
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ โหวตสนับสนุนมติหยุดสงครามอิหร่าน สั่งทรัมป์ถอนทหาร
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติ 215-208 หนุนมติหยุดสงคราม สั่งทรัมป์ถอนทหารออกจากอิหร่าน รีพับลิกัน 4 คนแปรพักตร์ร่วมเดโมแครต ท่ามกลางความกังวลสงครามเดือนที่ 4 และค่าครองชีพพุ่ง
KEY
POINTS
- สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติด้วยคะแนน 215 ต่อ 208 เสียง เห็นชอบมติให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยุติการใช้กำลังทหารต่ออิหร่าน
- มีสมาชิกรัฐสภาจากพรรครีพับลิกัน 4 คน ร่วมลงมติสนับสนุนมติของพรรคเดโมแครต
- แม้มติจะยังไม่มีผลบังคับใช้ทันที แต่สะท้อนถึงความกังวลและความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นต่อสงคราม แม้แต่ในพรรครีพับลิกันเอง
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติ 215-208 หนุนมติหยุดสงคราม สั่งทรัมป์ถอนทหารออกจากอิหร่าน รีพับลิกัน 4 คนแปรพักตร์ร่วมเดโมแครต ท่ามกลางความกังวลสงครามเดือนที่ 4 และค่าครองชีพพุ่ง
4 มิ.ย. 2569 รอยเตอร์ รายงานว่า สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งมีพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ลงมติเมื่อวันพุธ (3 มิ.ย.) เห็นชอบมติสงครามเพื่อสั่งให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยุติการทำสงครามกับอิหร่าน ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นในพรรคของเขาเองต่อความขัดแย้งที่เข้าสู่เดือนที่สี่แล้ว
การลงมติปรากฏผล 215 ต่อ 208 เสียง โดยสมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คน ร่วมโหวตกับฝ่ายเดโมแครต ได้แก่ ทอม บาร์เร็ตต์ (มิชิแกน), วอร์เรน เดวิดสัน (โอไฮโอ), ไบรอัน ฟิตซ์แพทริก (เพนซิลเวเนีย) และโธมัส แมสซี (เคนทักกี) โดยไม่มีสมาชิกเดโมแครตคนใดลงมติคัดค้าน
มติเชิงสัญลักษณ์ แต่ส่งสัญญาณชัด
แม้มติดังกล่าวจะยังมีผลบังคับใช้ไม่ได้ในทันที เนื่องจากต้องผ่านวุฒิสภาด้วย และยังมีข้อถกเถียงทางกฎหมายเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของมติสงคราม แต่ผลโหวตครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงความไม่สบายใจในหมู่รีพับลิกันบางส่วนต่อการจัดการสงครามของทรัมป์
นับเป็นความพ่ายแพ้ล่าสุดในสภาคองเกรสสำหรับทรัมป์ แม้พรรครีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากทั้งในสภาสูงและสภาล่าง ทั้งนี้ มติสงครามสามฉบับก่อนหน้านี้ล้วนพ่ายแพ้ในสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเฉือนกันมากขึ้นเรื่อยๆ และผู้นำสภาเคยเลื่อนการโหวตมติฉบับนี้ออกไปเมื่อเดือนก่อน หลังประเมินว่ามีแนวโน้มจะผ่าน
ขณะเดียวกัน วุฒิสภาได้ผ่านมติในลักษณะเดียวกันในขั้นตอนการลงมติเชิงกระบวนการแล้ว แต่ยังไม่มีการนัดหมายโหวตในขั้นตอนถัดไป
ผลกระทบเศรษฐกิจ จุดชนวนการเมืองกลางเทอม
ฝ่ายเดโมแครตเน้นย้ำประเด็น "ค่าครองชีพ" เป็นหัวหอกทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน หลังจากที่ราคาน้ำมัน อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนเมษายนพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 4 ปี
นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน สภาฯ ยังลงมติเห็นชอบขั้นตอนเปิดทางสู่การโหวต Ukraine Support Act ซึ่งจะจัดสรรความช่วยเหลือด้านความมั่นคงแก่ยูเครน โดยมีสมาชิกรีพับลิกัน 6 คนและอิสระ 1 คนร่วมสนับสนุน
"การผ่านมตินี้ส่งสัญญาณถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ รีพับลิกันมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังรับฟังเสียงประชาชนที่ไม่ต้องการสงครามในตะวันออกกลางที่ไม่มีวันสิ้นสุด" กรีกอรี มีกส์ ผู้เสนอมติและผู้นำเสียงข้างน้อยในคณะกรรมการกิจการต่างประเทศกล่าว
ด้านรัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่าสงครามครั้งนี้จำเป็นต่อความมั่นคงแห่งชาติ โดยอ้างถึงความเร่งด่วนในการป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่รีพับลิกันผู้คัดค้านมติมองว่าเป็นเพียงการเล่นการเมืองของเดโมแครตเพื่อบ่อนเซาะความแข็งแกร่งของสหรัฐฯ และโจมตีทรัมป์







