบให้เฟดต้องพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินผ่อนคลายเร็วมากกว่าที่เคยส่งสัญญาณไว้ก่อนหน้า ซึ่งจะเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างที่ดีต่อราคาทองคำในระยะถัดไป
สำหรับกลยุทธ์ในสัปดาห์นี้ทางฝ่ายวิเคราะห์มองภาพราคาทองคำยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวภายใต้กรอบจำกัด สำหรับกลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้ 'รอย่อซื้อ' โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,880/ 4,825 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 72,000-71,000 บาท
ขณะที่กรอบแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 5,100-5,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 74,850 – 75,600 บาท หากราคาสามารถยืนเหนือโซนดังกล่าวได้ ส่งผลให้เปิดโอกาสให้ราคาขยับขึ้นทดสอบเป้าหมายถัดไปบริเวณ 5,275 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 77,500 บาท
โดยภาพรวมระยะกลางถึงยาวยังมองเป็นจังหวะทยอยสะสม เนื่องจากทองคำยังคงได้เปรียบในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของทิศทางเศรษฐกิจโลก