ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เลื่อนตัดสินภาษีทรัมป์ เป็น 14 ม.ค. ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก

10 ม.ค. 2569 | 02:15 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ม.ค. 2569 | 02:24 น.

ทั่วโลกนับถอยหลัง ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เลื่อนชี้ขาด "กำแพงภาษีทรัมป์" ไปเป็นวันที่ 14 ม.ค. นี้ หลังถูกฟ้องใช้อำนาจเกินขอบเขต จับตาคำตัดสินที่อาจเปลี่ยนทิศทางการค้าโลกและดุลอำนาจผู้นำสหรัฐฯ ไปตลอดกาล

KEY

POINTS

  • ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เลื่อนการตัดสินคดีเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของนโยบาย "กำแพงภาษี" ของโดนัลด์ ทรัมป์
  • กำหนดวันประกาศคำตัดสินใหม่เป็นวันที่ 14 มกราคม ซึ่งผลลัพธ์จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลก
  • คดีนี้เป็นการวินิจฉัยอำนาจประธานาธิบดีในการใช้กฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ (IEEPA) เพื่อบังคับใช้ภาษี ซึ่งถูกคัดค้านจากกลุ่มธุรกิจและหลายรัฐ

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาได้ชะลอการออกคำวินิจฉัยที่ทั่วโลกต่างรอคอย เกี่ยวกับความชอบธรรมทางกฎหมายในการประกาศใช้ "กำแพงภาษีศุลกากรครอบคลุมทั่วโลก" ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

โดยล่าสุดศาลได้ระบุในเว็บไซต์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า มีแผนที่จะประกาศคำตัดสินในคดีสำคัญต่างๆ อีกครั้งในวันพุธที่ 14 มกราคม 2569

 

 บททดสอบอำนาจประธานาธิบดีและผลกระทบระดับโลก

รอยเตอร์ส รายงานว่า คดีนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งต่ออำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม 2568

โดยนโยบายดังกล่าวส่งผลกระทบต่อ คู่ค้าต่างประเทศเกือบทุกรายของสหรัฐฯ

ซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยว่าการใช้อำนาจของทรัมป์นั้นข้ามเส้นที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ โดยผลลัพธ์ที่ออกมาจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เลื่อนตัดสินภาษีทรัมป์ เป็น 14 ม.ค. ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก

ปูมหลังการใช้กฎหมายภาวะฉุกเฉินปี 1977

ทรัมป์ได้อ้างอำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ปี 1977 ซึ่งเดิมทีถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ

ทรัมป์ใช้กฎหมายฉบับนี้เพื่อบังคับใช้ภาษีศุลกากรแบบ "ต่างตอบแทน" (Reciprocal Tariffs) โดยให้เหตุผลว่าเป็นความพยายามในการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ 

นอกจากนี้ เขายังใช้กฎหมายเดียวกันนี้กับประเทศ จีน แคนาดา และเม็กซิโก โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้ปัญหาการลักลอบนำเข้ายาเสพติด โดยเฉพาะยาแก้ปวด "เฟนทานิล" (Fentanyl) ซึ่งเขามองว่าเป็นวิกฤตการณ์ฉุกเฉินของชาติ

กระแสคัดค้านจากนักการเมืองและภาคธุรกิจ

 

นโยบายภาษีนี้ถูกท้าทายอย่างหนักจากกลุ่มธุรกิจที่ได้รับความเดือดร้อน รวมถึง 12 รัฐในสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่บริหารงานโดยผู้ว่าการรัฐจากพรรคเดโมแครต

 โดยก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นได้มีคำตัดสินไปแล้วว่า ทรัมป์กระทำการเกินขอบเขตอำนาจทางกฎหมาย ขณะที่ในการพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่าทั้งผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยมและฝ่ายเสรีนิยมต่างแสดงความคลางแคลงใจต่อความถูกต้องของการนำกฎหมายฉบับนี้มาใช้ในบริบทของการค้าปกติ

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เลื่อนตัดสินภาษีทรัมป์ เป็น 14 ม.ค. ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก

ท่าทีจากทำเนียบขาวและผลที่ตามมา

โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อต้นเดือนมกราคมว่า หากศาลสูงสุดตัดสินให้นโยบายภาษีของเขาเป็นโมฆะ จะถือเป็น "ความพ่ายแพ้ที่รุนแรง" (terrible blow) ต่อสหรัฐฯ เพราะเขามั่นใจว่าภาษีเหล่านี้ช่วยให้ฐานะการเงินของประเทศแข็งแกร่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม เควิน แฮสเซตต์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว เปิดเผยกับสื่อว่า แม้รัฐบาลจะคาดหวังชัยชนะ แต่ก็ได้มีการประชุมเตรียมแผนรองรับไว้แล้ว โดยระบุว่ารัฐบาลยังมี "เครื่องมืออื่นๆ" ที่สามารถนำมาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการค้าในลักษณะเดียวกันได้ หากศาลมีคำวินิจฉัยที่เป็นลบ

 

คดีค้างคาอื่นๆ ในศาลสูงสุด

นอกเหนือจากประเด็นภาษีแล้ว ศาลสูงสุดชุดที่มีสัดส่วนผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยม 6 ต่อ 3 เสียงนี้ ยังมีคดีสำคัญที่รอการตัดสินอยู่อีกหลายกรณี เช่น การคัดค้านมาตราสำคัญในกฎหมายสิทธิการเลือกตั้ง (Voting Rights Act) ปี 1965 และคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายในรัฐโคโลราโดที่สั่งห้ามการทำจิตบำบัดเพื่อเปลี่ยนรสนิยมทางเพศในกลุ่มเยาวชน LGBT