
สหรัฐผนึกญี่ปุ่น "อุ้มค่าเงินเยน" จ่อขยายวงเงินกู้ Fed พยุงเศรษฐกิจโลก
สกอตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ ยืนยันพร้อมแทรกแซง "ค่าเงินเยน" ร่วมกับญี่ปุ่นอีกครั้ง เพื่อสกัดความผันผวนรุนแรง พร้อมเสนอ Fed ขยายวงเงินกู้ดอลลาร์ FIMA หวังลดแรงกดดันการเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ และพยุงเศรษฐกิจโลก
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ และญี่ปุ่นร่วมมือกันแทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนด้วยการเข้าซื้อเงินเยน เพื่อหยุดยั้งการอ่อนค่ารุนแรง ซึ่งเป็นการดำเนินการร่วมกันครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011
- กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เสนอให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขยายวงเงินกู้ในโครงการ FIMA Repo Facility เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพตลาดพันธบัตรโลก
- การขยายวงเงินกู้จะช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถระดมทุนดอลลาร์มาพยุงค่าเงินเยนได้ โดยไม่ต้องเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
- สหรัฐฯ ส่งสัญญาณกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยสนับสนุนค่าเงินเยนและลดช่องว่างนโยบายการเงิน
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานจากกรุงวอชิงตันและโตเกียวว่า นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ แสดงจุดยืนชัดเจนว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะร่วมมือกับญี่ปุ่นในการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อหยุดยั้งการอ่อนค่าอย่างรุนแรงของเงินเยน โดยระบุว่าเป็นการดำเนินการเพื่อแก้ไขความเคลื่อนไหวที่ขาดระเบียบในตลาด ขณะเดียวกันได้เสนอให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพิ่มขีดความสามารถของเครื่องมือช่วยเหลือกองทุนดอลลาร์เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพันธบัตรโลก
การแทรกแซงทวิภาคีครั้งประวัติศาสตร์ในรอบกว่าทศวรรษ
กระทรวงการคลังญี่ปุ่นยืนยันเมื่อวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ และญี่ปุ่นได้ร่วมกันแทรกแซงตลาดด้วยการซื้อเงินเยนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นความร่วมมือทวิภาคีครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 การดำเนินการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเงินเยนร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าการช่วยเหลือญี่ปุ่นครั้งนี้เป็น "เครื่องหมายแห่งมิตรภาพ" และเพื่อประคองเศรษฐกิจโลก
นายเบสเซนต์ย้ำผ่านสื่อสังคมออนไลน์ X ว่า สหรัฐฯ "จะไม่ลังเล" ที่จะเข้าร่วมการแทรกแซงร่วมกันอีกในอนาคต หากยังพบความผันผวนที่มากเกินไปและไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ส่งผลให้เงินเยนพุ่งขึ้นทันทีมากกว่า 1% แตะระดับ 155.20 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งแข็งค่าที่สุดในรอบ 3 เดือน
ข้อเสนอขยายวงเงินกู้ FIMA เพื่อเลี่ยงวิกฤตพันธบัตร
ประเด็นสำคัญที่ตลาดให้ความสนใจคือข้อเสนอของนายเบสเซนต์ที่ต้องการให้ Fed ขยายขนาดของ FIMA Repo Facility ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยให้ธนาคารกลางต่างประเทศสามารถนำพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มาเป็นหลักประกันเพื่อกู้ยืมเงินดอลลาร์ ปัจจุบันกลไกนี้มีวงเงินจำกัดอยู่ที่ 60,000 ล้านดอลลาร์ต่อประเทศ
การขยายวงเงินนี้จะช่วยให้ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดด้วยมูลค่ากว่า 1.14 ล้านล้านดอลลาร์ สามารถระดมทุนดอลลาร์มาซื้อเงินเยนได้โดยไม่ต้องเทขายพันธบัตรออกมาโดยตรง ซึ่งการเทขายพันธบัตรจำนวนมากอาจซ้ำเติมให้ผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) สหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นและกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลก
แรงกดดันตกที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)
คำแถลงของนายเบสเซนต์ที่สนับสนุน "มาตรการทางการเงินที่เด็ดขาด" ของญี่ปุ่น ถูกตีความว่าเป็นการส่งสัญญาณกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
นักวิเคราะห์จาก Mitsubishi UFJ Morgan Stanley Securities มองว่าการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนนี้ "แทบจะเป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว" เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นมากจนเกินไป ล่าสุด ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 2 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับ 1.545% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1995 เพื่อขานรับโอกาสในการปรับขึ้นนโยบายการเงิน
ที่มา - รอยเตอร์






