KEY
POINTS
"พลังงาน" กำลังถูกยกระดับจากปัจจัยต้นทุนทางเศรษฐกิจ ไปสู่เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐมหาอำนาจ ในโลกที่การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความเข้มข้นขึ้น พร้อมกับความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก สหรัฐอเมริกาเลือกวางพลังงานไว้ในตำแหน่งศูนย์กลางของยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับล่าสุด เพื่อค้ำจุนทั้งอำนาจทางเศรษฐกิจ ความสามารถทางอุตสาหกรรม และความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีในระยะยาว
สาระสำคัญที่น่าสนใจจาก เอกสาร National Security Strategy of the United States of America ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2025 มีเนื้อหาที่สะท้อนถึงการปรับกรอบความคิดด้านความมั่นคงครั้งสำคัญ จากเดิมที่เน้นมิติทางทหารและการทูตเป็นหลัก ไปสู่การผสานนโยบายเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พลังงาน และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิดว่า “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คือ ความมั่นคงแห่งชาติ”
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวชูเป้าหมายการฟื้นสถานะความเป็นมหาอำนาจด้านพลังงานของสหรัฐฯ ครอบคลุมทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และพลังงานนิวเคลียร์ ควบคู่กับการดึงฐานการผลิตและส่วนประกอบสำคัญกลับสู่ประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ เสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และสร้างงานรายได้ดีให้แรงงานอเมริกันในวงกว้าง
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังมองพลังงานราคาถูกและมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ เป็นปัจจัยพื้นฐานของการฟื้นฟูอุตสาหกรรม การรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และการคงความเป็นผู้นำในเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ไปจนถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางที่พลังงานไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากร แต่กลายเป็น “อาวุธเชิงนโยบาย” ที่ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และอำนาจต่อรองบนเวทีโลก
หนึ่งในเสาหลักของเอกสาร คือแนวคิด Energy Dominance หรือ “ความเป็นมหาอำนาจด้านพลังงาน” โดยเน้นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และพลังงานนิวเคลียร์ ควบคู่กับการนำส่วนประกอบสำคัญในห่วงโซ่อุปทานพลังงานกลับสู่ประเทศ เอกสารระบุว่า พลังงานที่มีราคาถูกและมีอย่างอุดมสมบูรณ์จะช่วยสร้างงานรายได้ดี ลดต้นทุนให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจ เป็นแรงขับเคลื่อนการฟื้นฟูอุตสาหกรรม และช่วยรักษาความได้เปรียบของสหรัฐฯ ในเทคโนโลยีแนวหน้า เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
นอกจากนี้ การขยายการส่งออกพลังงานสุทธิยังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตร ลดทอนอิทธิพลของฝ่ายตรงข้าม เสริมขีดความสามารถในการป้องกันชายฝั่ง และเมื่อจำเป็นและในพื้นที่ที่จำเป็นเปิดทางให้สหรัฐฯ สามารถฉายอำนาจบนเวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเอกสารแสดงจุดยืนชัดเจนในการปฏิเสธอุดมการณ์ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” และ “Net Zero” ที่มองว่าสร้างความเสียหายให้ยุโรป คุกคามสหรัฐฯ และเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายตรงข้าม
