
"พลังสังคมใหม่" ชง "รื้อเอ็มโอยู 8 พรรคร่วม" หลังเพื่อไทยนำตั้งรัฐบาล
เกาะติดจัดตั้งรัฐบาล ล่าสุด "เชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ หัวหน้าพรรคพลังสังคมใหม่" เสนอรื้อ MOU ของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ชี้ 23 ข้อ ของเดิมเป็นของก้าวไกล ระบุ ต้องให้สิทธิ์เพื่อไทยแก้ไขหลังได้รับไม้ต่อ
เกาะติดความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล และโหวตเลือกนายกฯรอบที่ 3 หลังจากประธานรัฐสภาสั่งเลื่อนการประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตนายกฯในวันที่ 27 ก.ค. นี้ออกไปก่อน ขณะที่ 8 พรรคร่วมรัฐบาลตามเอ็มโอยู ก็นัดประชุมไม่ได้จนทำให้การประชุมล่ม ล่าสุด 1 ใน 8 พรรค คือ พรรคพลังสังคมใหม่ ยื่นข้อเสนอให้รื้อข้อตกลง หรือ เอ็มโอยูเดิมของ 8 พรรคแล้ว
ล่าสุดช่วงเช้าวันที่ 26 ก.ค. 66 นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังสังคมใหม่ กล่าวเสนอให้พรรคเพื่อไทย แก้ไขข้อตกลงร่วม หรือ MOU(เอ็มโอยู) ระหว่าง 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลว่า MOU ที่มีการลงนามครั้งแรก 23 ข้อนั้น สนับสนุนให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี
ซึ่งนโยบาย 23 ข้อนั้น เป็นของพรรคก้าวไกล แต่เมื่อพรรคก้าวไกล ได้ส่งไม้ต่อให้กับพรรคเพื่อไทยแล้ว ดังนั้น MOU ก็จะต้องให้พรรคเพื่อไทย เป็นผู้พิจารณาแก้ไขใหม่ ว่าจะเชิญพักการเมืองใดเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลอีกหรือไม่ เพื่อให้ผักร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้รับเสียงสนับสนุนจากรัฐสภาเกิน 375 เสียง
ส่วนการฉีก MOU นั้น จะกระทบความสัมพันธ์ของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลเดิมหรือไม่นั้น นายเชาวฤทธิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทยว่า จะนำ MOU เก่ามาแก้ไข และให้พรรคก้าวไกล เป็นพรรคร่วมรัฐบาลเช่นเดิม เพียงแต่ให้พรรคเพื่อไทย พิจารณาปรับแก้เนื้อหา เพราะเนื้อหาเดิมเป็นของพรรคก้าวไกลทั้งหมด ซึ่งหากมีการประชุม 8 พรรคร่วมฯ ตนก็จะนำเรื่องนี้เข้าไปประชุมหารือด้วย
ส่วนเสียงของ 8 พรรคร่วมฯ ขณะนี้ มี 312 เสียง อาจจะไม่พอสนับสนุนนายกรัฐมนตรี ควรจะมีการดึงพรรคร่วมเพิ่มหรือไม่นั้น นายเชาวฤทธิ์ ระบุว่า ขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทย เพราะทั้ง 8 พรรคร่วมฯ มอบหมายให้พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำในการประสานพรรคการเมืองอื่นแล้ว รวมถึงหาเสียงสนับสนุนจากสว.ด้วย ซึ่งจะมีพรรคการเมืองอื่นเข้ามาร่วมด้วยหรือไม่นั้น ตนเองก็ไม่ติดใจ เพราะได้มอบหมายให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแล้ว
นายเชาวฤทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตพรรคเพื่อไทย กำลังผลักพรรคก้าวไกลออกจากการเป็นพรรคร่วมว่า ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะที่พรรคเพื่อไทยเชิญพรรคการเมืองต่างขั้วเข้ามาพูดคุย เพียงแค่เป็นการปรึกษาหารือทางออก และให้คำแนะนำถึงปัญหาข้อติดขัด ที่ 8 พรรคร่วมฯ จะต้องแก้ไขปัญหาอย่างไร
