KEY
POINTS
เวทีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเดือดขึ้นทันที เมื่อ ศาสตราจารย์ เจฟฟรีย์ ดี. แซคส์ (Jeffrey D. Sachs) ประธานเครือข่ายโซลูชันการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Solutions Network) และผู้อำนวยการศูนย์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เตือนโลกว่าการใช้กำลังและการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวต่อเวเนซุเอลา กำลังบ่อนทำลาย “กฎบัตรสหประชาชาติ” และเสี่ยงพามนุษยชาติกลับสู่ยุคอนาธิปไตยของมหาอำนาจ พร้อมเรียกร้องให้คณะมนตรีฯ สั่งสหรัฐยุติการคุกคาม ถอนกำลังทหาร และเปิดทางการทูตอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางบริบทความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกโดยตรง
การแถลงดังกล่าวมีขึ้นในการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ณ นครนิวยอร์ก ภายหลังสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
คำแถลงโดยละเอียดของ แซคส์ ระบุว่า ประเด็นที่อยู่ต่อหน้าคณะมนตรีในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องลักษณะหรือธรรมชาติของรัฐบาลเวเนซุเอลา แต่คือคำถามว่า มีรัฐสมาชิกใดหรือไม่ ที่มีสิทธิ โดยการใช้กำลัง การบีบบังคับ หรือการบีบคั้นทางเศรษฐกิจ ในการกำหนดอนาคตทางการเมืองของเวเนซุเอลา หรือเข้าควบคุมกิจการภายในของประเทศนั้น
คำถามนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับมาตรา 2 วรรค 4 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งห้ามการข่มขู่หรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนหรือเอกราชทางการเมืองของรัฐใดรัฐหนึ่ง
คณะมนตรีจำเป็นต้องตัดสินใจว่า ข้อห้ามดังกล่าวจะได้รับการยึดถือหรือจะถูกละทิ้ง
การละทิ้งหลักการนี้จะนำมาซึ่งผลกระทบที่ร้ายแรงอย่างที่สุด
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947 เป็นต้นมา นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาได้ใช้กำลัง ปฏิบัติการลับ และการแทรกแซงทางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในประเทศอื่น ๆ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์รองรับอย่างรอบคอบ
ในหนังสือ Covert Regime Change (ปี 2018) ลินด์ซีย์ โอ’รูร์ก นักรัฐศาสตร์ ได้บันทึกว่า ระหว่างปี 1947–1989 เพียงช่วงเดียว สหรัฐฯ มีความพยายามดำเนินปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงระบอบอย่างน้อย 70 ครั้ง
แนวปฏิบัติเหล่านี้ไม่ได้ยุติลงพร้อมกับการสิ้นสุดของสงครามเย็น หลังปี 1989 ปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงระบอบของสหรัฐฯ ที่สำคัญและไม่ได้รับอนุญาตจากคณะมนตรีความมั่นคง ได้แก่ อิรัก (2003) ลิเบีย (2011) ซีเรีย (ตั้งแต่ 2011) ฮอนดูรัส (2009) ยูเครน (2014) และเวเนซุเอลา (ตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา)
วิธีการที่ใช้เป็นที่รู้จักและมีการบันทึกอย่างชัดเจน ได้แก่ การทำสงครามโดยตรง ปฏิบัติการข่าวกรองลับ การปลุกปั่นความไม่สงบ การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ การบิดเบือนสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดีย การติดสินบนเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือน การลอบสังหารแบบเจาะจงเป้าหมาย ปฏิบัติการธงเท็จ และสงครามเศรษฐกิจเพื่อทำลายชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
มาตรการเหล่านี้ผิดกฎหมายภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ และมักนำไปสู่ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ความขัดแย้งที่คร่าชีวิตผู้คน ความไม่มั่นคงทางการเมือง และความทุกข์ทรมานอย่างลึกซึ้งของพลเรือน
บันทึกการกระทำล่าสุดของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลานั้นชัดเจน
ในเดือนเมษายน 2002 สหรัฐฯ รับรู้และให้ความเห็นชอบต่อความพยายามก่อรัฐประหารต่อรัฐบาลเวเนซุเอลา
ในทศวรรษ 2010 สหรัฐฯ ให้ทุนสนับสนุนกลุ่มภาคประชาสังคมที่มีบทบาทในการประท้วงต่อต้านรัฐบาล โดยเฉพาะในปี 2014 เมื่อรัฐบาลใช้มาตรการปราบปรามการประท้วง สหรัฐฯ จึงตามมาด้วยการคว่ำบาตรหลายระลอก และในปี 2015 ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ประกาศให้เวเนซุเอลาเป็น “ภัยคุกคามที่ผิดปกติและร้ายแรงต่อความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา”
ในปี 2017 ระหว่างงานเลี้ยงกับผู้นำละตินอเมริกาในช่วงการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้หารืออย่างเปิดเผยถึงทางเลือกที่สหรัฐฯ จะรุกรานเวเนซุเอลาเพื่อโค่นล้มรัฐบาล
ช่วงปี 2017–2020 สหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างกว้างขวางต่อบริษัทน้ำมันของรัฐ ส่งผลให้การผลิตน้ำมันลดลงถึงร้อยละ 75 จากปี 2016 ถึง 2020 และ GDP ต่อหัวตามกำลังซื้อที่แท้จริงลดลงถึงร้อยละ 62
สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ลงมติคัดค้านมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียวเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตามกฎหมายระหว่างประเทศ มีเพียงคณะมนตรีความมั่นคงเท่านั้นที่มีอำนาจกำหนดมาตรการคว่ำบาตร
เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2019 สหรัฐฯ รับรองฝ่ายเดียวให้นายฆวน กวยโด เป็น “ประธานาธิบดีชั่วคราว” ของเวเนซุเอลา และเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2019 ได้อายัดทรัพย์สินของรัฐเวเนซุเอลาในต่างประเทศมูลค่าประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมมอบอำนาจให้กวยโดบริหารทรัพย์สินบางส่วน
การกระทำเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบของสหรัฐฯ ที่ดำเนินต่อเนื่องมากว่าสองทศวรรษ
ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ดำเนินปฏิบัติการทิ้งระเบิดใน 7 ประเทศ โดยไม่มีประเทศใดได้รับอนุญาตจากคณะมนตรีความมั่นคง และไม่มีกรณีใดเป็นการป้องกันตนเองโดยชอบตามกฎบัตร ประเทศเป้าหมาย ได้แก่ อิหร่าน อิรัก ไนจีเรีย โซมาเลีย ซีเรีย เยเมน และล่าสุดคือเวเนซุเอลา
ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกคำข่มขู่โดยตรงต่อรัฐสมาชิกสหประชาชาติอย่างน้อย 6 ประเทศ ได้แก่ โคลอมเบีย เดนมาร์ก อิหร่าน เม็กซิโก ไนจีเรีย และแน่นอน เวเนซุเอลา
สมาชิกคณะมนตรีไม่ได้ถูกเรียกร้องให้ตัดสินนาย นิโกลัส มาดูโร
ไม่ได้ถูกเรียกร้องให้ประเมินว่า การโจมตีล่าสุดและการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ จะนำไปสู่เสรีภาพหรือการตกอยู่ใต้การครอบงำ
แต่ถูกเรียกร้องให้ปกป้องกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎบัตรสหประชาชาติ
สำนักความคิดแบบสัจนิยมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งจอห์น เมียร์ไชมเมอร์ อธิบายไว้อย่างแหลมคมที่สุด เรียกสภาพอนาธิปไตยระหว่างรัฐว่า “โศกนาฏกรรมของการเมืองมหาอำนาจ” อย่างไรก็ตาม สัจนิยมเป็นเพียงคำอธิบายของภูมิรัฐศาสตร์ มิใช่คำตอบของสันติภาพ และข้อสรุปของมันเองก็คือ อนาธิปไตยนำไปสู่โศกนาฏกรรม
หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้มีการจัดตั้งสันนิบาตชาติขึ้นเพื่อยุติโศกนาฏกรรมดังกล่าวด้วยการใช้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่ประเทศชั้นนำของโลกไม่สามารถปกป้องกฎหมายระหว่างประเทศได้ในทศวรรษ 1930 จนนำไปสู่สงครามโลกครั้งใหม่
องค์การสหประชาชาติจึงถือกำเนิดขึ้นจากหายนะนั้น ในฐานะความพยายามครั้งที่สองของมนุษยชาติในการยกระดับกฎหมายระหว่างประเทศให้เหนือภาวะอนาธิปไตย ดังถ้อยคำในกฎบัตรที่ระบุว่า สหประชาชาติก่อตั้งขึ้น “เพื่อช่วยมนุษยชาติรุ่นต่อ ๆ ไปให้รอดพ้นจากภัยพิบัติแห่งสงคราม ซึ่งได้ก่อความทุกข์ยากอย่างมหาศาลแก่มนุษย์ถึงสองครั้งในช่วงชีวิตของเรา”
ในยุคนิวเคลียร์ ความล้มเหลวไม่อาจเกิดขึ้นซ้ำอีกได้ มนุษยชาติอาจถึงขั้นสูญสิ้น และจะไม่มีโอกาสครั้งที่สาม
เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามกฎบัตร คณะมนตรีความมั่นคงควรยืนยันมาตรการต่อไปนี้โดยทันที
1. สหรัฐอเมริกาต้องยุติและงดเว้นทันทีจากการข่มขู่หรือการใช้กำลังต่อเวเนซุเอลา ทั้งโดยตรงและโดยนัย
2. สหรัฐอเมริกาต้องยุติการปิดล้อมทางทะเลและมาตรการทางทหารเชิงบีบบังคับทั้งหมดที่ดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะมนตรีความมั่นคง
3. สหรัฐอเมริกาต้องถอนกำลังทหารออกจากภายในและรอบขอบเขตของเวเนซุเอลาโดยทันที รวมถึงกำลังข่าวกรอง กำลังทางเรือ ทางอากาศ และทรัพยากรที่ถูกวางกำลังล่วงหน้าเพื่อการบีบบังคับ
4. เวเนซุเอลาต้องปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติและเคารพสิทธิมนุษยชนตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
5. เลขาธิการสหประชาชาติต้องแต่งตั้งผู้แทนพิเศษโดยทันที เพื่อประสานงานกับผู้มีส่วนได้เสียทั้งในเวเนซุเอลาและนานาชาติ และรายงานกลับต่อคณะมนตรีภายใน 14 วัน พร้อมข้อเสนอแนะที่สอดคล้องกับกฎบัตร
6. รัฐสมาชิกทุกประเทศต้องงดเว้นจากการข่มขู่ฝ่ายเดียว มาตรการบีบบังคับ หรือการใช้กำลังอาวุธที่อยู่นอกอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคง และต้องปฏิบัติตามกฎบัตรอย่างเคร่งครัด
ท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ
สันติภาพและการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ ขึ้นอยู่กับว่า กฎบัตรสหประชาชาติจะยังคงเป็นเครื่องมือที่มีชีวิตของกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะถูกปล่อยให้เสื่อมความหมายจนไร้พลัง
นี่คือทางเลือกที่อยู่ต่อหน้าคณะมนตรีในวันนี้