ในมิติภาคการเงิน เอกสารย้ำว่าสหรัฐฯ ยังคงมีระบบการเงินและตลาดทุนที่เป็นผู้นำของโลก ซึ่งทำหน้าที่เป็นเสาหลักของอิทธิพลอเมริกัน และเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันวาระด้านความมั่นคงแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม ความเป็นผู้นำดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่รับประกันได้โดยอัตโนมัติ การรักษาและขยายบทบาทนี้จำเป็นต้องอาศัยพลวัตของระบบตลาดเสรี รวมถึงความเป็นผู้นำด้านการเงินดิจิทัลและนวัตกรรม เพื่อให้ตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังคงมีสภาพคล่องสูง ปลอดภัย และเป็นที่ดึงดูดของโลก
ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ใหม่นี้ เวเนซุเอลา ดูเหมือนจะเป็นกรณีตัวอย่างสำคัญของการเชื่อมโยงระหว่างพลังงาน เศรษฐกิจ และความมั่นคง
เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มี น้ำมันสำรองพิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลก แต่กลับเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองยืดเยื้อจากการบริหารจัดการภายใน การคว่ำบาตร และการแทรกแซงของมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา
ในมุมมองของยุทธศาสตร์ความมั่นคงสหรัฐ เวเนซุเอลาไม่ได้เป็นเพียงประเทศผู้ผลิตน้ำมัน แต่เป็น สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ในซีกโลกตะวันตก ที่เชื่อมโยงกับการแข่งขันอิทธิพลของจีน รัสเซีย และอิหร่าน ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นในภูมิภาคละตินอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
การเคลื่อนไหวของสหรัฐต่อเวเนซุเอลา ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคว่ำบาตร การเจรจาผ่อนคลายข้อจำกัดด้านพลังงานในบางช่วง หรือการจับตาบทบาทของบริษัทน้ำมันต่างชาติ ล้วนสะท้อนความพยายามของในการ ควบคุมทิศทางพลังงานในซีกโลกของตนเอง ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Energy Dominance
การฟื้นฟูฐานอุตสาหกรรมกลาโหมของสหรัฐฯ
นอกจากนี้หนึ่งในแกนหลักของยุทธศาสตร์คือการฟื้นฟูฐานอุตสาหกรรมกลาโหมของสหรัฐฯ โดยระบุว่า กองทัพที่มีขีดความสามารถสูงไม่อาจดำรงอยู่ได้ หากปราศจากฐานอุตสาหกรรมกลาโหมที่แข็งแกร่ง ช่องว่างที่ปรากฏชัดจากความขัดแย้งในช่วงหลัง ระหว่างอาวุธต้นทุนต่ำอย่างโดรนและขีปนาวุธ กับระบบป้องกันภัยราคาแพง ได้ตอกย้ำความจำเป็นที่สหรัฐฯ ต้องเร่งปรับตัวและเปลี่ยนแปลง
เอกสารชี้ว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องระดมศักยภาพระดับชาติ เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านการป้องกันประเทศที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ต้นทุนต่ำ ผลิตยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยในระดับขนาดใหญ่ (at scale) และนำห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมกลาโหมกลับสู่ประเทศ (re-shore)
โดยต้องจัดหาอาวุธให้กำลังรบมีครบทุกระดับ ตั้งแต่อาวุธต้นทุนต่ำที่สามารถรับมือคู่ต่อสู้ส่วนใหญ่ ไปจนถึงระบบขั้นสูงที่จำเป็นต่อการเผชิญหน้าศัตรูที่มีความซับซ้อน พร้อมทั้งส่งเสริมการฟื้นฟูฐานอุตสาหกรรมกลาโหมของพันธมิตร เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการป้องกันร่วมกัน ภายใต้วิสัยทัศน์ “สันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง”
ในส่วนของกรอบภูมิภาค เอกสารระบุว่า “ยุทธศาสตร์ต้องเลือกและจัดลำดับความสำคัญ” โดยสหรัฐฯ ไม่สามารถให้ความสำคัญกับทุกภูมิภาคและทุกปัญหาอย่างเท่าเทียมได้ ซีกโลกตะวันตกจึงถูกยกระดับให้เป็นแกนสำคัญของยุทธศาสตร์ความมั่นคง พร้อมประกาศ “Trump Corollary” ต่อหลักมอนโร เพื่อฟื้นฟูอำนาจและบทบาทผู้นำของสหรัฐฯ ในภูมิภาคดังกล่าว
สหรัฐฯ ระบุชัดว่าจะไม่ยอมให้คู่แข่งจากนอกซีกโลกเข้ามามีอิทธิพล วางกำลัง หรือควบคุมสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ภายในภูมิภาค โดยมองว่าการต่อยอดหลักมอนโรในครั้งนี้ เป็นการจัดลำดับความสำคัญด้านความมั่นคงอย่างสมเหตุสมผล สอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติ และเป็นฐานสำคัญในการค้ำอำนาจของสหรัฐฯ ในระยะยาว