สรุปเนื้อหาฉบับย่อ MOU บันทึกความเข้าใจในการจัดตั้งรัฐบาลทั้ง 23 ข้อ ของ 8 พรรคร่วมรัฐบาล
- ฟื้นฟูประชาธิปไตย จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน
- สมรสเท่าเทียม โดยไม่บังคับผู้ที่เห็นว่าขัดแย้งกับศาสนา
- ปฏิรูประบบราชการ ทหาร ตำรวจ กองทัพ และกระบวนการยุติธรรม
- เปลี่ยนระบบเกณฑ์ทหารแบบบังคับ เป็นระบบสมัครใจ
- สันติภาพชายแดนใต้
- กระจายอำนาจ
- แก้ปัญหาทุจริต สร้างรัฐโปร่งใส
- ฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเป็นธรรม
- ยกเครื่องกฎหมายเกี่ยวกับการทำมาหากิน เช่น ตัด ลด พัก การขอใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น สร้างแต้มต่อให้ SME
- ยกเลิกผูกขาดและส่งเสริมแข่งขันการค้าที่เป็นธรรม เช่น สุราก้าวหน้า
- ปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ
- ปรับปรุงโครงสร้างผลิตไฟฟ้า ลดค่าครองชีพ เพิ่มความมั่นคงพลังงาน
- จัดทำงบประมาณแบบใหม่ (Zero-based budgeting)
- สร้างระบบสวัสดิการประชาชนทุกช่วงวัย
- แก้ไขปัญหายาเสพติดโดยเร่งด่วน
- นำกัญชากลับไปอยู่ในบัญชียาเสพติดให้โทษ และมีกฎหมายควบคุมรับรองการใช้ประโยชน์จากกัญชา
- ส่งเสริมเกษตรและปศุสัตว์
- แก้ไขกฎหมายประมง
- ยกระดับสิทธิแรงงานทุกอาชีพให้มีสภาพการจ้างงานเป็นธรรม ได้ค่าตอบแทนสอดคล้องกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
- ยกระดับระบบสาธารณสุข
- ปฏิรูประบบการศึกษา
- แก้ปัญหาฝุ่นพิษ ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Net Zero) โดยเร็วที่สุด
- ดำเนินนโยบายต่างประเทศ ฟื้นฟูบทบาทผู้นำของไทยในอาเซียนและเวทีต่าง ๆ รักษาสมดุลการเมืองระหว่างไทย กับประเทศมหาอำนาจ
นอกจากนี้ใน MOU 8 พรรค ยังระบุด้วยว่า ทุกพรรคเห็นพ้องกันว่าจะร่วมกันบริหารประเทศด้วย 5 แนวทางปฏิบัติ ดังนี้
- ทุกพรรคจะคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชนทุกคน
- ทุกพรรคจะทํางานโดยซื่อสัตย์สุจริต หากมีบุคคลของพรรคใดมีพฤติกรรมทุจริต คอร์รัปชัน ทุกพรรคจะ ยุติการดำรงตำแหน่งของบุคคลนั้น ๆ ทันที
- ทุกพรรคจะทำงานโดยให้เกียรติซึ่งกันและกัน จริงใจต่อกัน สนับสนุนการทำงานซึ่งกันและกัน โดยยึดถือ ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง มากกว่าผลประโยชน์ของพรรคใดพรรคหนึ่ง
- ทุกพรรคมีสิทธิในการผลักดันนโยบายอื่นเพิ่มเติม แต่ไม่ขัดแย้งจากนโยบายในบันทึกข้อตกลงร่วมฉบับนี้ โดยอาศัยอ้านาจฝ่ายบริหารของรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนของแต่ละพรรคการเมือง
- ทุกพรรคมีสิทธิในการผลักดันนโยบายอื่นเพิ่มเติม แต่ไม่ขัดแย้งจากนโยบายในบันทึกข้อตกลงร่วมฉบับนี้ โดยอาศัยอำนาจนิติบัญญัติของผู้แทนราษฎรที่สังกัดแต่ละพรรคการเมือง






