thansettakij
จากแซงก์ชันสู่กองเรือรบ ความเสี่ยงสงครามเต็มรูปแบบ ‘สหรัฐ–อิหร่าน’ พุ่ง 40%

จากแซงก์ชันสู่กองเรือรบ ความเสี่ยงสงครามเต็มรูปแบบ ‘สหรัฐ–อิหร่าน’ พุ่ง 40%

29 ม.ค. 2569 | 08:47 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ม.ค. 2569 | 08:53 น.

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในช่วงต้นปี 2569 ถูกยกระดับขึ้นสู่จุดที่หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า “สงครามจริง” ระหว่างสองประเทศอาจไม่ใช่เพียงเครื่องมือข่มขู่ทางการเมืองอีกต่อไป หากแต่เป็นความเป็นไปได้เชิงยุทธศาสตร์ที่โลกต้องเตรียมรับมือ

KEY

POINTS

  • ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น จากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่ใช้กดดันอย่างหนัก สู่การเผชิญหน้าทางทหารที่เพิ่มความเสี่ยงของสงครามเต็มรูปแบบ
  • สหรัฐฯ เพิ่มการแสดงแสนยานุภาพทางทหารในตะวันออกกลางด้วยการส่งกองเรือรบ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยวาทกรรมแข็งกร้าวและแสดงศักยภาพทางทหาร ทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดอย่างยิ่ง
  • นักวิเคราะห์ประเมินว่าความเสี่ยงสงครามเต็มรูปแบบมีโอกาสเกิดขึ้น 30-40% ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบวงกว้างทั่วโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่อาจพุ่งสูงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในช่วงต้นปี 2569 ถูกยกระดับขึ้นสู่จุดที่หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า “สงครามจริง” ระหว่างสองประเทศอาจไม่ใช่เพียงเครื่องมือข่มขู่ทางการเมืองอีกต่อไป หากแต่เป็นความเป็นไปได้เชิงยุทธศาสตร์ที่โลกต้องเตรียมรับมือ

หลังการเผชิญหน้าทั้งในเชิงเศรษฐกิจ การทหาร และวาทกรรมทางการเมืองทวีความรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ เลือกใช้แนวทางกดดันสูงสุดอีกครั้ง ขณะที่อิหร่านเองก็ส่งสัญญาณชัดว่าพร้อมยืนหยัดตอบโต้ ไม่ยอมถอยภายใต้การข่มขู่

รากเหง้าของปัญหาระหว่างสองประเทศย้อนกลับไปไกลกว่าความขัดแย้งเรื่องนิวเคลียร์ หากแต่ฝังลึกในประวัติศาสตร์หลังการปฏิวัติอิสลามปี 1979 ซึ่งเปลี่ยนอิหร่านจากพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐในตะวันออกกลาง มาเป็นรัฐที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างชัดเจน อุดมการณ์ต่อต้านสหรัฐและตะวันตกถูกทำให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างรัฐอิหร่าน ขณะที่สหรัฐมองอิหร่านเป็น “รัฐท้าทายระเบียบโลก” ที่คุกคามทั้งพันธมิตรอเมริกันและเสถียรภาพของภูมิภาค นับแต่นั้น ความไม่ไว้วางใจจึงไม่เคยถูกคลี่คลายอย่างแท้จริง แม้จะมีช่วงเวลาของการเจรจาและข้อตกลง เช่น ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน (JCPOA) ที่ภายหลังสหรัฐถอนตัวออกมาเอง

สำหรับสหรัฐ เป้าหมายต่ออิหร่านไม่ได้จำกัดเพียงการสกัดไม่ให้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่ยังรวมถึงการจำกัดอิทธิพลของอิหร่านในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบทบาทต่อกลุ่มพันธมิตรและกองกำลังตัวแทนในเลบานอน ซีเรีย อิรัก และเยเมน สหรัฐมองเครือข่ายเหล่านี้ว่าเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล เส้นทางพลังงานโลก และฐานทัพของตนในภูมิภาค ในทางกลับกัน อิหร่านมองว่าสหรัฐคือมหาอำนาจที่พยายามบ่อนทำลายอธิปไตย กดดันเศรษฐกิจ และใช้กำลังทหารเป็นเครื่องมือบีบบังคับทางการเมือง การตอบโต้ของอิหร่านจึงไม่ใช่เพียงเรื่องศักดิ์ศรี แต่ถูกอธิบายว่าเป็นการปกป้องความอยู่รอดของรัฐ

เครื่องมือสำคัญที่สุดที่สหรัฐใช้ต่ออิหร่านตลอดทศวรรษที่ผ่านมา คือมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่เข้มข้นและครอบคลุม ตั้งแต่การจำกัดการส่งออกน้ำมัน การตัดอิหร่านออกจากระบบการเงินโลก การแซงก์ชันบริษัท เรือบรรทุกน้ำมัน และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐอิหร่าน ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจอิหร่านเข้าสู่ภาวะตึงเครียดเรื้อรัง รายได้รัฐหดตัว ค่าเงินอ่อน เงินเฟ้อสูง และกำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างต่อเนื่อง วิกฤตเศรษฐกิจนี้เป็นหนึ่งในชนวนสำคัญที่นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ในช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2569 ซึ่งการประท้วงเริ่มจากประเด็นค่าครองชีพ แต่ขยายไปสู่การตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพและความชอบธรรมของรัฐบาล

