KEY
POINTS
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ Truth Social แสดงความขอบคุณต่อ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่ให้การอนุมัติข้อตกลงการขายกิจการของ TikTok ในส่วนที่ดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ
โดยทรัมป์ระบุว่าเขารู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการนำข้อตกลงนี้ไปสู่ "บทสรุปที่สวยงามและยิ่งใหญ่" และชื่นชมการตัดสินใจของผู้นำจีนที่เห็นชอบในดีลนี้ ซึ่งความจริงแล้วเขาสามารถเลือกที่จะไม่ปฏิเสธก็ได้
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเผยว่า TikTok มีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้เขาได้รับคะแนนนิยมจากกลุ่มคนหนุ่มสาวอย่างมากในการเลือกตั้งปี 2024 ที่ผ่านมา
มหากาพย์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 6 ปี ได้สิ้นสุดลงด้วยการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ในชื่อ TikTok USDS Joint Venture LLC ซึ่งเป็นนิติบุคคลอิสระที่จัดตั้งขึ้นตามคำสั่งบริหารของทรัมป์
ภายใต้ข้อตกลงนี้ กลุ่มนิติบุคคลและนักลงทุนชาวอเมริกันจะถือหุ้นรวมกันถึง 80.1% ขณะที่ ByteDance ซึ่งเป็นบริษัทแม่เดิมจากจีนจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือเพียง 19.9%
สำหรับกลุ่มผู้ลงทุนหลัก (Managing Investors) 3 รายที่จะเข้ามารับหน้าที่บริหารจัดการ ได้แก่:
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มบริษัทอื่นๆ รวมถึงสำนักงานครอบครัวของ Michael Dell และ Vastmere Strategic Investments ร่วมถือหุ้นในส่วนที่เหลืออีก 35.1% ด้วย
หนึ่งในหัวใจสำคัญของข้อตกลงคือการจัดการกับ "อัลกอริทึม" หรือสูตรลับที่ใช้แนะนำเนื้อหา ซึ่งเดิมทีจีนไม่อยากให้มีการส่งมอบเทคโนโลยีนี้ ทว่าในดีลปัจจุบัน อัลกอริทึมสำหรับเวอร์ชันสหรัฐฯ จะถูกแยกออกมาและทำการปรับปรุง (Retraining) โดยใช้เพียงข้อมูลของผู้ใช้ชาวอเมริกันเท่านั้น
โดยที่ Oracle จะเป็นผู้ดูแลความปลอดภัยและจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดไว้บนระบบคลาวด์ในสหรัฐฯ เพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงระดับชาติที่วอชิงตันกังวลมาโดยตลอด
ในด้านการบริหาร Adam Presser อดีตผู้บริหาร WarnerMedia ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัทร่วมทุนใหม่นี้ โดยมีคณะกรรมการบริหาร 7 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกัน อย่างไรก็ตาม Shou Zi Chew ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TikTok ระดับโลก จะยังคงร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารเพื่อรักษาความเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มในระดับสากล
ข้อตกลงนี้ถือเป็นการปิดฉากความขัดแย้งที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2020 ในสมัยแรกของทรัมป์ และเข้มข้นขึ้นในยุคของโจ ไบเดน ที่มีการลงนามกฎหมายบังคับขายกิจการในปี 2024 มิเช่นนั้นจะต้องถูกแบน
แม้ว่า TikTok จะเคยเผชิญกับภาวะ "จอดำ" ชั่วคราวในช่วงต้นปี 2025 แต่การที่ทรัมป์ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทและเลื่อนกำหนดการแบนออกไปหลายครั้ง จนกระทั่งบรรลุข้อตกลงกับปักกิ่งในที่สุด ช่วยให้ผู้ใช้งานชาวอเมริกันกว่า 200 ล้านคน และภาคธุรกิจอีก 7.5 ล้านแห่ง ยังคงสามารถใช้งานแอปพลิเคชันนี้
รวมถึงแอปในเครืออย่าง CapCut และ Lemon8 ต่อไปได้ภายใต้การกำดูแลของบริษัทร่วมทุนใหม่