เดินหน้ายุทธศาสตร์กลาโหม 'ทรัมป์' ดันงบ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ปั้นกองทัพในฝัน

08 ม.ค. 2569 | 04:39 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ม.ค. 2569 | 04:40 น.

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์เรียกร้องเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027 พร้อมกดดันบริษัทผู้รับเหมาด้านอาวุธเร่งผลิตและลงทุนใหม่ เพื่อสร้าง 'กองทัพในฝัน' เสริมขีดความสามารถทางทหาร ป้องกันภัยคุกคามและยับยั้งความตึงเครียดในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

KEY

POINTS

  • โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอเพิ่มงบประมาณกลาโหมสหรัฐฯ เป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2027 เพื่อสร้าง "กองทัพในฝัน" และรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคง
  • งบประมาณที่เพิ่มขึ้นมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ "การยับยั้ง" ภัยคุกคาม โดยเฉพาะการรักษาความเหนือกว่าทางทหารเพื่อป้องกันความขัดแย้งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างไต้หวันและทะเลจีนใต้
  • นโยบายนี้ยังรวมถึงการกดดันให้อุตสาหกรรมกลาโหมเร่งผลิตอาวุธ และเรียกร้องให้พันธมิตรอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เพิ่มงบประมาณกลาโหมเพื่อแบ่งเบาภาระในการรักษาเสถียรภาพ

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2568 สำนักข่าว BBC รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เเห่งสหรัฐ ออกมาเรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของสหรัฐอเมริกาเป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027 หรือราว 47 ล้านล้านบาท เพื่อรับมือกับสิ่งที่เขาเรียกว่า “ช่วงเวลาที่ยากลำบากและอันตรายอย่างยิ่ง”

ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่างบประมาณกลาโหมปีปัจจุบันที่ 9.01 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสในเดือนธันวาคม และคิดเป็นการเพิ่มขึ้นมากกว่า 60% ภายในเวลาไม่กี่ปี

ทรัมป์ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า การเพิ่มงบประมาณครั้งนี้จะช่วยให้สหรัฐสามารถสร้าง “กองทัพในฝัน” ที่ประเทศควรได้รับมานาน และที่สำคัญคือจะทำให้สหรัฐ “ปลอดภัยและมั่นคง ไม่ว่าจะมีศัตรูใดก็ตาม”

ข้อเสนอด้านงบประมาณดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่เพียงตัวเลข แต่ขยายไปสู่การกดดันอุตสาหกรรมกลาโหมโดยตรง ทรัมป์ระบุว่า จะดำเนินการอย่างเข้มงวดต่อเงินที่จ่ายให้ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้รับเหมาด้านกลาโหมรายใหญ่ หากบริษัทเหล่านั้นไม่เร่งส่งมอบอาวุธหรือไม่ลงทุนสร้างโรงงานผลิตใหม่

โดยเฉพาะบริษัท Raytheon ซึ่งทรัมป์กล่าวว่า เป็นบริษัทที่ตอบสนองต่อความต้องการด้านกลาโหมของสหรัฐได้น้อยที่สุด และเพิ่มการผลิตได้ช้าที่สุด พร้อมเตือนว่า หากไม่เร่งลงทุนในโรงงานและอุปกรณ์ บริษัทอาจไม่ได้ทำธุรกิจกับกระทรวงกลาโหมอีกต่อไป

ในอีกด้านหนึ่ง นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเคยเตือนว่า ช่องว่างระหว่างรายจ่ายและรายได้ของรัฐบาลสหรัฐอยู่ในระดับที่ไม่ยั่งยืนแล้ว แต่ทรัมป์ยืนยันว่า สหรัฐสามารถบรรลุเป้าหมายงบกลาโหม 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ได้ “อย่างง่ายดาย” ด้วยรายได้จากภาษีนำเข้า

“การยับยั้ง” แกนหลักของยุทธศาสตร์ความมั่นคงสหรัฐ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า งบประมาณระดับนี้เหมาะสมหรือไม่ แต่คือ ข้อเสนอของทรัมป์สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐที่วางไว้หรือไม่ 

เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาในเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหรัฐ National Security Strategy of the United States of America ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2025 แนวคิดเรื่อง “การยับยั้งภัยคุกคามทางทหาร” ถูกวางไว้เป็นแกนกลางของนโยบายในระยะยาว โดยเอกสารระบุชัดว่า การรักษาความเป็นผู้นำของอเมริกาในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี คือหนทางที่แน่นอนที่สุดในการป้องกันความขัดแย้งทางทหารขนาดใหญ่

ขณะเดียวกัน ดุลกำลังทางทหารแบบดั้งเดิมที่เป็นคุณต่อสหรัฐ ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ในโลกที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น

