
สื่อนอกเกาะติดเลือกตั้งไทย ชี้ศึก 3 ขั้วชิงอำนาจ เสถียรภาพการเมืองเสี่ยงยืดเยื้อ
สำนักข่าวรอยเตอร์สเกาะติดเลือกตั้งไทย ชี้ศึก 3 ขั้วชิงอำนาจ ระบุยังไม่มีพรรคใดถูกคาดว่าจะครองเสียงข้างมากชัดเจน อาจส่งผลต่อเสถียรภาพการเมือง
KEY
POINTS
- สื่อต่างชาติมองการเลือกตั้งไทยเป็นการแข่งขันชิงอำนาจระหว่าง 3 ขั้วหลัก คือ ฝ่ายอนุรักษนิยม ฝ่ายก้าวหน้า และฝ่ายประชานิยม
- คาดการณ์ว่าไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถคว้าเสียงข้างมากได้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ยืดเยื้อ
- พรรคประชาชนซึ่งเป็นฝ่ายก้าวหน้ามีคะแนนนิยมนำ แต่ยังคงเผชิญความเสี่ยงในการจัดตั้งรัฐบาลซ้ำรอยพรรคก้าวไกลในอดีต
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เกาะติดเลือกตั้ง 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่าหน่วยเลือกตั้งในประเทศไทยเปิดทำการ สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่ถูกนิยามด้วยการแข่งขัน 3 ขั้วระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยม ฝ่ายก้าวหน้า และฝ่ายประชานิยม รายงานระบุว่า ไม่มีพรรคการเมืองใดถูกคาดหมายว่าจะสามารถคว้าเสียงข้างมากได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้เงาของความไม่มั่นคงทางการเมืองยังคงทอดยาวต่อไป
รายงานยังกล่าวถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ปูทางไปสู่การเลือกตั้งแบบกะทันหันในช่วงกลางเดือนธันวาคม ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่า เป็นจังหวะเวลาที่ผู้นำสายอนุรักษนิยมเลือกใช้เพื่อเก็บเกี่ยวกระแสชาตินิยมที่กำลังพุ่งสูง
ในเวลานั้น เขาเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่ถึง 100 วัน หลังจากเข้ามาบริหารประเทศต่อจากนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยสายประชานิยม ซึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งจากกรณีวิกฤติความสัมพันธ์กับกัมพูชา
รายงานยังระบุว่า พรรคเพื่อไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกจำคุกเพียงไม่กี่วันหลังจากบุตรสาวพ้นจากตำแหน่ง ยังคงมีโอกาสกลับมาได้ แม้สถานการณ์จะไม่สดใสนัก ตามผลสำรวจความคิดเห็น
อย่างไรก็ตาม พรรคที่นำในผลสำรวจความคิดเห็นตลอดช่วงการหาเสียงอย่างต่อเนื่อง คือ พรรคประชาชน ฝ่ายก้าวหน้า ที่เสนอวาระการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แม้พรรคประชาชนจะเปิดเกมรุกทางการเมืองต่อพรรคภูมิใจไทยของนายอนุทิน และพรรคเพื่อไทย แต่ก็อาจไม่ได้รับการสนับสนุนเพียงพอที่จะครองเสียงข้างมากในสภาด้วยตนเอง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะซ้ำรอยชะตากรรมของพรรคต้นแบบในอดีต
พรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นบรรพบุรุษทางการเมืองของพรรคประชาชน ชนะการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2023 แต่ถูกขัดขวางไม่ให้จัดตั้งรัฐบาลโดยวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของกองทัพ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสายอนุรักษนิยม เปิดทางให้พรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศแทน
ความขัดแย้งที่ดำรงมาอย่างยาวนานระหว่างกลุ่มอำนาจฝ่ายราชาชาตินิยม-อนุรักษนิยม กับขบวนการประชาธิปไตยที่ได้รับความนิยมจากประชาชน ได้สร้างช่วงเวลาของความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง สลับกับการประท้วงบนท้องถนน เหตุการณ์ความรุนแรง และการรัฐประหารของกองทัพ
ประชามติรัฐธรรมนูญ
รายงานระบุถึง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยยังถูกขอให้ตัดสินใจในวันเลือกตั้งว่า ควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาแทนที่รัฐธรรมนูญปี 2017 (2560) หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาชุดใหม่จะสามารถเริ่มกระบวนการแก้ไขในรัฐสภาได้ โดยต้องมีการทำประชามติเพิ่มอีกสองครั้งเพื่อให้การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลสมบูรณ์
กลยุทธ์ที่แตกต่าง
รายงานวิเคราะห์ถึงการผงาดขึ้นของพรรคภูมิใจไทยจากกระแสชาตินิยมที่ปะทุจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ควบคู่กับการถดถอยของพรรคเพื่อไทยหลังจากเผชิญปัญหาทางการเมืองเมื่อปีที่ผ่านมา ได้กระตุ้นให้เกิดการย้ายขั้วทางการเมืองจำนวนมาก และปรับโฉมสนามแข่งขันทางการเมืองใหม่ รวมถึงพื้นที่ชนบทที่มีคะแนนเสียงจำนวนมาก
บางพรรคการเมืองตอบสนองด้วยการดึงบุคคลท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง รวมถึงผู้ที่เคยอยู่กับกลุ่มคู่แข่ง เข้ามาอยู่ในสังกัด เพื่อหวังคว้าเครือข่ายความภักดีส่วนบุคคล ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการชนะการเลือกตั้งในพื้นที่ห่างไกล
นอกจากนี้รายงานยังระบุว่า พรรคประชาชนซึ่งเน้นการปฏิรูป ก็ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ ลดทอนจุดยืนต่อต้านชนชั้นนำของขบวนการก้าวหน้า และดึงบุคลากรจากภายนอกเข้ามา เพื่อโน้มน้าวผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าพรรคมีศักยภาพเพียงพอในการบริหารประเทศ
ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เข้ามามีบทบาทในการแข่งขันครั้งนี้ โดยใช้ความนิยมส่วนตัวฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอาจกลายเป็นพลังสำคัญในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมหลังการเลือกตั้ง