แม้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามจะไม่สามารถยืนยันได้อย่างเป็นทางการ เนื่องจากการควบคุมข้อมูลภายในประเทศอย่างเข้มงวด แต่รายงานจากองค์กรสิทธิมนุษยชนและสื่อระหว่างประเทศประเมินว่ามีผู้เสียชีวิต อย่างน้อยหลักพันราย และผู้ถูกจับกุมอีกจำนวนมาก สถานการณ์การประท้วง ณ ปลายเดือนมกราคม 2569 ยังไม่อาจกล่าวได้ว่าสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ แม้รัฐบาลจะควบคุมพื้นที่สำคัญได้ แต่แรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมยังคงอยู่ และถูกใช้โดยสหรัฐเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมกดดันอิหร่านบนเวทีโลก

ในมิติการทหาร สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนการเผชิญหน้าที่ชัดเจนขึ้น สหรัฐเพิ่มการปรากฏตัวทางทหารในตะวันออกกลาง ทั้งกองเรือรบ เรือพิฆาต และกองกำลังทางอากาศ โดยให้เหตุผลด้านการป้องปรามและการคุ้มครองผลประโยชน์ ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ออกแถลงการณ์และให้สัมภาษณ์หลายครั้งในทำนองว่า “สหรัฐไม่ต้องการสงคราม แต่พร้อมใช้กำลังหากอิหร่านเดินข้ามเส้น” คำประกาศเหล่านี้ถูกตีความว่าเป็นทั้งการข่มขู่และการส่งสัญญาณถึงผู้สนับสนุนทางการเมืองภายในประเทศสหรัฐเอง

ฝั่งอิหร่าน ผู้นำสูงสุดและแกนนำทางทหารใช้วาทกรรมแข็งกร้าวไม่แพ้กัน โดยย้ำว่าสหรัฐจะต้อง “รับผลของการกระทำใด ๆ ที่รุกราน” พร้อมแสดงศักยภาพด้านขีปนาวุธ การซ้อมรบ และความพร้อมของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ การเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำให้บรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ประเทศเพื่อนบ้านอิหร่านและรัฐตะวันออกกลางที่มีฐานทัพสหรัฐตั้งอยู่ 19 แห่ง เช่น กาตาร์ บาห์เรน คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แสดงท่าทีระมัดระวัง หลายประเทศพยายามส่งสัญญาณว่าไม่ต้องการให้ดินแดนของตนถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นของสงคราม และไม่อยากได้รับผลกระทบจากผลพวงสงครามที่สุ่มเสี่ยงอาจจะเกิดขึ้นจริง ขณะที่อิสราเอลยังคงจับตาอิหร่านอย่างใกล้ชิดและสนับสนุนแนวทางแข็งกร้าวของสหรัฐในประเด็นนิวเคลียร์

เมื่อประเมินโอกาสเกิดสงครามเต็มรูปแบบระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ณ วันที่ 29 มกราคม 2569 นักวิเคราะห์จำนวนมากเห็นตรงกันว่ายังไม่ใช่สถานการณ์ที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” แต่ก็ไม่อาจมองข้าม ความเป็นไปได้ถูกประเมินในช่วงประมาณ 30–40% โดยความเสี่ยงหลักอยู่ที่การคำนวณผิดพลาด การปะทะโดยไม่ตั้งใจ หรือแรงกดดันทางการเมืองภายในของทั้งสองฝ่าย หากสงครามเกิดขึ้นจริง ผลกระทบจะลุกลามไกลเกินตะวันออกกลาง ตั้งแต่ราคาน้ำมันโลกที่อาจพุ่งสูงอย่างรุนแรง การหยุดชะงักของการค้า ไปจนถึงความผันผวนในตลาดการเงิน

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจะมาในรูปของต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น หากอิหร่านปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" (Strait of Hormuz) ที่ถือเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของการขนส่งน้ำมันโลก โดยมีปริมาณน้ำมันดิบประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวันต้องขนส่งผ่านจุดนี้ และคิดเป็นราวร้อยละ 20 ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลกต่อวัน และคิดเป็นสัดส่วนของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลกกว่า 1 ใน 4 ด้วย ขณะที่การค้าไทย-อิหร่านจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย (ปี 2568 ไทยและอิหร่านมีการค้าระหว่างกัน มูลค่า 4,797 ล้านบาท โดยไทยส่งออก 4,487 ล้านบาท ไทยนำเข้า 310 ล้านบาท)

นอกจากนี้อาจส่งผลกระทบเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัว และความผันผวนของตลาดทุน ดังนั้นการเตรียมรับมือจึงควรอยู่บนฐานของการติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด การบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ท่ามกลางโลกที่ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจอาจเปลี่ยนจากคำขู่ เป็นสงครามจริงได้ทุกเมื่อ