ไต้หวัน จุดยุทธศาสตร์เหนือกว่าเศรษฐกิจชิป

เอกสารยุทธศาสตร์ให้ความสำคัญกับไต้หวันอย่างชัดเจน ไม่เพียงเพราะบทบาทในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก แต่เพราะไต้หวันเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เปิดทางสู่ “แนวเกาะชั้นที่สอง (Second Island Chain) ” และเป็นเส้นแบ่งระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อพิจารณาว่า กว่าหนึ่งในสามของการขนส่งทางเรือของโลกผ่านทะเลจีนใต้ในแต่ละปี ความขัดแย้งเหนือไต้หวันจึงมีนัยสำคัญโดยตรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก

ด้วยเหตุนี้ เอกสารยุทธศาสตร์จึงกำหนดให้การยับยั้งไม่ให้เกิดความขัดแย้งเหนือไต้หวัน โดยอุดมคติคือการรักษาความเหนือชั้นทางทหาร หรือ Military overmatch เป็นลำดับความสำคัญสูงสุด พร้อมย้ำว่าสหรัฐยังคงยึดนโยบายไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมในช่องแคบไต้หวันโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

เราจะยังคงรักษานโยบายประกาศจุดยืนต่อไต้หวันมาอย่างยาวนานของเรากล่าวคือสหรัฐอเมริกาไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมในช่องแคบไต้หวันโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว 

First Island Chain และการผนึกพันธมิตร

ยุทธศาสตร์ของสหรัฐยังมุ่งเสริมกำลังตามแนวเกาะชั้นที่หนึ่ง (First Island Chain) โดยเน้นการผนึกพันธมิตรให้เพิ่มงบประมาณกลาโหมและขีดความสามารถ เพื่อยับยั้งการรุกรานไต้หวันและคุ้มครองเส้นทางเดินเรือในทะเลจีนใต้

เอกสารระบุว่า กองทัพสหรัฐไม่สามารถและไม่ควรถูกคาดหวังให้ทำภารกิจนี้เพียงลำพัง พันธมิตรต้องก้าวขึ้นมาแบกรับภาระ และลงทุนในขีดความสามารถที่มุ่งยับยั้งการรุกรานร่วมกัน

ท่าทีของทรัมป์ที่ยืนกรานให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เพิ่มการแบ่งปันภาระ จึงสอดคล้องกับแนวทางในเอกสารยุทธศาสตร์ ขณะที่การกดดันให้เปิดท่าเรือและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารมากขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงความมั่นคงทางทะเลตลอดแนวเกาะชั้นที่หนึ่ง

ทะเลจีนใต้ เส้นทางการค้าที่ห้ามถูก “เก็บค่าผ่านทาง”

เอกสารยุทธศาสตร์ยังเตือนถึงความเสี่ยงที่คู่แข่งรายใดรายหนึ่งอาจควบคุมทะเลจีนใต้ ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียกเก็บ “ค่าผ่านทาง” หรือการปิด-เปิดเส้นทางการค้าโลกตามอำเภอใจ ผลลัพธ์ดังกล่าวจะสร้างความเสียหายรุนแรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐและผลประโยชน์โดยรวม

ด้วยเหตุนี้ สหรัฐจึงเห็นความจำเป็นในการพัฒนามาตรการที่เข้มแข็งควบคู่กับการยับยั้ง เพื่อรักษาเส้นทางเดินเรือให้เปิดกว้าง ซึ่งต้องอาศัยทั้งการลงทุนทางทหาร โดยเฉพาะกองทัพเรือ และความร่วมมือกับประเทศที่ได้รับผลกระทบ เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค

เมื่อพิจารณาถึงการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนกรานให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เพิ่มการแบ่งปันภาระ

เราจำเป็นต้องเร่งรัดให้ประเทศเหล่านี้เพิ่มงบประมาณกลาโหม โดยมุ่งเน้นขีดความสามารถ รวมถึงขีดความสามารถใหม่ที่จำเป็นต่อการยับยั้งฝ่ายตรงข้ามและคุ้มครองแนวเกาะชั้นที่หนึ่ง

นอกจากนี้ยังจะเสริมความแข็งแกร่งและความมั่นคงของการปรากฏกำลังทหารในแปซิฟิกตะวันตก พร้อมกับคงถ้อยคำที่หนักแน่นต่อไต้หวันและออสเตรเลียในประเด็นการเพิ่มงบกลาโหม การป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง จำเป็นต้องมีท่าทีเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในอินโด-แปซิฟิก การฟื้นฟูฐานอุตสาหกรรมกลาโหม การลงทุนทางทหารที่มากขึ้นทั้งจากสหรัฐและจากพันธมิตร และการเอาชนะการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในระยะยาว