“ปานปรีย์” เยือนกาตาร์-อียิปต์ หารือช่วยเหลือ 22 ตัวประกันไทยในฉนวนกาซา

30 ต.ค. 2566 | 17:05 น.

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดเดินทางเยือนรัฐกาตาร์และสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ 31 ต.ค. – 2 พ.ย. นี้ เพื่อหาทางช่วยเหลือตัวประกันชาวไทยในกาซาออกมาโดยเร็วที่สุด

 

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเดินทาง เยือนรัฐกาตาร์และสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2566 นี้ เพื่อพบกับผู้นำรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ และหารือเกี่ยวกับ การให้ความช่วยเหลือคนไทย ที่ถูกจับเป็น ตัวประกัน จาก สถานการณ์สู้รบในอิสราเอล และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์และพัฒนาการในภูมิภาค หารือถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคี รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ที่อยู่ในความสนใจร่วมกัน

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดพบหารือกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ในวันที่ 31 ตุลาคม 2566 ที่กรุงโดฮา และพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ที่กรุงไคโร

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร จะเดินทางเยือนกาตาร์และอียิปต์ 31 ต.ค. – 2 พ.ย.นี้ เพื่อเร่งช่วยเหลือตัวประกันชาวไทยที่ถูกฮามาสจับตัวไป

"ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการโทรศัพท์หารือ และชี้แจงไปหลายครั้งแล้วไม่ว่าจะผ่านสื่อ หรือผ่านการพูดคุยทางโทรศัพท์ รวมถึงผ่านผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประสานงานว่า อยากให้มีการปล่อยตัวคนไทยโดยเร็ว เพราะเป็นผู้ที่เข้าไปทำมาหากิน และไม่ได้มีความขัดแย้งกับผู้ใด" นายปานปรีย์กล่าว และยังย้ำด้วยว่า

ความตั้งใจของไทยคืออยากให้มีการปล่อยตัวประกันโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ดีขณะนี้ ไม่มีใครทราบว่า ตัวประกันทั้งหมดอยู่ที่บริเวณใด หรืออยู่ในประเทศใด และอยู่ในหรือนอกฉนวนกาซาหรือไม่ แต่รัฐบาลไทย เราพร้อมเปิดการเจรจาทุกช่องทางที่มีอยู่ที่จะสามารถประสานกับฮามาสได้ เพื่อขอให้ปล่อยตัวประกันโดยเร็วที่สุด

ก่อนหน้านี้ นายปานปรีย์ ได้โทรศัพท์หารือกับเจ้าชายฟัยศ็อล บิน ฟัรฮาน อัลซะอูด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันจันทร์ (30 ต.ค.) เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงในฉนวนกาซา โดยในระหว่างการพูดคุย รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดิอาระเบียทรงชื่นชมประเทศไทยที่ให้การสนับสนุนต่อมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ได้มีการลงมติเมื่อวันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม 2566 ที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดยิงโดยทันที ด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรมจากกรณีที่มีการปิดล้อมฉนวนกาซา และขอให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ บรรทัดฐาน และกฎหมายด้านมนุษยธรรมสากล

ท่ามกลางสถานการณ์ที่เป็นอันตรายในฉนวนกาซาและพื้นที่โดยรอบ เจ้าชายฟัยศ็อล ทรงเน้นย้ำถึงความสำคัญของประชาคมโลกที่จะต้องมีบทบาทให้การหยุดยิงโดยทันทีบรรลุผล เพื่อปกป้องพลเรือนอย่างถึงที่สุดและทุ่มเทความพยายามทั้งหมดเพื่อหยุดยั้งเหตุนองเลือด ป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เลวร้าย และหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ครอบคลุมเพื่อบรรลุความปรารถนาและความตั้งใจของชาวปาเลสไตน์

ทั้งนี้ ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยความพยายามเจรจาไกล่เกลี่ยของผู้นำกาตาร์ ทางกลุ่มฮามาสได้ยินยอมปล่อยตัวประกันพลเรือนคู่แรกออกมาเป็นคู่แม่ลูกชาวอเมริกัน ซึ่งปัจจุบันเดินทางกลับสหรัฐอเมริกาโดยสวัสดิภาพแล้ว ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานก็มีการปล่อยตัวประกันอีก 1 คู่เป็นสตรีสูงวัยชาวอิสราเอล รวมปล่อยตัวประกันแล้ว 4 คนซึ่งเป็นพลเรือนสตรีทั้ง 4 คน

สำหรับสถานการณ์สู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส ที่มีผลกระทบต่อคนไทยในอิสราเอลนั้น ล่าสุด (สถานะวันที่ 29 ต.ค. 2566) กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) แจ้งว่า คนไทยถูกจับเป็นตัวประกันเพิ่มขึ้น 3 คน ทำให้ยอดตัวประกันคนไทย ขยับขึ้นเป็น 22 คน ส่วนผู้เสียชีวิตยังคงเท่าเดิมที่ 32 ราย และคนบาดเจ็บ 19 คน (คงเดิม) 

ส่วน เที่ยวบินอพยพคนไทยจากอิสราเอลที่จะเดินทางถึงประเทศไทยในวันอังคารที่ 31 ต.ค. 2566 นี้ มี 2 เที่ยวบิน ได้แก่

1. Air Asia (FD8754) ถึงดอนเมืองเวลา 4.05 น. จำนวนผู้ลงทะเบียน 117 คน 
2  Lion Air (SL7005) ถึงดอนเมืองเวลา 5.35 น. จำนวนผู้ลงทะเบียน 115 คน 

อนึ่ง เที่ยวบิน IZ591 ที่แจ้งว่าจะเดินทางถึงไทยวันที่ 31 ตค. (รอยืนยันเวลา) นั้น ขอรอยืนยันวันและเวลาที่จะเดินทางถึงไทย โดยจะแจ้งให้ทราบต่อไป